ในช่วงวันหยุดสงกรานต์ที่หลายคนออกไปเล่นน้ำคลายร้อน บนโลกโซเชียลมีเดียก็ได้เกิดประเด็นเกี่ยวกับอุตสาหกรรมบันเทิง ซึ่งร้อนระอุไม่แพ้อากาศในเดือนเมษายนคือ #แบนหงสาวดี โดยประกาศแบนเรื่อง ‘หงสาวดี’ (The Last Duel) ซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ของช่อง one31 เขียนบทซีรีส์โดย ลักษณ์-ศิริลักษณ์ ศรีสุคนธ์ ผู้มีผลงานเขียนบทละครและซีรีส์ชื่อดัง เช่น แม่หยัว (2567), การุณยฆาต (2567), กาหลมหรทึก (2561) และชิงชัง (2552)
สำหรับเรื่องหงสาวดี เป็นซีรีส์เกี่ยวกับมิตรภาพระหว่าง ‘พระนเรศ’ หรือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (แสดงโดย ตรี-ภรภัทร ศรีขจรเดชา) กับ ‘มังจีชวา’ พระมหาอุปราชาแห่งหงสาวดี (แสดงโดย นาย-ณภัทร เสียงสมบุญ) เนื้อหาเริ่มต้นจากตอนที่พระนเรศถูกส่งไปเป็นตัวประกันที่หงสาวดีตั้งแต่วัยเยาว์ ซีรีส์จึงหยิบยกเหตุการณ์ในอดีตมาตีความใหม่ว่า พระนเรศกับมังจีชวามีแนวโน้มที่จะสนิทสยมกลมเกลียวมากกว่าจะเป็นศัตรูกัน
อย่างไรก็ตาม ซีรีส์หงสาวดีเหลือเพียง 2 ตอนสุดท้ายที่รออากาศ และกำลังจะจบลงอย่างงดงาม แต่กลับเกิดดราม่าขึ้นในช่วงวันหยุดยาว เหตุจากแฟนๆ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า บทซีรีส์เรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการ์ตูนเรื่อง ‘อโยธยาเอยาวดี’ หรือไม่ เนื่องจากมีหลายซีนที่ตัวละครในเรื่องหงสาวดีกระทำและสื่อสารออกมาในลักษณะคล้ายกับในการ์ตูน คนจึงออกมาทวงถามไปยังศิริลักษณ์ที่เป็นคนเขียนบท กับช่อง one ผ่านโซเชียลฯ จนเกิดกระแส #แบนหงสาวดี 
รู้จักการ์ตูน ‘อโยธยาเอยาวดี’
ย้อนกลับไปในปี 2565 นักวาดการ์ตูน นามปากกา ‘Amulin’ หรือ โบ-ชาลิสา ลิมปิผลไพบูลย์ ที่มีชื่อเสียงในฐานะนักวาด Webtoon แนวแฟนตาซีย้อนยุคที่มีฉากหลังเป็นวรรณคดีอิเหนาอย่างเรื่อง ‘บุษบาเสี่ยงตรีน’ เธอได้โพสต์ภาพการ์ตูน 3 ช่อง ผ่านทางโซเชียลฯ เป็นภาพการ์ตูนที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์ยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระมหาอุปราชา ซึ่งเธอเพียงแค่วาดเล่นเพื่อคั่นเวลาในขณะที่วาดเรื่องบุษบาเสี่ยงตรีน
ต่อมาการ์ตูน 3 ช่อง ได้ถูกต่อยอดเป็นการ์ตูนวายหรือแนว Boy’s Love เรื่อง ‘อโยธยาเอยาวดี’ มีตัวละครเอกคือ ‘เจ้าพี่’ (พระมหาอุปราชา) กับ ‘อำดง’ ซึ่งมาจากคำว่า ‘องค์ดำ’ โดยเผยแพร่ครั้งแรกในเดือนตุลาคม ปี 2567 ให้อ่านฟรีได้ทาง ReadAWrite และมีการรวมเล่มตีพิมพ์เป็นหนังสือ ระบุว่าตัวละครมีส่วนอ้างอิงจากบุคคลจริงในประวัติศาสตร์ แต่เป็นตัวละครที่สร้างขึ้นมาใหม่ มีการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ บุคลิก อุปนิสัย ส่วนชื่อสถานที่และเมืองมีการหยิบยืมใช้สถานที่จริง แต่มีรายเปลี่ยนรายละเอียดทั้งรูปลักษณ์ สภาพสังคม และวัฒนธรรม จึงไม่ใช่สถานที่จริง แต่เป็น ‘เมืองในโลกคู่ขนาน’
อโยธยาเอยาวดีได้รับผลตอบรับอย่างล้นหลาม รวมไปถึงกระแสของ ‘น้ำหอมกลิ่นกุหลาบมอญ’ เป็นกลิ่นประจำตัวของเจ้าพี่ที่หลายคนตามหาอยากลองใช้ ได้คอลแลบกับแบรนด์อีกหลายแบรนด์และยังได้รับการติดต่อจาก ‘Clover Book’ เพื่อนำไปสร้างเป็นการ์ตูนแอนิเมชัน ซึ่งเดิมมีแผนออกอากาศในปี 2569 นี้ 

#แบนหงสาวดี ที่รุนแรงขึ้นหลังแถลงการณ์ช่อง one และนักวาด
สำหรับ #แบนหงสาวดี เริ่มจากการที่ซีรีส์หงสาวดีออกอากาศตอนแรก ผู้ชมจำนวนไม่น้อยให้ความสนใจและสงสัยว่า การ์ตูนอโยธยาเอยาวดีได้ถูกสร้างมาเป็นซีรีส์ด้วยหรือ จากนั้น Amulin จึงออกมาตอบผ่านทาง X ว่า อโยธยาเอยาวดีกับหงสาวดีไม่มีความเกี่ยวข้องกัน และในขณะเดียวกันคนดูก็ได้ทราบว่า ซีรีส์หงสาวดีไม่ใช่ซีรีส์วาย และได้รับแรงบันดาลใจมาจากบุคคลจริงเช่นเดียวกับภาพยนตร์ ‘ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช’ ของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล เพียงแต่เล่าในมุมที่ต่างออกไป
เมื่อซีรีส์ฉายไปได้ 2 สัปดาห์ มีฉากที่พระนเรศพูดว่า “กลิ่นน้ำปรุงของเจ้าพี่มังจีชวาเป็นที่รู้ว่าหอมวิเศษกว่าผู้ใด” ซึ่งคล้ายคลึงกับฉากในอโยธยาเอยาวดี แฟนๆ จึงตั้งคำถามอีกครั้งว่า ศิริลักษณ์เอาฉากนี้มาจากการ์ตูนหรือไม่ เพราะสิ่งนี้ไม่ได้มีบันทึกในประวัติศาสตร์แต่อย่างใด ไปจนถึงฉากล่องเรือใน ‘สรลวงสองแคว’ ที่งานภาพคล้ายคลึงกับฉากในซีรีส์จีนยอดนิยมเรื่อง ‘ปรมาจารย์ลัทธิมาร’ (2562) จึงเกิดการวิจารณ์ว่า เป็น ‘Hard Ref.’ ที่เหมือนกับต้นฉบับอย่างแยกออกได้ยาก
จากข้อสงสัยในความโปร่งใสของการเขียนบท นำมาสู่การออกแถลงการณ์ของช่อง one ในวันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา ถึงกระแสที่เกิดขึ้นว่า เคยติดต่อกับนักวาด Amulin จริง แต่การพูดคุยตกลงเป็นอันสิ้นสุดลงและไม่ได้สร้างหงสาวดีมาจากอโยธยาเอยาวดี แต่เรื่องราวยังไม่จบแค่นั้นเมื่อฝั่ง Amulin ได้เรียบเรียงเหตุการณ์ช่วงที่ช่อง one ติดต่อมาเมื่อปี 2568 ว่า นักเขียนบทติดต่อเข้ามาครั้งแรกเมื่อ 22 มกราคม 2568 ว่ามีความสนใจในเรื่องอโยธยาเอยาวดี และต่อมาได้พูดคุยทางโทรศัพท์พร้อมแจ้งว่า อยากนำอโยธยาเอยาวดีไปทำเป็นฉบับซีรีส์ โดยจะปรับเนื้อหาและโทนเรื่องให้เป็นลักษณะมิตรภาพ ซึ่งเธอมีความยินดี
“18 ก.พ. 68 : เดินทางไปเจรจาที่ตึกของช่องเรื่องการซื้อขาย โดยมีข้อกำหนดคือ ขอสงวนสิทธิ์ไม่ให้มีการคอลแลบใดๆ ในช่วงเวลาหนึ่ง (ซึ่งตอนนั้นเรายอมยุติ) และต้องการสิทธิ์ในภาพเคลื่อนไหวทั้งหมด รวมทั้งภาพยนตร์และแอนิเมชันด้วย โดยทางนั้นแจ้งว่าจะให้นักกฎหมายส่งสัญญาให้ภายหลัง”
“19 มี.ค. 68 : ทางช่องขอยกเลิกการทำสัญญาเนื่องจากแท็กเรื่องมีผลงานแฟนอาร์ตและแฟนฟิกที่ล่อแหลม โดยมีข้อเสนอสองข้อดังนี้ 1. เซ็นสัญญาด้วยข้อตกลงเดิมโดยได้รับค่าตอบแทนตามที่มีการเสนอให้ แต่จะไม่มีการกล่าวเชื่อมโยงใดๆ ถึงชื่อเรื่องและชื่อนักวาด 2. ยุติการเจรจาทั้งหมด โดยทางนั้นได้กล่าวว่า มีความประสงค์ที่จะทำเรื่องนี้แต่แรกอยู่แล้ว และจะทำต่อโดยไม่หยิบเอาเอเลเมนต์ที่เราสร้างขึ้นมาในเรื่องไปใช้ ตอนนั้นเราได้เสนอแล้วว่า ถ้าไม่อยากให้ปนกับแท็กเดิม ก็เปลี่ยนชื่อเรื่องก็ได้ แต่นักเขียนบทยืนยันว่า ทางช่องไม่ต้องการให้มีสิ่งใดที่สามารถดึงโยงมาถึงชื่อเรื่องและชื่อเราได้ เราจึงเลือกยุติการซื้อขาย
“20 มี.ค. 68 ตัวแทนของนักเขียนบทแจ้งว่า จะชดเชยค่าเดินทางและให้กรอกเอกสารเพื่อการโอนเงิน ก่อนจะพบในภายหลังว่า มีเอกสารหัก ณ ที่จ่ายระบุว่าเป็นค่าจ้าง โดยมีเอกสารแนบว่า เป็น ‘ค่าที่ปรึกษาข้อมูล อโยธยาเอยาวดี’ แนบมาด้วย” Amulin ระบุผ่าน X ในวันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา
การเล่าเหตุการณ์ของฝั่ง Amulin ได้ปลุกให้ทั้งแฟนการ์ตูน แฟนซีรีส์ แฟนคลับนักแสดง ไปจนถึงผู้ที่ทำงานในสายผลิตสื่อออกมาติด #แบนหงสาวดี เพราะเห็นถึงความไม่ถูกต้องในเอกสาร และเนื้อหาในสัญญาของช่อง one ทำให้นักวาดค่อนข้างเสียเปรียบ เพราะการนำมาสร้างเป็นซีรีส์ ดันกลายเป็นการปิดโอกาสไม่ให้อโยธยาเอยาวดีได้เผยแพร่ที่ไหนได้อีกเลย รวมไปถึงการสร้างเป็นแอนิเมชัน และการคอลแลบอื่นๆ
จุดนี้ทำให้เกิดสงครามสายผลิตระหว่างช่อง one ที่เป็นนายทุนผลิตสื่อบันเทิงระดับประเทศ กับนักวาดที่คนมองว่าเป็นสายผลิตตัวเล็กๆ ซึ่งแฟนจากการ์ตูนและนิยายเรื่องต่างๆ ก็ได้ออกมาแสดงความเห็นใจเหล่านักวาดและนักเขียน โดยกล่าวว่าสถานการณ์ทำนองเกิดขึ้นกับสายผลิตตัวเล็กเสมอ เมื่อผลงานโด่งดังแล้วมีนายทุนเจ้าใหญ่ติดต่อมาขอซื้อลิขสิทธิ์สร้างเป็นซีรีส์ ภาพยนตร์ หรืออื่นๆ แต่เนื้อหาในสัญญากลับทำให้เจ้าของผลงานเสียเปรียบโดยต่อรองอะไรไม่ได้เลย เหมือนเป็นการมัดมือชก โดยความคิดเห็นหนึ่งใน X ระบุว่า
“การซื้อลิขสิทธิ์แล้วเขียนสัญญาห้ามคอลแลบและห้ามให้คอมมิคอ่านฟรี แต่ก็ไม่ขอเอาชื่อเจ้าของผลงานขึ้น มันคือการตอกฝาโลงให้คุณ Amulin ไม่ได้แจ้งเกิดอีกเลย เพื่อแค่ต้องการให้งานไม่ทับไลน์กัน มันทุเรศไหม มันต่างอะไรจากเจ้าสัวไล่ที่กวาดทุกอย่างเอามาขายคนเดียวกินอย่างมูมมาม”
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แย่ที่สุดคือการที่ผู้ผลิตเจ้าใหญ่ นำผลงานไปสร้างและดัดแปลงโดยไม่ได้รับการยินยอม
“เห็นดราม่า #อโยธยาเอยาวดี แล้วพบว่าทุกคนเห็นตรงกันหมดว่า ความน่ารำคาญที่สายผลิตต้องเจอ ไม่ใช่พวกคัดลอกงานเป๊ะๆ 100% แต่คือพวกที่หยิบแรงบันดาลใจงานคนอื่นเอาไปเขย่าใหม่ สร้างเป็นของตัวเอง แล้วตอแหลว่าไม่ได้เอาไปสักหน่อย แค่บังเอิญมีกลิ่นคล้ายกันเฉยๆ” ความเห็นหนึ่งระบุ
คำชี้แจงของนักเขียนบท ยืนยันไม่ได้ลอกเลียน
ต่อมาวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา ศิริลักษณ์ออกมาเคลื่อนไหว โดยโพสต์แถลงการณ์ผ่าน Facebook โดยยืนยันว่า การเขียนบทหงสาวดีไม่ได้ลอกเลียนแบบหรือดัดแปลงเนื้อหามาจากการ์ตูนอโยธยาเอยาวดี โดยเดิมทีช่อง one มีแผนทำซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ในสมัยอยุธยา ต่อยอดจากความสำเร็จของซีรีส์แม่หยัวอยู่แล้วตั้งแต่ปี 2567 ก่อนการเจรจากับฝั่ง Amulin โดยทางศิริลักษณ์ได้นำข้อมูลมาจากการค้นคว้าพงศาวดารและคำให้การขุนหลวงหาวัด ฉบับหลวง ซึ่งการเจรจากับ Amulin ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เพราะอยากนำมาทำเป็น ไม่ใช่ซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ซีรีส์ชายรักชายเหมือนในการ์ตูนวาย
“เมื่อซีรีส์ออกอากาศไป ก็มีคำวิจารณ์ว่า มีบางจุดที่มีความคล้ายคลึงกับอโยธยาเอยาวดี ซึ่งข้าพเจ้าขอเรียนชี้แจงที่มาดังนี้ ข้อ 1 กลิ่นน้ำปรุงของเจ้าพี่มังจีชวาหอมวิเศษกว่าผู้ใดคล้ายคลึงกับฉากหนึ่งในอโยธยาเอยาวดี ขออธิบายว่าในเรื่องหงสาวดี ฉากที่พูดถึงน้ำปรุงมีอยู่ฉากเดียว (ใน EP 2) ซึ่งไม่ได้ถูกใช้ในฉากที่มีความใกล้ชิดของตัวละครเหมือนในการ์ตูน แต่ใช้ในบริบทของ Suspense ที่มังจีชวาใส่น้ำปรุง (ซึ่งเป็นปกติของคนในสถานะเจ้าฟ้าในสมัยนั้น) ท่ามกลางคนที่กำลังซ้อมฟันดาบในวัด กลิ่นนี้จึงทำให้พระนเรศรู้ได้ว่า เป็นมังจีชวาที่มาแอบสอดแนม แล้วเห็นพระนเรศฝึกดาบกับพระมหาเถรคันฉ่อง
“ส่วนประโยคที่พูดมีความคล้ายคลึงกันนั้น ข้าพเจ้ายืนยันว่าเป็นฉากที่ข้าพเจ้าไม่ได้เห็นในการ์ตูน เพราะหลังจากที่เจรจากันแล้ว ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ติดตามดูอโยธยาเอยาวดีอีกเลย ข้อ 2 การเรียกพระมหาอุปราชาว่าเจ้าพี่ เป็นการเรียกที่มีมาตั้งแต่ลิลิตตะเลงพ่าย มาจนถึงตำนานพระนเรศวรมหาราช แม้จะพบข้อมูลว่าพระมหาอุปราชานั้นอายุน้อยกว่า แต่ในความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ก็จะเรียกว่า เจ้าพี่ ในตอนแรกก็มีการหารือว่าจะเปลี่ยนเป็น เจ้าน้อง ให้ถูกต้องตามอายุจริงหรือไม่ แต่ทางช่อง one31 เกรงว่าจะเกิดความสับสน จึงให้คงใช้ เจ้าพี่ ตามที่เรื่องอื่นๆ เคยใช้มา
“ข้อ 3 ฉากหลั่งน้ำทักษิโณทก เป็นพระราชกรณียกิจสำคัญยิ่งในพระราชประวัติ ไม่สามารถเขียนถึงสมเด็จพระนเรศวรมหาราชโดยไม่กล่าวถึงฉากนี้ได้ ข้อ 4 ไก่ของพระนเรศที่เรียกชื่อว่า เจ้าเหลือง ข้าพเจ้าเรียกเช่นนั้น เพราะเป็นที่เชื่อกันว่า ไก่ชนของพระนเรศนั้นเป็นไก่พันธุ์เหลืองหางขาว เนื่องจากไก่นั้นปรากฏตัวเพียง 2 ฉากใน EP1 ข้าพเจ้าจึงใช้ชื่อนั้นเพื่อสื่อให้เข้าใจได้ง่ายๆ ในฉากสั้นๆ นั้น โดยไม่รู้ว่าซ้ำกับการเรียกชื่อไก่ในอโยธยาเอยาวดี ซึ่งหากการใช้ชื่อไก่ซ้ำนี้ ทำให้ทางผู้อ่านไม่พอใจ ข้าพเจ้าก็ขอโทษจากใจจริงมา ณ ที่นี้” ศิริลักษณ์ระบุ 
อินฟลูเอนเซอร์ยกเลิกงาน
ตั้งแต่วันแรกที่ซีรีส์หงสาวดีออกอากาศ ได้สร้างปรากฏการณ์ไว้มากมาย นอกจากจะสร้างความตื่นเต้นให้กับคนไทยที่ได้ชมเรื่องราวอิงประวัติศาสตร์ในมุมที่ตีความต่างจากในหนังสือเรียนแล้ว ตัวนักแสดงก็ได้รับความรักอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะตรี ภรภัทร และนาย ณภัทร จนเกิดกระแสจิ้น ‘39 หรือ 93’ ที่มาจากชื่อเล่นของทั้งคู่ ไม่ต่างจากนักแสดงซีรีส์เรื่องอื่น
ทั้งนี้ความนิยมของหงสาวดียังทำให้เกิดงาน ‘หงสาวดี FINAL EP FAN SCREENING’ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่เปิดโอกาสให้แฟนซีรีส์ได้มาชมตอนสุดท้ายร่วมกัน พร้อมพูดคุยกับทีมนักแสดงและผู้สร้าง
อย่างไรก็ตาม มีอินฟลูเอนเซอร์ส่วนหนึ่งออกมาแสดงจุดยืนของตนเอง เช่น ‘ตุ๊ดส์review’ ที่ออกมาระบุว่าขอยกเลิกการเข้าร่วมงาน หงสาวดี FINAL EP FAN SCREENING
“ผมตัดสินใจไม่ไปเข้าร่วมงาน Final EP สุด Exclusive ที่ได้รับคำเชิญเข้าชมในสัปดาห์หน้า ผมทราบดีว่า มันดูเสียมารยาทมากจริงๆ ที่ตอบปฏิเสธคำเชิญในงานที่สำคัญต่ออาชีพของผมขนาดนี้ ผมคิดว่า ผมทำดีที่สุดที่จะ Support สิ่งที่ผมเชื่อว่ามันถูกต้อง และเสียดายที่ผลงานนี้ ไม่อาจจะสนับสนุนได้จนสุดทาง ผมเป็นเพียงคนทำงานเขียนรีวิวตัวเล็กๆ ที่ไม่ได้มีความหมายอะไรนัก แต่ผมแค่หวังว่า ‘เสียงเดียว’ ที่ผมมี อาจจะช่วยขับเคลื่อนความถูกต้องให้เกิดขึ้นในสังคมของเราได้ ผมไม่อยากเห็นใครหายไป หรือถูกลืมไป จุดยืนนั้นเป็นเรื่องสำคัญ และคิดว่าเราต้องรักษามันไว้เสมอ เพราะวันหนึ่ง คนตัวเล็กตัวน้อยที่ถูกกระทำ อาจจะเป็นเราเข้าสักวันก็ได้ ถ้าเราเลือกเงียบให้กับความอยุติธรรมนั้น โลกจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเลย” ตุ๊ดส์review ระบุ
รวมถึง ‘วอวาฬหางม้า’ อินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียงจากการรีวิวซีรีส์ เธอได้ถูกเชิญไปดูหงสาวดีตอนแรก ในรอบปฐมทัศน์ และได้ลงคลิปเพื่อโปรโมตซีรีส์ ซึ่งล่าสุดเธอได้ลบคลิปออกไปแล้ว
“การดำเนินการเบื้องต้นของการแสดงจุดยืนต่อการไม่สนับสนุนซีรีส์ #หงสาวดี จากประเด็นการละเมิดลิขสิทธิ์และความคิดเชิงสร้างสรรค์ใน Instagram ได้มีการลบ Post และ Reposted Reels การโปรโมต EP1 รอบสื่อมวลชนที่มีการสัมภาษณ์ของบีอยู่ในคอนเทนต์ รวม 3 โพสต์ออกจากแพลตฟอร์มแล้ว” เธอกล่าว
ในวันนี้หงสาวดียังไม่จบลง และจะออกอากาศ 2 ตอนสุดท้ายในวันที่ 20-21 เมษายนนี้ เชื่อว่ามีทั้งแฟนละครที่ยังรอดูเพราะชื่นชอบ เห็นถึงคุณค่าของผลงานซีรีส์และทีมงานเบื้องหลัง ในขณะเดียวกันก็มีคนที่ประกาศไม่สนับสนุน ซึ่งต้องลุ้นกันว่าเรตติงตอนสุดท้ายของซีรีส์จะเป็นเช่นไร และระหว่างนี้จะเกิดประเด็นอะไรต่อไปอีกหรือไม่
อ้างอิง:
– https://x.com/onehdthailand/status/2043745535539196316?s=20
– https://x.com/amulin67_/status/2044069813593747826?s=20
– https://www.facebook.com/share/p/1RjXobpDBp/?mibextid=WC7FNe
– https://x.com/tootsyreview/status/2044101249268850951?s=20
– https://x.com/worwhalepony/status/2044165951864877162?s=20
Tags: The Last Duel, หงสาวดี, Entertainment, อโยธยาเอยาวดี



