วันที่ แพทองธาร ชินวัตร ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามด้วยการ ‘พลิกขั้ว’ ทางการเมืองให้ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ โดยพรรคประชาชน ทุกคนต่างคิดว่าพรรคเพื่อไทยจะหมดอนาคตทางการเมือง ไปไม่รอดในการเลือกตั้งรอบที่จะถึงนี้

ทว่าเหลืออีกราว 21 วันก่อนการเลือกตั้งจะมาถึง กระแสพรรคเพื่อไทยยังไม่ถูกทำลาย กระแสในโพลยังดีวันดีคืน นักวิเคราะห์ทุกคนยังคงมองว่าพรรคเพื่อไทยยังมีโอกาส นักวิเคราะห์บางคนวางเพื่อไทยไว้ที่อันดับ 2 ขณะที่อีกหลายคนมองว่าพรรคเพื่อไทยมีโอกาสเหนือกว่าพรรคภูมิใจไทยด้วยซ้ำ ทั้งที่ ‘บ้านใหญ่’ จำนวนมาก ถูกอำนาจพิเศษบีบให้ไปรวมที่พรรคสีน้ำเงิน

คำถามคือ เพราะอะไรเพื่อไทยถึงยังแรง และยังฆ่าไม่ตาย

1.ฐานสนับสนุนยังคงแข็งแรง 

หากมองย้อนกลับไปยังการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยมีฐานสนับสนุนทั่วประเทศอยู่ที่ 10.9 ล้านเสียง ภายใต้ระบบบัญชีรายชื่อ 10 ล้านเสียง สามารถทอนออกมาเป็น สส.แบบบัญชีรายชื่อได้มากกว่า 29 คน เป็นพรรคการเมืองอันดับ 2 ในสภาผู้แทนราษฎร 

แน่นอนหลังการจัดตั้งรัฐบาล ฐาน 10.9 ล้านเสียง อาจผันเปลี่ยนไปอยู่ที่อื่นบ้าง แต่หากคิดจากฐานเดิม คาดว่าแฟนคลับหลักยังไม่จากไปไหน หากถามคนที่เลือกพรรคเพื่อไทยรอบที่แล้ว ยังมีไม่มากนักที่จะเปลี่ยนไปเลือกพรรคการเมืองอื่น ไม่ว่าสถานการณ์ในช่วงรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร จะพบกับความท้าทายเพียงใด

ส่วนหนึ่งคือเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการที่เปลี่ยนระบบสาธารณสุขไทยไปตลอดกาล อีกส่วนหนึ่งในช่วงการดำรงตำแหน่งนายกฯ ของทักษิณ ชินวัตร กองทุนหมู่บ้านฯ และ OTOP ถูกรัฐส่วนกลางให้ความสนใจเป็นครั้งแรก

หากสังเกตดีๆ คนที่เลือกพรรคเพื่อไทยในระบบบัญชีรายชื่อ มากกว่าคนที่เลือกพรรคภูมิใจไทยเกือบ 10 เท่า คนกลุ่มนี้ยังเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่เชื่อในความเป็นไปได้ของนโยบายเพื่อไทย และเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะยังสามารถส่งต่อนโยบายไปยังคนตัวเล็กตัวน้อยได้ 

และพวกเขายังเชื่อว่ารอบนี้ พรรคเพื่อไทยจะไม่ทำให้ผิดหวัง

2.สส.เขตไม่ได้หายไปไหน 

มีคำกล่าวอย่างหนึ่งว่า หากชนะเลือกตั้งในภาคอีสานได้ ก็หมายความว่าได้จัดตั้งรัฐบาล ซึ่งก็มีส่วนจริง ภาคอีสานมีจำนวน สส.ทั้งภาครวม 133 คน เดิมพรรคเพื่อไทยยึดครองอีสานทั้งหมด นับตั้งแต่ยุคไทยรักไทย พลังประชาชน และไม่ว่าพรรคการเมืองไหนจะลงทุนในภาคอีสานมากเพียงใด พรรคเพื่อไทยก็ยังคงเสียงส่วนใหญ่ในภาคอีสานไว้ได้ ไล่เรียงตั้งแต่นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี หนองบัวลำภู ขณะที่นครพนมและศรีสะเกษ ก็สามารถยึดพื้นที่จากภูมิใจไทยได้

ขณะที่ในพื้นที่ภาคอื่นๆ พรรคเพื่อไทยก็ยังมี สส.มากพอที่จะรักษาพื้นที่ไว้ ไม่ว่าจะเป็นกาญจนบุรี ที่กวาดเกือบยกจังหวัด หรือพิจิตร น่าน พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา ที่ยังมี สส.เพื่อไทยให้เห็นหน้า

ในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคเพื่อไทยได้ สส.อีสานอยู่ที่ 73 ที่นั่ง โดยเริ่มมีพรรคการเมืองอื่นเข้ามาแชร์พื้นที่ กระนั้นเอง ณ ปี 2569 แม้คู่แข่งทางการเมืองจะลงทุนในภาคอีสานด้วยการดูด ซื้อตัว คนของพรรคเพื่อไทย แต่ สส.เดิมในภาคอีสานของพรรคเพื่อไทยก็ยังคงแข็งแรง 

นอกจากนี้ หากพูดกันที่ตัวเขตแล้ว ยังมีผู้สมัคร สส.หน้าใหม่จำนวนมากที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น หมอโจ้-ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล ผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ เขต 1, กระติ๊บ-บุณยกร ดำรงรัตน์ ผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ เขต 4 (คลองเตย-วัฒนา) หรือแมน-สหัสวรรษ วีระมงคลกุล ผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ เขต 6 (พญาไท-ดินแดง) 

รอบนี้จึงได้วัดกันว่า สส.เขตที่มีอยู่ ยังเหนียวแน่นจริงไหม คนที่เลือกพรรคแต่เดิมจะอุ้มชู สส.เขต ต่อไหม หรือจะปันใจไปให้พรรคอื่น และผู้สมัครหน้าใหม่ จะช่วยคะแนนให้กระเตื้องมากเพียงใด

3.เชน ยศชนัน’ ภาพลักษณ์ใหม่ของเพื่อไทย

หลังจากเปิดตัว เชน-ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นแคนดิเดตนายกฯ กระแสของพรรคเพื่อไทยก็เปลี่ยนไป ยศชนันเป็นภาพของความสดใหม่ เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่พูดจาฉะฉาน และเน้นบทบาทไม่สร้างความขัดแย้ง ไม่ว่าใครจะยั่วโมโหเพียงใด 

ขณะเดียวกันการเป็นศาสตราจารย์ก็ทำให้ยศชนันวิเคราะห์คำถามจากสื่อ-ตอบคำถามได้เป็นระบบและเป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะ ‘ซื้อ’ แฟนคลับพรรคเพื่อไทยที่อาจปันใจไปพรรคอื่น ให้กลับมามองเห็นพรรคเพื่อไทยได้อีกครั้ง

หากสังเกตกระแสของยศชนันจะพบว่า ในช่วงแรกสิ่งที่ติดตัวก็คือการเป็น ‘ลูกเจ๊แดง’ เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ และการเป็นหลานของทักษิณ แต่ในช่วงหลัง แทบไม่ปรากฏคำถามเรื่องการเป็นวงศาคณาญาติชินวัตรเลยแม้แต่น้อย

ภาพความเป็นคนรุ่นใหม่ของยศชนัน ภาพความเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ติดตัวยศชนัน และการเข้าได้กับทุกคน เป็นมิตรกับทุกฝ่าย กลายเป็น ‘แต้มต่อ’ ที่รักษาแรงส่งให้พรรคเพื่อไทย เดินหน้าต่อไปจนถึงการเลือกตั้งได้เป็นอย่างดี 

ท้ายที่สุดแล้วการฆ่า ‘พรรคเพื่อไทย’ ไม่ตายอาจไม่ได้มาจากเพียงแค่ชื่อชั้นหรือบุญเก่า แต่คือความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไป การเลือกชูยศชนันเป็นหน้าด่านสำคัญในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ คือการส่งสัญญาณว่า เพื่อไทยกำลังพยายามผนวก ‘ความเก๋า’ ของระบบฐานเสียงเดิม เข้ากับ ‘ความใหม่’ ของวิสัยทัศน์ทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม

ในขณะที่พรรคการเมืองคู่แข่งกำลังรวมขุมกำลังบ้านใหญ่ และอีกพรรคการเมืองหนึ่งสู่ด้วยอุดมการณ์ พรรคเพื่อไทยเลือกที่จะวางตัวเองไว้เป็น ‘คำตอบที่เป็นไปได้’ และ ‘ประนีประนอม’ ที่สุดสำหรับผู้ที่ยังต้องการความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้และไม่ผันผวนจนเกินไป

บทสรุปของการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงไม่ใช่เพียงการวัดว่าพรรคเพื่อไทยจะฆ่าตายหรือไม่ แต่เป็นการวัดว่า ‘วิวัฒนาการ’ ครั้งล่าสุดของพรรคสีแดง จะยังมีที่ยืนที่สำคัญอยู่ในใจของผู้ออกเสียงเลือกตั้งที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดยั้งหรือไม่

เหลืออีกไม่กี่วัน คำตอบนี้จะประจักษ์ชัด



Tags: , , , , , ,