กรุงเทพฯ กำลังกลายเป็นหนึ่งในจุดกระจุกตัวสำคัญของ Data Center ของไทย โดยข้อมูลจาก Data Center Map ระบุว่า จาก Data Center ทั่วประเทศ เกือบ 70% ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ขณะที่ข้อมูลที่ JustPow รวบรวมจากหน่วยงานรัฐ บริษัทที่เกี่ยวข้อง และรายงานข่าว พบว่าในกรุงเทพฯ มีโครงการที่ปรากฏข้อมูลอย่างน้อย 34 โครงการ ทั้งที่เปิดดำเนินการแล้ว อยู่ระหว่างก่อสร้าง และอยู่ในแผนก่อสร้าง
สิ่งที่น่าจับตาคือ ที่ตั้งของ Data Center จำนวนมาก ซึ่งกระจุกอยู่ในพื้นที่เมืองและใกล้ชุมชน ท่ามกลางการใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะไฟฟ้าและน้ำ ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่นิยามหรือจัดประเภท Data Center ไว้ โดยเฉพาะทำให้การกำกับดูแลต้องอาศัยกฎหมายเดิมหลายฉบับที่มีอยู่ และอาจไม่ครอบคลุมลักษณะเฉพาะของกิจการที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง
เมื่อ Data Center กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว แล้วกรุงเทพฯ พร้อมแค่ไหนที่จะรองรับ Data Center จำนวนมาก ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อคนที่อยู่โดยรอบ
กรุงเทพฯ จุดกระจุกตัวของ Data Center
ข้อมูลจาก Data Center Map ระบุว่า Data Center ในประเทศไทยเกือบ 70% ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ และหลายแห่งอยู่ใกล้กับพื้นที่ชุมชน
ขณะที่การรวบรวมข้อมูลสาธารณะ ข่าวจากสื่อมวลชน รวมถึงข้อมูลจากหน่วยงานและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ Data Center โดย JustPow พบว่า ในกรุงเทพฯ มีโครงการที่ปรากฏข้อมูลอยู่ 34 โครงการ แบ่งเป็น Data Center ที่เปิดดำเนินการแล้ว 24 โครงการ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 7 โครงการ และอยู่ในแผนก่อสร้างอีก 3 โครงการ
หากพิจารณาตามพื้นที่พบว่า ‘เขตห้วยขวาง’ เป็นพื้นที่ที่มี Data Center มากที่สุดรวม 9 โครงการ ทั้งที่เปิดดำเนินการแล้วและอยู่ระหว่างการก่อสร้าง รองลงมาคือบางนา 6 โครงการ และบางรัก 5 โครงการ ส่วนสาทร บึงกุ่ม และบางกะปิ มีเขตละ 2 โครงการ ขณะที่จตุจักร ราชเทวี บางเขน วัฒนา สวนหลวง และประเวศ มีเขตละ 1 โครงการ อีก 1 โครงการคือ Stellar DC ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลที่ตั้งอย่างชัดเจน
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า Data Center ในกรุงเทพฯ ไม่ได้กระจายตัวออกไปยังพื้นที่รอบนอกเป็นหลัก แต่ส่วนใหญ่ยังคงกระจุกอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน และพื้นที่ชุมชนหนาแน่น
Data Center ที่เปิดดำเนินการแล้วในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เป็นประเภท Colocation หรือบริการรับฝากและวางเซิร์ฟเวอร์ในพื้นที่ของผู้ให้บริการ ซึ่งมักตั้งอยู่ภายในอาคารและให้ลูกค้าเช่าพื้นที่สำหรับติดตั้งและเชื่อมต่อระบบเซิร์ฟเวอร์
โดยจะแตกต่างจาก Data Center ขนาดใหญ่แบบ Standalone ที่มีพื้นที่และอาคารเป็นของตัวเอง โดยจากข้อมูลที่รวบรวมพบว่า ทั้งโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว อยู่ระหว่างก่อสร้าง และอยู่ในแผน มี Data Center ลักษณะดังกล่าวรวมเกือบ 10 โครงการ
นอกจากนี้ ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา จำนวนการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลใหม่ในกลุ่มธุรกิจดังกล่าวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 69 รายในปี 2566 เป็น 75 รายในปี 2567 ก่อนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็น 157 รายในปี 2568 โดยเฉพาะช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 มีการจดทะเบียนใหม่แล้ว 164 ราย มากกว่ายอดรวมตลอดทั้งปี 2568
เมื่อกฎหมายยังไม่มีนิยาม ‘Data Center’
เหตุผลสำคัญที่ทำให้ Data Center ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ได้คือ ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายฉบับใดกำหนดนิยามหรือจัดประเภท Data Center ไว้โดยเฉพาะ ทำให้การกำกับดูแลต้องอาศัยกฎหมายที่มีอยู่เดิม ซึ่งแต่ละฉบับควบคุมเฉพาะเรื่อง
Data Center ไม่ได้เข้าข่าย ‘โรงงาน’ ตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 เนื่องจากการทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในอาคารไม่เข้าองค์ประกอบตามนิยามของกฎหมายโรงงาน จึงไม่สามารถใช้กฎหมายฉบับนี้เข้ามากำกับได้โดยตรง
ขณะเดียวกันหากโครงการก่อสร้างถูกระบุวัตถุประสงค์เป็น ‘สถานที่เก็บสินค้า’ ก็อาจไม่เข้าข่ายโครงการหรือกิจการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2566
เมื่อไม่มีกฎหมายเฉพาะ การขออนุญาตก่อสร้าง Data Center ในกรุงเทพฯ จึงอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และกฎหมายผังเมือง โดย Data Center ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษ
การพิจารณาของเจ้าหน้าที่จึงเน้นไปที่ความปลอดภัยของตัวอาคาร เช่น ความแข็งแรงของโครงสร้าง ระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย ระบบไฟฟ้า ระบบระบายอากาศ ระบบน้ำ ระบบความปลอดภัย รวมถึงระยะร่นจากถนนสาธารณะและพื้นที่ว่างโดยรอบอาคาร
ส่วนด้านผังเมือง กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556 ไม่ได้ห้ามการประกอบกิจการศูนย์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ในพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก หรือพื้นที่สีน้ำตาลโดยเด็ดขาด หากการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้
หนึ่งในข้อยกเว้นที่เกี่ยวข้องคือข้อ 16 (12) ซึ่งเปิดให้สถานที่เก็บสินค้า สถานีรับส่งสินค้า หรือกิจการรับส่งสินค้า สามารถตั้งอยู่ได้ในบางพื้นที่ หากอยู่ริมถนนสาธารณะที่มีเขตทางกว้างไม่น้อยกว่า 30 เมตร และเป็นไปตามเงื่อนไขอื่นของผังเมือง
นอกจากนี้ อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือ น้ำมันเชื้อเพลิงสำรอง ซึ่ง Data Center จำเป็นต้องมีไว้สำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในกรณีไฟฟ้าขัดข้อง โดยภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 การกำกับดูแลขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำมันที่จัดเก็บ หากปริมาณไม่ถึง 5 แสนลิตร อาจไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยในระดับเดียวกับสถานที่ที่มีปริมาณน้ำมันสูงกว่ากำหนด
ใช้ไฟเทียบเท่าทั้งจังหวัดสุพรรณบุรี และใช้น้ำราว 2 หมื่นครัวเรือน
หนึ่งในประเด็นที่สร้างความกังวลเกี่ยวกับการขยายตัวของ Data Center ทั่วโลก คือการใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะไฟฟ้าและน้ำ เนื่องจาก Data Center ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง
จากข้อมูลที่ระบุว่า กรุงเทพฯ มี Data Center ทั้งหมด 34 โครงการ ในจำนวนนี้ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟฟ้าได้ 16 โครงการที่ดำเนินการแล้ว รวม 127 เมกะวัตต์ อีก 6 โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง รวม 95.2 เมกะวัตต์ และ 1 โครงการที่อยู่ในแผนก่อสร้างอีก 25 เมกะวัตต์ รวมทั้งหมดอย่างน้อย 247.2 เมกะวัตต์
ปริมาณดังกล่าว หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ เทียบได้กับการใช้ไฟฟ้าของจังหวัดสุพรรณบุรีทั้งจังหวัดในปี 2568 หรือเทียบเท่าการใช้ไฟฟ้าของครัวเรือนประมาณ 247,200 ครัวเรือน และหากนับ Data Center ในกรุงเทพฯ เป็นจังหวัดหนึ่ง จะมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าอยู่ในอันดับที่ 23 จาก 77 จังหวัด
ไม่ใช่เพียงไฟฟ้าเท่านั้น Data Center ยังต้องใช้น้ำในกระบวนการทำความเย็น จากการคำนวณพบว่า Data Center ที่ดำเนินการแล้ว 16 โครงการ มีการใช้น้ำรวมประมาณ 2.23 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือนประมาณ 10,160 ครัวเรือน
ขณะที่โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 6 โครงการ มีการใช้น้ำประมาณ 1.67 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี หรือเทียบเท่าครัวเรือน 7,616 ครัวเรือน ส่วนโครงการที่อยู่ในแผนก่อสร้างและมีข้อมูลการใช้ไฟฟ้า 1 โครงการ คาดว่าจะใช้น้ำประมาณ 0.44 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี หรือเทียบเท่าครัวเรือน 2,000 ครัวเรือน
เมื่อรวมทั้ง 34 โครงการ แม้จะมีข้อมูลการใช้ไฟฟ้าที่สามารถนำมาคำนวณได้เพียงบางส่วน ปริมาณการใช้น้ำที่ประเมินได้อยู่ที่ประมาณ 4.43 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำประมาณ 19,776 ครัวเรือน
ทั้งนี้แม้กรุงเทพฯ จะไม่ได้เผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำหรือไฟฟ้าในระดับเดียวกับบางพื้นที่ของโลก แต่การกระจุกตัวของ Data Center ในพื้นที่เมืองหนาแน่นยังนำมาซึ่งข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยอื่นๆ
หนึ่งในนั้นคือ การสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉิน เนื่องจาก Data Center ต้องรักษาการจ่ายไฟอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องมีระบบสำรองเมื่อเกิดไฟฟ้าดับ โดย Data Center บางแห่งมีการสำรองน้ำมันในปริมาณหลายแสนลิตร การเก็บน้ำมันในปริมาณมากย่อมทำให้เกิดคำถามด้านความปลอดภัยต่อชุมชนโดยรอบ ขณะเดียวกันหากต้องเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าด้วยน้ำมันจริงเมื่อเกิดไฟฟ้าดับ ก็จะเกิดการปล่อยมลพิษทางอากาศและก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น
อีกผลกระทบคือ การมีเซิร์ฟเวอร์ทำงานตลอด 24 ชั่วโมงและต้องระบายความร้อนออกจากอาคารอย่างต่อเนื่อง จึงมีความกังวลว่าความร้อนที่ถูกปล่อยออกสู่พื้นที่โดยรอบอาจส่งผลต่ออุณหภูมิในชุมชน
รัฐเบรก Data Center รอเกณฑ์ใหม่คุมเข้ม?
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ (บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์) มีมติเห็นชอบให้ชะลอการก่อสร้างและการอนุมัติโครงการศูนย์ข้อมูลดิจิทัล (Data Center) ทั่วประเทศเป็นการชั่วคราว ครอบคลุมโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 49 โครงการ และโครงการที่อยู่ระหว่างขออนุญาตอีกกว่า 117 โครงการ รวม 166 โครงการ เพื่อชะลอการขยายตัวที่รวดเร็ว และรอจัดทำหลักเกณฑ์กำกับดูแลฉบับใหม่ให้มีความชัดเจนและรัดกุมภายใน 1 เดือน
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ระบุว่า รัฐบาลจะวางแนวทางกำกับดูแล Data Center ใน 4 ด้าน เริ่มจากการจัดทำฐานข้อมูลโครงการให้เป็นภาพเดียวกัน เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบการติดต่อขออนุญาตกับหลายหน่วยงาน ทั้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) หน่วยงานด้านไฟฟ้า ประปา และหน่วยงานกำกับดูแลด้านโทรคมนาคม ทำให้ข้อมูลกระจายอยู่หลายแห่ง รัฐบาลจึงเตรียมรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเพื่อให้ทุกหน่วยงานใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน
แนวทางที่ 2 คือการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการจัดตั้ง Data Center โดยจะพิจารณาผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่
แนวทางที่ 3 คือการยกระดับการอนุมัติโครงการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศ ทั้งด้านพลังงานสะอาด การบรรลุเป้าหมาย Net Zero และการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยต้องทำให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก เข้าถึงและใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ได้
ส่วนแนวทางที่ 4 รัฐบาลจะกำหนดให้ผู้ประกอบการทุกรายต้องผ่านมาตรฐานขั้นต่ำ แต่การพิจารณาว่าโครงการใดจะได้รับอนุญาต จะต้องตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ของประเทศและสร้างประโยชน์สูงสุดให้ไทย เช่น การสร้างรายได้ การพัฒนาธุรกิจในประเทศ และการสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero โดยเบื้องต้นอาจใช้ระบบเปิดให้ผู้ลงทุนแข่งขันกันนำเสนอโครงการ (Pitching) เพื่อขอรับการอนุญาต
ด้านกระทรวงมหาดไทยสั่งการให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค และการประปานครหลวง ชะลอการจ่ายระบบสาธารณูปโภคให้โครงการที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างออกไปก่อน แม้บางโครงการจะทำข้อตกลงกับหน่วยงานไว้ล่วงหน้าแล้วก็ตาม
สำหรับ กทม. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. สั่งชะลอการพิจารณาโครงการใหม่ 3 โครงการ จากทั้งหมด 6 โครงการในพื้นที่ เพื่อรอความชัดเจนด้านนโยบาย ขณะที่อีก 3 โครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว จะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สุ่มตรวจระดับเสียงและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด
กทม.ยังเตรียมยกระดับสถานะ Data Center ให้เป็นกิจการประเภทเฉพาะ เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรฐานด้านอาคาร ระยะร่น ความปลอดภัย และการจัดการเชื้อเพลิงสำรองได้เข้มงวดมากขึ้น
ด้าน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางจัดทำมาตรฐานขั้นต่ำ 4 มิติ ได้แก่ การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าเฉพาะ (Targeted Tariff) สำหรับ Data Center การบังคับใช้พลังงานสะอาดไม่น้อยกว่า 60% การยกระดับความปลอดภัยด้านระบบสำรองไฟที่ไม่กระทบชุมชน และการปรับสถานะเป็นธุรกิจเฉพาะที่ต้องผ่านกลไกกลั่นกรองเข้มงวด
อ้างอิง:
– https://justpow.co/article-bkk-data-center/
– https://www.bbc.com/thai/articles/cvgy1n9pjn1o
– https://www.bbc.com/thai/articles/ce9e2125gpdo
– https://www.dailynews.co.th/news/6170227/
– https://www.thairath.co.th/news/politic/2957987
– https://www.matichon.co.th/economy/news_5879511
Tags: AI, ดิจิทัล, EIA, สิ่งแวดล้อม, Data Center, ดาต้าเซนเตอร์, Cloud, Digital Hub, บริการคลาวด์




