‘ร้อนเหมือนจะตาย’ วลีดังกล่าวหากใช้พูดเมื่อราว 20 กว่าปีที่แล้ว คงได้ใช้กับบริบทที่ไม่จริงจังมากนัก
ทว่าทุกวันนี้ วลี ‘ร้อนจะตาย’ คงไม่ใช่เรื่องตลกอีกต่อไป เมื่อในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ มีผู้เสียชีวิตจากความร้อนมากกว่า 1,300 ราย ในหลายประเทศทั่วยุโรป
สาเหตุสำคัญเกิดจากการที่ยุโรปกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ ‘คลื่นความร้อน’ (Heatwave) ซึ่งในความเป็นจริง ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นเพียงแค่ไม่กี่ครั้งในหนึ่งชั่วอายุคนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ปรากฏการณ์นี้ดูเหมือนจะเกิดบ่อยขึ้น โดยมีสาเหตุจากภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
อันที่จริงปรากฏการณ์คลื่นความร้อนในยุโรปปีนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่สะสมเรื่อยมา และกลายเป็นหนึ่งในรูปแบบของความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อสังคมและชีวิตมนุษย์ หรือที่เรียกว่า ‘Slow Violence’ ตามทฤษฎีของ ร็อบ นิกสัน (Rob Nixon) นักวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ ปัญหานี้ก็กำลังกลายเป็นภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ (Non-Traditional Security: NTS) ของหลายๆ ประเทศ เมื่อสิ่งนี้เริ่มกระทบต่อชีวิตและความมั่นคงของประชาชน จนกระทั่งในพื้นที่ทางการเมืองเริ่มนำเอาวิกฤตสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศมาถกเถียง และทำให้เป็นประเด็นทางการเมือง (Politicization) มากขึ้น
สำหรับกลุ่มประเทศในยุโรป ปัญหาสิ่งแวดล้อมและวิกฤตสภาพภูมิอากาศกลายเป็นความท้าทายทางการเมืองอย่างหนัก เมื่อรัฐบาลของหลายประเทศกำลังเผชิญกับ ‘ภาวะทางแพร่ง’ (Dilemma) ซึ่งต้องเลือกระหว่างมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้ แต่อาจต้อง ‘กลืนอุดมการณ์’ ของตนเองในฐานะผู้ยึดมั่นต่อประเด็นสิ่งแวดล้อม เมื่อมาตรการเหล่านั้นอาจจะย้อนกลับไปทำลายสิ่งแวดล้อมซ้ำได้
The Momentum ชวนสำรวจสถานการณ์ปัจจุบันในประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นตอนนี้ภายในภูมิภาคยุโรป
ทำความรู้จักกับ Heatwave
คลื่นความร้อน (Heatwave) เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่อุณหภูมิอากาศสูงกว่าปกติ หากเปรียบเทียบกับอุณหภูมิโดยเฉลี่ยของพื้นที่นั้นๆ โดยปกติ ปรากฏการณ์นี้จะกินเวลาราว 3-7 วันเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน สาเหตุหลักของคลื่นความร้อนมักเกิดจากภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้อุณหภูมิสูงเกินไป รวมถึงกินระยะเวลายาวนานกว่าปกติ
สำหรับปีนี้ ปรากฏการณ์คลื่นความร้อนเกิดขึ้นแล้วในหลายพื้นที่ทั่วโลก โดยสหรัฐอเมริกาเผชิญกับปรากฏการณ์นี้มาก่อนในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้อุณหภูมิในหลายรัฐสูงกว่าปกติ และมีการบันทึกไว้ว่า อุณหภูมิของช่วงที่เกิดคลื่นความร้อนในสหรัฐฯ นั้นสูงที่สุดในรอบ 132 ปี
และล่าสุดคลื่นความร้อนเดินทางมายังภูมิภาคยุโรปเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือในปีนี้ คลื่นความร้อนนั้นเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและยาวนานผิดปกติ โดยในหลายพื้นที่ของยุโรป เช่น ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร เยอรมนี อิตาลี สเปน เดนมาร์ก ฮังการี และโปแลนด์ มีอุณหภูมิสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส
สำหรับสาเหตุที่ทำให้คลื่นความร้อนในยุโรปผิดปกติ เกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่
1. โดมความร้อน (Heat Dome) หรือสภาวะที่ความกดอากาศสูงกดทับมวลความร้อนที่ลอยอยู่เหนือพื้นดิน ทำให้ลักษณะดังกล่าวมีรูปร่างคล้ายกับ ‘โดม’ ที่ครอบความร้อนเอาไว้
2. โอเมก้าบล็อก (Omega Block) ซึ่งเกิดจากการแปรปรวนของกระแสลมเจ็ตสตรีม (Jet Stream) ที่กักเก็บและล็อกมวลความร้อนเอาไว้ ส่งผลให้มวลอากาศหยุดนิ่ง
นักวิทยาศาสตร์บางส่วนเตือนว่า คลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นในปีนี้เปรียบเสมือน ‘การซ้อมใหญ่’ เท่านั้น ก่อนที่จะต้องเจอกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยกว่าเดิม ซึ่งในอนาคตอุณหภูมิในยุโรปอาจสูงแตะ 50 องศาเซลเซียส
วิกฤตสิ่งแวดล้อม = ภัยความมั่นคงในรูปแบบใหม่
เมื่อสิ่งหนึ่งเริ่มกระทบต่อความเป็นอยู่และความมั่นคงของประเทศชาติหรือประชาชนแล้ว สิ่งนั้นย่อมถูกนิยามว่าเป็น ‘ภัยความมั่นคง’ ของประเทศ
ภัยความมั่นคงแบบดั้งเดิมที่เราเคยได้ยินบ่อยๆ มักอยู่ในรูปแบบของสงครามระหว่างประเทศ การทหาร หรือแม้กระทั่งปัญหาทางการเมือง แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ภัยความมั่นคงถูกขยายขอบเขตมากขึ้น โดยมุ่งเน้นมาที่ภัยซึ่งกระทบต่อ ‘ความมั่นคงของมนุษย์’ กล่าวคือ กระทบต่อความปลอดภัย ความอยู่รอด และคุณภาพชีวิตของประชาชนมากขึ้น
เช่นเดียวกับวิกฤตสิ่งแวดล้อม หนึ่งในภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ที่เข้ามากระทบต่อความปลอดภัย ความอยู่รอด และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างชัดเจน
จริงๆ แล้ว ภัยความมั่นคงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประเทศโลกที่สามหรือประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีศักยภาพในการรับมือปัญหาอย่างจำกัดมาเป็นเวลานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตขาดแคลนอาหารที่เกิดขึ้นในทวีปแอฟริกา หรือวิกฤตแล้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ตาม
อย่างไรก็ดี คลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นกับยุโรปในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กลับได้รับความสนใจจากทั่วโลกมากกว่าที่เคย ส่วนหนึ่งคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เกิดในพื้นที่ของประเทศโลกที่หนึ่งที่มีแสงส่องถึงเสมอ แต่ในอีกด้านหนึ่ง คงเป็นเพราะเงื่อนไขเฉพาะของยุโรป ที่ทำให้คลื่นความร้อนในครั้งนี้ เป็นภัยต่อความมั่นคงของยุโรปอย่างรุนแรง ดังนี้
ความมั่นคงของประชาชน: ไฟฟ้าดับ คนตายเพิ่มขึ้น โรงเรียนปิด
แน่นอนว่า ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงคงหนีไม่พ้นเหล่าประชาชน โดย ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส (Tedros Adhanom Ghebreyesus) ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่า มีประชาชนมากกว่า 150 ล้านคนทั่วยุโรป ได้รับกระทบจากคลื่นความร้อนในครั้งนี้
นอกจากนี้ ในประเทศฝรั่งเศส ทางการยังเปิดเผยว่า ณ ขณะนี้ มีผู้เสียชีวิตจากความร้อนแล้วมากกว่า 1,000 ราย และคาดว่าจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงวัยที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ที่เสียชีวิตจากภาวะขาดน้ำและอาการฮีตสโตรก (Heat Stroke) รวมถึงผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำอีกมากกว่า 50 ราย เนื่องจากมีประชาชนบางส่วนเลือกใช้วิธีคลายร้อนด้วยการกระโดดลงแม่น้ำ โดยโรงพยาบาลหลายแห่งในประเทศจำเป็นต้องเปิดห้องฉุกเฉิน เพื่อใช้รองรับผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นความร้อนเพิ่มมากขึ้น
คลื่นความร้อนยังซ้ำเติมให้แม่น้ำทั่วยุโรปมีอุณหภูมิสูงขึ้นผิดปกติ กระทั่งส่งผลต่อระบบการผลิตไฟฟ้าและภาคเกษตรทั่วทวีป โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (28 มิถุนายน 2026) รัฐบาลฮังการีประกาศลดกำลังการผลิตไฟฟ้าลง เนื่องจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แพคส์ของฮังการีจำเป็นต้องใช้น้ำจากแม่น้ำดานูบ เพื่อใช้เป็นสารหล่อความเย็น แต่อุณหภูมิของแม่น้ำกลับสูงมากเกินไป
ซ้ำร้ายระบบไฟฟ้าในบางพื้นที่ยังดับและขัดข้อง จนทำให้ระบบคมนาคมต้องปรับเปลี่ยนแผนชั่วคราว เช่น ในประเทศเยอรมนี มีการประกาศลดจำนวนเที่ยวรถไฟในเส้นทางหลักของรัฐนอร์ทไรน์-เวสต์ฟาเลีย และหยุดให้บริการรถไฟฟ้ารางเบาที่มุ่งหน้ายังไปไลพ์ซิช เมืองทางตะวันออกของประเทศ
สำหรับผลกระทบต่อนักเรียนและระบบการศึกษาพบว่า โรงเรียนในสหราชอาณาจักรมากกว่า 2,400 แห่ง ปิดทำการชั่วคราวตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา และในช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่ผ่านมา (26 มิถุนายน 2026) มีโรงเรียนมากกว่า 32 แห่งตัดสินใจส่งนักเรียนกลับบ้านก่อนเวลา เนื่องจากอุณหภูมิพุ่งสูงกว่าปกติ ซึ่งอาจจะกระทบต่อสุขภาพและประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของนักเรียน
ความมั่นคงของเมือง เมื่อเมืองไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับวิกฤตนี้โดยตรง
เป็นที่รู้กันดีว่า หลายเมืองในยุโรปเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่มีอายุหลายพันปี ประกอบกับยุโรปเป็นภูมิภาคที่ไม่ได้พาดผ่านเส้นศูนย์สูตร ทำให้ที่ผ่านมายุโรปไม่ได้ประสบกับปัญหาสภาพอากาศร้อนมากเพียงนี้ ดังนั้นอาคาร บ้าน ที่อยู่อาศัย รวมถึงเส้นทางถนนและทางรถไฟในยุโรป จึงไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือสภาพอากาศร้อน
ประการสำคัญที่สุดคือ อาคารและบ้านในยุโรปโดยส่วนมากไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ติดตั้งเครื่องปรับอากาศได้ นอกจากนี้ ด้วยความซับซ้อนของกฎหมายในการขออนุญาตติดตั้งเครื่องปรับอากาศของยุโรป ยังทำให้อาคารและบ้านโดยส่วนมากไม่มีการติดตั้งเครื่องทำความเย็น
ขณะที่อาคารหลายแห่งที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตววรษที่ 19-20 มักก่อด้วยผนังอิฐหนา มีหน้าต่างระบายอากาศน้อย เพื่อเน้นกักเก็บความอุ่นไว้ภายในตัวอาคารมากกว่าที่จะระบายออก ทำให้อาคารและบ้านของยุโรปมีลักษณะคล้ายกับเตาอบยักษ์ขนาดใหญ่
นอกจากนี้ ถนนของหลายประเทศในยุโรปซึ่งรวมไปถึงเยอรมนีและอังกฤษเริ่มเกิดการโก่งตัวและละลายจากอุณหภูมิที่สูงจัด เนื่องจากการสร้างถนนของยุโรปมีการเลือกใช้ ‘บิทูเมน’ หรือยางมะตอยที่มีความยืดหยุ่นสูง เพื่อใช้รองรับสภาพอากาศที่หนาวจัด และลดการแตกร้าวเมื่อเจอกับน้ำแข็ง
ทั้งนี้ บิทูเมนเหล่านี้กลับละลายได้ง่ายเมื่อเจอความร้อนต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ส่งผลให้ถนนหลายแห่งของยุโรปเสียรูป หากเทียบกับชนิดของบิทูเมนที่ใช้สร้างถนนในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นชนิดที่ทนทานต่อความร้อนได้ดีกว่า
ความมั่นคงทางการเมือง: อุดมการณ์ หรือ ความอยู่รอด
วิกฤตสภาพอากาศถูกขยายและทำให้เป็นประเด็นทางการเมืองอย่างชัดเจน เพราะวิกฤตนี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนเท่านั้น แต่เริ่มขยายไปสู่การตั้งคำถามต่อความพร้อมและประสิทธิภาพของรัฐบาลในการรับมือสถานการณ์ดังกล่าว
มิหนำซ้ำ วิกฤตนี้ยังฉายให้เห็นภาพความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมภายในสังคมมากขึ้นด้วย ดังเช่นชั้นทำงานหลายชั้นของสำนักงานใหญ่ของคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission: EC) ในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ไม่สามารถเปิดเครื่องปรับอากาศได้ในสภาพอากาศเช่นนี้ แม้ว่าห้องทำงานของผู้มีตำแหน่งทางการเมืองหลายคนกลับเปิดใช้เครื่องปรับอากาศได้
ขณะที่ภายนอกสำนักงานใหญ่ โรงพยาบาลหลายแห่งกำลังเผชิญภาวะวิกฤต เนื่องจากต้องรับมือผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นความร้อนมากขึ้น ขณะเดียวกันผู้ป่วยวิกฤตจากโรคอื่นๆ ซึ่งโดยส่วนมากเป็นผู้สูงอายุ ก็ไม่สามารถพักฟื้นในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศได้
ยังไม่นับรวมภาพของฝูงชนที่ยื้อแย่งกันซื้อพัดลม เครื่องปรับอากาศเคลื่อนที่ ภายในห้างสรรพสินค้าที่กำลังเกิดขึ้นในยุโรป เพื่อหวังทางรอดจากสถานการณ์วิกฤตด้วยเช่นกัน
ไม่เพียงแค่นั้น ความไม่พอใจและความเห็นทางการเมืองของประชาชนยิ่งรุนแรงและแตกแยกมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ว่า ‘เครื่องปรับอากาศควรกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อยุโรปได้แล้วหรือยัง’ ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบมาพูดถึงกันอย่างมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จนกระทั่งมีการนำประเด็นนี้ขึ้นมาดีเบตบนรายการทีวีของยุโรปเลยทีเดียว
ทั้งนี้ ที่เป็นประเด็นถกเถียงหนักขนาดนี้ เนื่องจากยุโรปเป็นเพียงแค่ไม่กี่ภูมิภาคในโลกที่ยังติดตั้งเครื่องปรับอากาศน้อย โดยสาเหตุหลักมากจากยุโรปเป็นภูมิภาคที่ไม่ค่อยเจอกับสภาพอากาศร้อน นอกจากนี้ หลายประเทศในยุโรปยังยึดมั่นในอุดมการณ์ดูแลสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นทั้งประเทศผู้นำและประเทศสมาชิกที่ลงนามใน ‘ข้อตกลงปารีส’ (Paris Agreement) หรือสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส
เมื่อสภาพอากาศถูกทำให้เป็นการเมืองและทางแพร่งของประเทศ
มาจนถึงตอนนี้ ความยากและความท้าทายต่อประเด็นนี้ยิ่งชัดเจนมากขึ้น และนำมาสู่คำถามที่ว่า รัฐบาลจะยอมกลืนอุดมการณ์ของตนเองหรือไม่ ในประเด็นนี้ The Momentum ขอใช้กรณีศึกษาเป็นประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม
ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศของโลกที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศไม่มากนัก โดยมีครัวเรือนทั่วประเทศที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศเพียงร้อยละ 25 เท่านั้น เมื่อเทียบกับอิตาลีและสเปนที่มีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศร้อยละ 50 ขณะที่ครัวเรือนของสหรัฐฯ และญี่ปุ่นติดตั้งเครื่องปรับอากาศมากกว่าร้อยละ 90
นอกเหนือจากเหตุผลทางด้านโครงสร้างอาคารที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับการติดตั้งเครื่องปรับอากาศแล้ว ผู้ที่ต้องการติดตั้งเครื่องปรับอากาศในฝรั่งเศสยังเจอกับความยุ่งยากที่ต้องทำเรื่องขออนุญาตเทศบาลและเจ้าของอาคาร รวมถึงค่าใช้จ่ายในการติดตั้งที่มีราคาสูง ซึ่งอาจไม่คุ้มค่ากับประเทศที่ไม่ได้เผชิญกับสภาพอากาศร้อนตลอดทั้งปี
รวมไปถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งในฝรั่งเศสยังมีกลุ่มที่ต่อต้านการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ โดยพวกเขามองว่า การติดตั้งเครื่องปรับอากาศถือเป็นการแก้ปัญหาสภาพอากาศที่ปลายเหตุมากกว่าต้นเหตุ และอาจทำให้วิกฤตดังกล่าวย่ำแย่ลงมากกว่าเดิมด้วย ในทางกลับกัน การแก้ปัญหาที่แท้จริงคือ การปรับปรุงโครงสร้างผังเมืองใหม่ และการเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในเมืองให้มากขึ้น
เครื่องปรับอากาศถือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่สิ้นเปลืองพลังงาน และเป็นตัวเร่งภาวะโลกร้อน จากสารทำความเย็นภายในเครื่องปรับอากาศที่นับเป็นสารตั้งต้นของก๊าซเรือนกระจก
นอกจากนี้ การปล่อยลมร้อนที่ออกมาจากตัวเครื่องปรับอากาศ ยังอาจทำให้อุณหภูมิภายในเมืองสูงขึ้นกว่าเดิมด้วย
โมนีก บาร์บูต์ (Monique Barbut) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเปลี่ยนผ่านทางนิเวศวิทยาของฝรั่งเศส แสดงความคิดเห็นเอาไว้ว่า “ฉันรู้สึกตกใจกับคนที่บอกว่า เราก็แค่ติดแอร์ให้ทั่วทุกที่ คุณคิดว่านั่นจะช่วยป้องกันไฟป่าหรือการล้มตายของสัตว์ได้หรือ
“นี่ไม่ใช่การปรับตัว แต่เป็นเพียงมาตรการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้นแหละ” บาร์บูต์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นของเธอสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนบางส่วน และถูกโจมตีจาก มารีน เลอ แปน (Marine Le Pen) อดีตผู้นำพรรค National Rally พรรคการเมืองฝ่ายค้านขวาจัดของฝรั่งเศส และเป็นหนึ่งในคู่แข่งท้าชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีกับ เอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) มาอย่างยาวนาน โดยเธอมองว่า ความอยู่รอดของประชาชนสำคัญกว่าอุดมการณ์ทางด้านสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้พรรค National Rally เริ่มนำประเด็นดังกล่าวมาใช้สำหรับการหาเสียงและสร้างคะแนนความนิยมให้กับพรรคมากขึ้น โดยเลอ แปนสนับสนุนให้เริ่มติดตั้งเครื่องปรับอากาศในโรงพยาบาลและโรงเรียน พร้อมทั้งเสนอให้มีการกู้ดอกเบี้ยขั้นต่ำให้กับประชาชนที่ต้องการซื้อเครื่องปรับอากาศมาเพื่อติดตั้ง
ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการยุโรปยังหลีกเลี่ยงที่จะแสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้ โดย แอนนา-ไคซา อิตโคเนน (Anna-Kaisa Itkonen) โฆษกประจำคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่า EU ไม่มีหน้าที่บังคับการจัดการความต้องการของประชาชน
ความไม่แน่นอนในจุดยืนของกลุ่มสหภาพที่มีอำนาจอยู่เหนือรัฐบาล ยิ่งเปรียบเสมือนการเปิดช่องให้ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นที่ถกเถียง และใช้เป็นประเด็นทางการเมือง ที่แต่ละพรรคการเมืองนำมาใช้เพื่อสร้างฐานความนิยมได้มากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ นอกเหนือจากคำถามที่ว่า ยุโรปควรจะติดตั้งเครื่องปรับอากาศหรือไม่ อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ยุโรปมีมาตรการรับมือที่เหมาะสมต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่น่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปในอนาคตแล้วหรือยัง
ที่มา:
– https://www.nesdis.noaa.gov/about/k-12-education/understanding-our-planet/what-heat-wave
– https://www.nytimes.com/2026/06/23/climate/europe-heat-wave-climate-change.html
– https://www.bom.gov.au/resources/learn-and-explore/heatwave-knowledge-centre/what-is-a-heatwave
– https://www.bbc.com/news/articles/c5yz4lx0dpjo
– https://apnews.com/article/climate-heat-dome-temperatures-baa416ddc73ce7e5b902bcf6686f0ff0
– https://www.bbc.com/news/articles/c4gyqldl3p5o
– https://x.com/BFMTV/status/2070421512050364493
– https://www.channelnewsasia.com/east-asia/china-air-conditioner-demand-europe-heatwave-6218411
Tags: ความร้อน, ยุโรป, คลื่นความร้อน, EU, อากาศร้อน, ฝรั่งเศส, อากาศเปลี่ยนแปลง, เยอรมัน, อากาศ, สิ่งแวดล้อม, สหภาพยุโรป, วิกฤตสภาพภูมิอากาศ, อังกฤษ, ภูมิอากาศ, climate change, ร่อน, France, ฮังการี, England




