ผู้เขียนนับว่าโชคดีที่ไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากน้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑลรอบนี้ สิริรวมความเสียหายเป็นเพียงน้ำเข้ารถยนต์ 1 คัน ขณะที่เพื่อนร่วมชะตากรรมที่โชคไม่ดีนักอาจต้องเผชิญน้ำในระดับสูงท่วมหัว โดยไม่มีใครตอบได้ว่า วิกฤตที่เผชิญอยู่นี้จะบรรเทาลงภายในวันไหน ขณะที่ความช่วยเหลือจากภาครัฐก็เข้าไปได้ไม่ทั่วถึง

น้ำท่วมเมืองครั้งนี้แตกต่างจากคราวปี 2554 เพราะน้ำส่วนใหญ่มาจากบนฟ้า แต่ที่น่าประหลาดใจคือ ความพร้อมในการเตรียมรับมือวิกฤตของหน่วยงานภาครัฐ ทั้งที่เราเห็นการประกาศปาวๆ ไม่ว่าจะเป็นการถอดบทเรียนจากน้ำท่วมหาดใหญ่ หรือคราวแผ่นดินไหวเขย่าเมือง พร้อมลงทุนมหาศาลกับระบบเตือนภัยล่วงหน้าอย่าง Cell Broadcast ที่มีการทดลองซักซ้อมแล้วว่าใช้งานได้จริง

แต่ระบบเตือนภัยของไทยกลับเข้าสำนวน ‘หมูสนามจริง สิงห์สนามซ้อม’ เพราะกว่าประชาชนจะได้รับคำเตือนว่าเรากำลังเผชิญอุทกภัย น้ำก็ทะลักเข้าบ้านไปแล้วหลายหลังคาเรือน ส่วนความช่วยเหลือก็เต็มไปด้วยความสับสนอลหม่าน กว่าจะตั้งหลักกันได้ น้ำหลายที่ก็เริ่มลดระดับลงแล้ว

ประเทศไทยมีเครื่องมือครบถ้วนอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งกรมอุตุนิยมวิทยาที่ประกาศเตือนอย่างต่อเนื่องเรื่องฝนตกหนักล่วงหน้าเป็นสัปดาห์ ไปจนถึงหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยที่มีบทบาทหน้าที่ชัดเจน แต่เมื่อมาย้อนดูเส้นเวลาในการจัดการวิกฤต ผู้เขียนจึงขอโอกาส ‘ถอดบทเรียน’ กับเขาบ้าง แล้วได้ข้อสรุปว่า ปัญหาน่าจะอยู่ที่ความกล้าหาญที่จะผิดพลาดและการสื่อสาร

อย่ากลัวที่จะ ‘พลาด’ เพราะการป้องกันราคาถูกกว่าการเยียวยา

โดมิโนตัวแรกที่นำไปสู่ความผิดพลาด คือการประกาศกร้าวของรองนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กันยายนว่า ‘รัฐบาลเอาอยู่’ โดยมีจุดมุ่งหมายชัดเจนเพื่อสยบอินฟลูเอนเซอร์พยากรณ์อากาศที่ทำนายมหาอุทกภัยในช่วงสุดสัปดาห์ พร้อมกับสำทับอีกว่า ข่าวดังกล่าวอาจเป็น ‘เฟกนิวส์’ ที่ต้องกลั่นกรองก่อนเชื่อ 

ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศว่าประเทศไทยจะเผชิญฝนตกหนักถึงหนักมากในช่วง 23-27 กันยายน พร้อมเรียกประชุมติดตามและประเมินสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทยเมื่อวันที่ 25 กันยายน แม้จะไม่ได้ประกาศเตือนด้วยภาษาที่จัดจ้านชวนตื่นตระหนก แต่ก็นับเป็นสัญญาณความไม่ปกติของฟ้าฝนที่รัฐไทยต้องเตรียมรับมือ

แน่นอนว่าการคาดการณ์ โดยเฉพาะเรื่องภัยพิบัติย่อมมีโอกาสผิดพลาด โดยนักสถิติแบ่งความผิดพลาดออกเป็น 2 รูปแบบ ความผิดพลาดแบบแรก (Type I Error) คือประกาศเตือนแบบเล่นใหญ่แต่ดันไม่เกิดภัยพิบัติ และความผิดพลาดแบบที่ 2 (Type II Error) คือไม่ประกาศเตือนแต่ดันเกิดภัยพิบัติ

จากหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา นักการเมืองไทยดูจะยอมรับความผิดพลาดแบบที่ 2 ได้มากกว่า เพราะพวกเขาอาจมองว่าการประกาศเตือนล่วงหน้าแต่ไม่เกิดภัยพิบัติอาจสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์และเศรษฐกิจ แต่หากประกาศสร้างความเชื่อมั่นว่า ‘เอาอยู่’ แล้วดันเกิดภัยพิบัติ ก็สามารถปัดความรับผิดชอบว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติที่คาดการณ์ล่วงหน้าได้ยาก พร้อมชี้นิ้วให้บางหน่วยงานเป็นแพะรับบาป แต่หากสวมหมวกในฐานะประชาชน การที่รัฐประกาศเตือนล่วงหน้าย่อมช่วยให้เราเตรียมพร้อมรับมือได้ดีกว่า ทั้งการย้ายสินทรัพย์ขึ้นที่สูง เตรียมอาหารแห้ง หรืออพยพไปยังที่ปลอดภัย และต่อให้ไม่เกิดภัยพิบัติจริง ต้นทุนที่ประชาชนต้องจ่ายก็มากนัก เมื่อเทียบกับกรณีที่เกิดภัยพิบัติแต่ไม่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้าเฉกเช่นวิกฤตครั้งล่าสุด

หากยึดประชาชนเป็นตัวแปรหลักในการตัดสินใจ การส่งสัญญาณเตือนที่ผิดพลาด (False Alarm) คือข้อบ่งชี้ของระบบที่ทำงานได้อย่างที่ควรจะเป็น การเตือนแบบ ‘เกินพอดี’ เป็นแนวทางที่เหมาะสม โดยเฉพาะกรณีที่อาจเกิดความเสียหายระดับหายนะ เช่น ในสหรัฐอเมริกา อัตราการเตือนพายุทอร์นาโดที่ผิดพลาดนั้นสูงถึง 75% เท่ากับว่าถ้าประชาชนได้รับสัญญาณเตือน และต้องอพยพมายังศูนย์พักพิงถึง 4 ครั้ง พายุทอร์นาโดอาจจะเกิดขึ้นจริงเพียง 1 ครั้งเท่านั้น แต่นี่คือความผิดพลาดที่จงใจ เพราะถ้าเกิดพายุโดยที่ไม่มีการส่งสัญญาณเตือน ความเสียหายก็อาจร้ายแรงจนประเมินไม่ได้

ดังนั้นรัฐจึงต้องปรับวิธีคิดเสียใหม่ เพราะการประกาศเตือนพลาดอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่อย่างที่คิด แต่การไม่เตือนแล้วเกิดภัยพิบัติต่างหากที่อาจผลักภาระต้นทุนมหาศาลไว้บนบ่าประชาชน พร้อมกับนำวิธีคิดเช่นนี้ไปร่างเป็นกฎหมายหรือหลักเกณฑ์ ระบุอัตราการประกาศเตือนผิดพลาดที่ยอมรับได้ ขณะเดียวกัน หากเกิดภัยพิบัติแล้วหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่ประกาศเตือนอย่างทันท่วงที ก็ต้องเขียนเหตุผลอย่างละเอียด พร้อมรายงานต่อสาธารณะว่าเหตุผลคืออะไร หรือผิดพลาดตรงไหน

สื่อสารอย่างชัดเจน เข้าใจง่าย และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

สิ่งที่สะท้อนถึงปัญหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือการตามหาและรอให้ผู้มีอำนาจ ‘อนุมัติ’ ประกาศแจ้งเตือนเมื่อเกิดภัยพิบัติ ซึ่งอุทกภัยรอบล่าสุดก็เป็นอีกครั้งที่กระบวนการล่าช้าจนการประกาศแจ้งเตือนแทบไร้ประโยชน์ เพราะคนที่มีอินเทอร์เน็ตย่อม ‘เห็น’ ผ่านสื่อสังคมออนไลน์และหน้าสื่อแล้วว่า พื้นที่หลายแห่งได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ต่อมาทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) ยอมรับความผิดพลาด โดยชี้แจงความเข้าใจคลาดเคลื่อนระหว่าง กทม.และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยไม่มั่นใจว่าใครเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้าย ก่อนจะได้ข้อสรุปว่าหลังจากนี้ กทม.ตัดสินใจได้เอง ซึ่งต้องรอดูการรับมือภัยพิบัติครั้งต่อไป

อีกสิ่งหนึ่งที่รัฐไทยโดนวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อย คือการใช้ภาษาสื่อสารที่ชวนให้สับสน โดยที่ผู้รับสารไม่รู้ว่าควรรับมือหรือเตรียมตัวอย่างไร ส่วนตัวผู้เขียนค่อนข้างชื่นชอบแนวทางของ Met Office ประเทศอังกฤษ ที่จะแจ้งเตือนใน 2 มิติ คือความน่าจะเป็น (Likelihood) และผลกระทบ (Impact) ก่อนจะสรุปเป็นสีที่แบ่งตามระดับความอันตราย พร้อมกับบอกว่าคนในพื้นที่อาจต้องเจอกับอะไร ตอนไหน และควรรับมืออย่างไร

แนวทางการเตือนภัยพิบัติของ Met Office ประเทศอังกฤษ

สิ่งแรกที่เราต้องทำความเข้าใจร่วมกันคือ สภาพอากาศเป็นสิ่งที่ยากจะคาดการณ์และมีโอกาสผิดพลาดสูง การประกาศสร้างความเชื่อมั่นว่าเอาอยู่ หรือการประกาศว่าจะเกิดมหาภัยพิบัติ 100% ย่อมเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นทางเลือกหนึ่งคือการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และอธิบายถึงความน่าจะเป็น เพื่อให้ประชาชนใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลลักษณะนี้อาจยังเข้าใจยากเกินไปสำหรับคนทั่วไป และไม่ใช่ทุกคนที่ติดตั้งแอปพลิเคชัน หรือรับข่าวสารจากรัฐผ่านช่องทางเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นรัฐจึงต้องออกแบบการสื่อสารที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยเน้นบอกว่าประชาชนต้องทำอะไร เช่น “คืนนี้ที่เขต ก. มีโอกาส 60% ที่จะเกิดน้ำท่วมระดับเข่า กรุณาเคลื่อนย้ายทรัพย์สินของท่านขึ้นที่สูง นำรถยนต์มาจอดได้ที่ลานจอดรถ ข. พร้อมอพยพเด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการไปที่ศูนย์พักพิง ค.” 

นอกจากนี้ แทนที่หน่วยงานพยากรณ์อากาศภาครัฐจะตั้งตัวเป็นศัตรูกับเอกชน รัฐควรเปิดเผยข้อมูลที่ตัวเองมีอย่างโปร่งใสที่สุด และมองเหล่านักพยากรณ์อากาศผู้หวังดีที่คาดการณ์ตามหลักวิชาการเป็นมิตรมากกว่าศัตรู โดยไทยอาจเดินตามแนวทางเช่นเดียวกับญี่ปุ่น ที่ออกใบอนุญาตให้นักพยากรณ์อากาศเอกชนซึ่งให้บริการภาคธุรกิจหรือท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายต้องเข้าใจตรงกันว่า การประกาศเตือนภัย ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย พายุโซนร้อน แผ่นดินไหว หรือสึนามิ เป็นอำนาจในมือของหน่วยงานภาครัฐเท่านั้น เพื่อป้องกันความสับสน

ที่ขาดไม่ได้คือการสื่อสารอย่างเป็นไปในทิศทางเดียวกันของหน่วยงานภาครัฐและนักการเมือง เช่นเหตุการณ์ครั้งที่ผ่านมา ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ แต่ฝ่ายการเมืองกลับประกาศสร้างความเชื่อมั่นว่าเอาอยู่ แทนที่จะส่งสารต่อให้ประชาชนเฝ้าระวังและเตรียมตัวป้องกันไว้ล่วงหน้า สัญญาณที่ไม่ชัดเจนจากหลายฝ่ายย่อมทำให้ทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐไม่มั่นใจว่าจะเชื่อข้อมูลจากแหล่งไหนดี

ขั้นสุดท้ายคือการถอดบทเรียนหลังวิกฤตหรือหลังสิ้นสุดฤดูมรสุม โดยการถอดบทเรียนนี้จะต้องมีตัวชี้วัดชัดเจนและเปิดเผยต่อสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นความแม่นยำในการพยากรณ์อากาศ อัตราการแจ้งเตือนที่ผิดพลาด ช่วงเวลาที่ใช้นับตั้งแต่ตัดสินใจประกาศเตือนประชาชนไปจนถึงนาทีที่ข้อความส่งถึงโทรศัพท์มือถือ พร้อมอธิบายถึง ‘ข้อต่อ’ ที่มีปัญหาและแนวทางการพัฒนาต่อในอนาคต

ท่ามกลางวิกฤตโลกรวน ภัยพิบัติมีแนวโน้มแต่จะรุนแรงและบ่อยครั้งยิ่งขึ้น ผู้เขียนเคยเขียนอธิบายไปแล้วว่า การลงทุนในระบบเตือนภัยล่วงหน้าเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง วิกฤตคราวนี้จึงเป็นอีกครั้งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าการเตือนภัยล่วงหน้าสำคัญมากแค่ไหน และหากระบบดังกล่าวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง จะช่วยรักษาชีวิตและบรรเทาความเสียหายได้มากมายเพียงใด

เอกสารประกอบการเขียน

Weather warnings guide

Cry Wolf Effect? Evaluating the Impact of False Alarms on Public Responses to Tornado Alerts in the Southeastern United States

Reduced death rates from cyclones in Bangladesh: what more needs to be done?

Tags: , , , , , ,