เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่ยากจะจินตนาการ สาเหตุของมันเกิดจากสภาพอากาศที่ผิดปกติ กระแสลมซึ่งเดิมจะพัดจากตะวันออกสู่ตะวันตกกลับชะงักงัน เช่นเดียวกับมวลน้ำในมหาสมุทรที่หยุดตามไปด้วย ผลลัพธ์ที่ได้คือ บางพื้นที่ที่ปกติแห้งแล้งอย่างเปรูและเอกวาดอร์จะเผชิญฝนตกหนัก ส่วนพื้นที่ซึ่งปกติร้อนชื้น เช่น ไทย จะเผชิญความแห้งแล้ง

การคาดการณ์สภาพอากาศเป็นเรื่องยุ่งยากและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ล่าสุดองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ (National Oceanic and Atmospheric Administration: NOAA) ออกประกาศเตือนว่ามีโอกาส 90% ที่จะเกิดเอลนีโญครั้งรุนแรงในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวของซีกโลกเหนือในปลายปีนี้และต้นปีหน้า โดยมีความน่าจะเป็น 69% ที่ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะรุนแรงกว่าเอลนีโญครั้งประวัติศาสตร์เมื่อปี 1950 ที่อุณหภูมิอาจเพิ่มขึ้นมากกว่า 2.5 องศาเซลเซียสติดต่อกันถึง 3 เดือน

หากเอลนีโญครั้งใหญ่เกิดขึ้นจริงตามคาด สิ่งที่ไทยต้องเผชิญแน่นอนคือฝนแล้ง โดยกรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่าฝนในปีนี้จะน้อยกว่าปกติราว 10% นอกจากนี้คนไทยยังต้องเผชิญแดดที่รุนแรงและอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงภาวะแห้งแล้งที่เสี่ยงก่อให้เกิดไฟป่าและหมอกควัน ที่สำคัญคือปีนี้เราอาจไม่มีพายุฝนฟ้าคะนองมากอย่างที่เคย ซึ่งไม่ใช่ผลดีนักต่อภาคการเกษตรและการสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงหน้าแล้ง

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่ว่านี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นฉับพลันทันที แต่จะค่อยๆ เผยให้เห็นในช่วงฤดูร้อน เมื่อปริมาณน้ำสำรองเริ่มร่อยหรอ ฝนที่เฝ้ารอไม่มาตามฤดูกาล และอุณหภูมิสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications พบว่า พื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีปจะเผชิญความร้อนที่รุนแรงในเดือนเมษายนหลังปรากฏการณ์เอลนีโญ เช่นในปี 2559 อุณหภูมิเดือนเมษายนจะสูงขึ้นราว 0.6-0.7 องศาเซลเซียส โดยสาเหตุกว่าครึ่งมาจากปรากฏการณ์เอลนีโญเมื่อปลายปี 2558

แน่นอนว่า การเตรียมพร้อมรับมือคลื่นความร้อนเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย แต่ในบทความนี้ ผู้เขียนอยากชวนมาโฟกัสประเด็นสำคัญนั่นคือทรัพยากรน้ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคพลังงาน

เอลนีโญกับผลกระทบภาคการเกษตร

รายงานฉบับล่าสุดจาก Krungthai COMPASS คาดการณ์ว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญจะสร้างความเสียหายในภาคการเกษตรสูงถึง 6.2 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยรายได้ของเกษตรกรในปี 2569 อาจลดลงราว 8% ผลกระทบดังกล่าวอาจส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ลดลงราว 0.3% แม้ตัวเลขนี้จะดูไม่ร้ายแรงนัก แต่อย่าลืมว่าภาคการเกษตรโอบอุ้มแรงงานไทยกว่า 11 ล้านคน ผลกระทบดังกล่าวย่อมลุกลามเป็นวงกว้าง

ตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา ครัวเรือนภาคเกษตรของไทยโดยเฉพาะชาวนาได้รับผลกระทบไม่รุนแรงนักจากภาวะภัยแล้ง ส่วนหนึ่งเพราะราคาข้าวในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่ครั้งนี้ต่างออกไป เพราะประเทศคู่แข่งในการส่งออกข้าวรายสำคัญอย่างอินเดียไม่มีการสั่งห้ามส่งออกข้าวเช่นในอดีต รวมถึงเวียดนามที่ปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกข้าวให้พร้อมรับมือภัยแล้งมากขึ้น หากปีนี้รัฐหวังให้ราคาข้าวในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นเพื่อบรรเทาผลกระทบเช่นเคย ก็อาจจะต้องผิดหวัง

ที่สำคัญครัวเรือนเกษตรกรกลุ่มนี้นับว่าเปราะบางอยู่แล้วเป็นทุนเดิม การสำรวจเมื่อปี 2562 โดยสถาบันเศรษฐกิจวิจัยป๋วย อึ๊งภากรณ์พบว่าครัวเรือนเกษตรกรไทยมีรายได้ต่อปีเฉลี่ย 382,128 บาท ขณะที่มีรายจ่ายต่อปีเฉลี่ย 338,886 บาท เท่ากับว่าพวกเขามีรายได้เหลือเฉลี่ยปีละเพียง 43,242 บาท เมื่อผนวกรวมกับหนี้สินเฉลี่ย 429,989 บาทก็ยิ่งนับว่าน่ากังวล เพราะแรงกระแทกเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ครอบครัวที่เปราะบางอยู่แล้วต้องล้มทั้งยืน

เมื่อเกิดวิกฤต สิ่งที่ตามมาก็คือนโยบายช่วยเหลือแบบไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าจะเป็นการพักชำระหนี้ เงินอุดหนุนราคาสินค้าเกษตร หรือเงินช่วยเหลือค่าปัจจัยการผลิตทางการเกษตร แต่รายงานธนาคารโลกพบว่านโยบายลักษณะนี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้สุทธิของเกษตรกร หรือส่งผลกระทบในทางลบ เนื่องจากเกษตรกรไม่มีแรงจูงใจที่จะเพิ่มผลิตภาพทางการเกษตร ดังนั้นรัฐจึงควรคิดออกแบบนโยบายอย่างรอบคอบก่อนที่วิกฤตเอลนีโญจะมาถึง โดยเน้นการช่วยเหลือปรับตัวรับมือสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เปลี่ยนชนิดพืชที่เพาะปลูกให้เหมาะกับสภาพดินและทรัพยากรน้ำ พร้อมทั้งเอื้อให้เกิดการลงทุนด้านอุปกรณ์และเครื่องมือทางการเกษตรเพื่อเพิ่มผลิตภาพ

เอลนีโญกับผลกระทบภาคอุตสาหกรรม

จุดเปราะบางด้านทรัพยากรน้ำอันดับต้นๆ ของไทย คือระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่แม้จะมีความพยายามสร้างอ่างเก็บน้ำและสารพันโครงการเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำ แต่ความต้องการใช้น้ำยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกภาคส่วน นอกจากนี้การอนุมัติเม็ดเงินลงทุน Data Center ระลอกใหม่ที่คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล เท่ากับว่าต้องใช้น้ำเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเช่นกัน ที่สำคัญภาคตะวันออกก็เพิ่งผ่านเหตุการณ์ภัยแล้งไปเมื่อปี 2563

การศึกษาชิ้นหนึ่งซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 คาดการณ์ว่า ภาคตะวันออกจะมีปริมาณความต้องการใช้น้ำเพิ่มเฉลี่ยปีละ 200 ล้านลูกบาศก์เมตรสำหรับทั้งภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน ทั้งนี้ความต้องการน้ำกว่าครึ่งหนึ่งของภาคตะวันออกจะมาจากเหล่าอุตสาหกรรมใน EEC สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคืองานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ก่อนที่จะเกิดกระแสลงทุนใน Data Center

ในปี 2568 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้อนุมัติโครงการ Data Center ไปแล้วกว่า 36 แห่ง โดยส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาคตะวันออกและ EEC จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีเสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่ที่แสดงถึงความกังวลเรื่องการแบ่งสันปันส่วนทรัพยากรน้ำในภาคตะวันออก ขณะที่การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่เพื่อเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บน้ำ เช่น อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดก็ถูกตั้งคำถามในแง่ผลกระทบต่อระบบนิเวศ 

สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนต้องการเน้นย้ำคือน้ำ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีเท่าไรก็ไม่มีวันพอ เพราะเมื่อใดที่มีน้ำมาก ต้นทุนของน้ำก็จะถูกลง และกลายเป็นการกระตุ้นให้มีการใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เช่น เมื่อมีระบบชลประทานหรืออ่างเก็บน้ำ ย่อมทำให้เกษตรกรเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ใช้น้ำเพิ่มขึ้นหรือดึงดูด Data Center แห่งใหม่ ดังนั้นน้ำจึงขาดแคลนอยู่เสมอ นี่คือโจทย์สำคัญที่รัฐต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความต้องการของประชาชน ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และการเติบโตทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรม พร้อมระลึกอยู่เสมอว่า ไม่มีทางที่ทรัพยากรน้ำจะมีเพียงพอต่อความต้องการใช้งาน

เอลนีโญกับผลกระทบภาคพลังงาน

หากมองเผินๆ เอลนีโญอาจไม่ได้กระทบภาคพลังงานโดยตรงนัก แต่หากพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่า สภาพอากาศที่ร้อนและแล้งนั้น ส่งผลต่อภาคพลังงาน 2 มิติด้วยกัน

มิติแรกคือ ผลกระทบจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น โดยมีการศึกษาพบว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศไทยช่วงกลางคืนนั้นจะเพิ่มขึ้นราว 300 เมกะวัตต์ต่ออุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส เท่ากับว่าในช่วงเมษายนและพฤษภาคมที่อากาศร้อนจัดจนอุณหภูมิช่วงกลางคืนเพิ่มขึ้น 3-4 องศาเซลเซียส ความต้องการใช้ไฟฟ้าก็อาจเพิ่มขึ้นร่วม 1,000 เมกะวัตต์

มิติที่ 2 ที่ทำให้ปัญหาดังกล่าวน่ากังวลคือ ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าไฟฟ้าจากเขื่อนลาว คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของกำลังการผลิตติดตั้งทั้งหมด โดยหน่วยงานภาครัฐโพนทะนาถึงต้นทุนที่ต่ำกว่า และการปล่อยคาร์บอนที่น้อยกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล อย่างไรก็ตาม ภัยแล้งรอบที่ผ่านมาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ในช่วงเวลาที่ประชาชนต้องการใช้ไฟฟ้ามากที่สุดในหน้าร้อน คือช่วงเวลาที่เขื่อนลาวผลิตไฟฟ้าได้น้อยที่สุด เนื่องจากปริมาณน้ำไม่เพียงพอเช่นกัน

การศึกษาชิ้นหนึ่งจำลองสถานการณ์ภัยแล้งรุนแรงที่ลุ่มน้ำโขงโดยคาดว่าจะส่งผลให้เขื่อนในประเทศลาวผลิตไฟฟ้าได้น้อยลง 4,000 กิกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี ประเทศไทยจึงต้องหันไปใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีการปล่อยคาร์บอนเพิ่มขึ้น 2.5 ล้านตัน และต้นทุนสูงขึ้นราว 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3,950 ล้านบาท) ต่อปี อย่างไรก็ตาม ภาวะภัยแล้งเช่นนี้ในปัจจุบันจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของการจ่ายกระแสไฟฟ้า เนื่องจากเรามีกำลังการผลิตสำรองในระบบล้นเหลือ ซึ่งผู้เขียนไม่แน่ใจว่าควรดีใจหรือเสียใจ เพราะเราต้องจ่าย ‘ค่าความพร้อมจ่าย’ ในบิลค่าไฟ เพื่อให้เอกชนก่อสร้างโรงไฟฟ้าแล้วตั้งไว้เฉยๆ ปีละหลายหมื่นล้านบาท

สิ่งที่น่ากังวลไม่น้อยสำหรับภาคพลังงาน คือการดึงดันทำสัญญาและเดินหน้าก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าเหนือลำน้ำโขงสายหลัก ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมอย่างยากจะประเมินค่าได้แล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อทั้งความมั่นคง ต้นทุน และการบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทย โดยปัจจุบันไทยลงนามในสัญญาซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนอีกหลายแห่ง เช่น เขื่อนปากแบง เขื่อนปากลาย และเขื่อนเซกอง โดยมีกำลังการผลิตรวมกว่า 3,000 เมกะวัตต์

จะเห็นได้ว่าปรากฏการณ์เอลนีโญนั้นส่งผลกระทบอย่างรอบด้าน ทั้งภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และพลังงาน การพัฒนาทางเศรษฐกิจในปัจจุบันจึงต้องมองไปยังอนาคตที่สภาพภูมิอากาศแปรปรวนและเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เพราะการเดินหมากที่ผิดพลาดในวันนี้ อาจสร้างความเปราะบางต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

อ้างอิง:

Financial lives and the vicious cycle of debt among Thai agricultural households

Thailand Rural Income Diagnostic: Challenges and Opportunities for Rural Farmers

The Greater Mekong’s Climate-Water-Energy Nexus: How ENSO-Triggered Regional Droughts Affect Power Supply and CO2 Emissions

Tags: , , , , ,