ในเอกสารสมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 ของจังหวัดอำนาจเจริญ มีผู้สมัคร 2 คนคือ แดง กองมา และสมพาน พละศักดิ์ ที่ระบุอาชีพว่าขายหมูสดและขายก๋วยเตี๋ยว แต่ลงสมัครใน ‘กลุ่มที่ 10’ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่น ไม่ใช่กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ ทั้งคู่ผ่านการตรวจของผู้อำนวยการเลือกทุกระดับ จนวันนี้ทั้งสองคือ สว.ชุดปัจจุบัน

คำถามที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเทคนิคว่าใครควรอยู่กลุ่มอาชีพไหน กลายเป็นชนวนของความขัดแย้งที่ใหญ่กว่านั้นมาก เมื่อองค์กรที่ถูกออกแบบให้ถ่วงดุลกันคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศาลฎีกา และศาลรัฐธรรมนูญ กำลังยืนกันคนละฝั่งของคำถามเดียว ใครมีอำนาจชี้ขาดว่า การได้มาซึ่ง สว.ชุดนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

และเมื่อมองลึกกว่าตัวบทกฎหมาย คำถามที่ตามมาอาจหนักกว่าเดิม เพราะเรื่องย้อนแย้งก็คือ องค์กรบางแห่งที่กำลังจะชี้ขาดเรื่องนี้ ก็ผ่านการเห็นชอบจาก สว.ชุดเดียวกับที่ถูกกล่าวหาเอง

จุดเริ่มของรอบนี้อยู่ที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ซึ่งมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา 3 คดี จากผู้ร้องที่เป็นผู้สมัครในการเลือกครั้งเดียวกัน ซึ่งสื่อเรียกว่ากลุ่ม ‘สว.สำรอง’ คดีแรก ดิเรก พรสีมา ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้มีสิทธิเลือก 3 ราย ได้แก่ บัลลังค์ ศรีมงคล (กลุ่ม 4) วรรษมนต์ คุณแสน (กลุ่ม 9) และทองเสียน วงษ์ประจันทร์ (กลุ่ม 12) อีก 2 คดี ภิญโญ บุญเรือง และอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชวาลิตกุล ขอให้ตรวจสอบ แดง กองมา และสมพาน พละศักดิ์ ซึ่งผู้ร้องอ้างว่า อาชีพที่แจ้งไว้ควรอยู่กลุ่ม 19 ไม่ใช่กลุ่ม 10

สิ่งที่ทำให้คดีเหล่านี้สำคัญคือ ผู้ถูกร้องทั้งหมดผ่านการตรวจในกลไกของ กกต.มาแล้ว 2 ชั้น ชั้นแรกคือผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ ประกาศรายชื่อว่ามีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ชั้นที่ 2 คือ กกต.เคยมีคำวินิจฉัยยกคำร้องที่เกี่ยวกับบุคคลเหล่านี้ เพราะไม่พบการทุจริตหรือความไม่ชอบด้วยกฎหมาย พูดให้ง่ายคือ กกต.ให้ไฟเขียวไปแล้ว แต่ศาลฎีกากำลังเปิดประตูที่ กกต.ปิดไปแล้วอีกครั้ง

ศาลเริ่มตรวจพยานหลักฐานคดีของแดงและสมพานเมื่อ 27 ตุลาคม 2569 เปิดโอกาสให้ กกต.ยื่นเอกสารคัดค้าน และนัดไต่สวนอีกครั้งในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ประเมินว่า ศาลตั้งเป้าปิดคดีภายในสิ้นปีนี้ และคำตัดสินคดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานแรกให้คดีอื่นที่ตามมา หากศาลเห็นว่าสมัครผิดกลุ่มจริง นั่นหมายความว่าคำตอบที่ กกต.เคยให้ไว้จะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายอีกต่อไป

ฉากนี้เกิดขึ้นคู่ขนานกับเหตุการณ์ที่ ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. แถลงมติเสียงข้างมากให้ดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหา 77 คน ในคดีทุจริตการเลือก สว.ปี 2567 ในจำนวนนี้ 26 คนยังดำรงตำแหน่ง สว.อยู่ แต่มติดังกล่าวไม่รวมกรรมการบริหารหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคภูมิใจไทยที่เคยอยู่ในข้อกล่าวหา

วันรุ่งขึ้น สิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. อดีตประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา ยอมรับว่าตนและ ชาย นครชัย คือ กกต.เสียงข้างน้อย พร้อมกับให้สัมภาษณ์ว่า “ถ้าเรามองอย่างนี้ ทุกพื้นที่ล้วนเกี่ยวข้องกับพรรคเดียว ไม่มีพรรคการเมืองอื่นเข้ามาแทรกเลย” และฝากความหวังไว้ที่ศาลฎีกา เมื่อสำนวนไปถึงศาล ศาลเรียกพยานหลักฐานเพิ่มได้ จะไล่ไปถึงคนที่ กกต.ไม่ได้ส่งฟ้องหรือไม่เป็นดุลยพินิจของศาล ส่วนผู้เสียหายก็ยื่นคำร้องต่อศาลเองได้

ในทางปฏิบัติ นี่คือการบอกว่ามติ กกต.ไม่ใช่ปลายทาง คำวินิจฉัยของ กกต.เป็นที่สุด เว้นแต่เมื่อเรื่องเข้าสู่ศาลฎีกา ศาลจึงเป็นโอกาสเดียวที่เหลือในการมองกระบวนการได้มาซึ่ง สว.ทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ 77 ชื่อในสำนวน น่าสนใจด้วยว่าในเรื่องสมัครผิดกลุ่ม สิทธิโชติอ้างแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเองว่า ข้อโต้แย้งว่าผู้สมัครอยู่ผิดกลุ่มเป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากันที่ศาลฎีกา ไม่ใช่ที่ กกต.

แต่ กกต.เสียงข้างมากกลับยืนยันว่า คำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัครเป็นที่สุด ศาลฎีกาจะเพิกถอนสิทธิสมัครหรือสิทธิเลือกตั้งได้ก็ต่อเมื่อ กกต.เป็นผู้ยื่นคำร้อง ไม่มีอำนาจริเริ่มไต่สวนเอง และไม่มีอำนาจทบทวนคำวินิจฉัยยกคำร้องของ กกต. หนังสือของ กกต.เรียกการรับคำร้องทั้ง 3 คดีว่าเป็น ‘การใช้อำนาจเกินขอบเขต’ ที่กระทบการจัดเลือก สว.อย่างร้ายแรง และยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 52/2546 และ 14/2566 มายืนยันว่า การใช้อำนาจที่กฎหมายให้เป็นที่สุดขององค์กรอิสระ ไม่อาจถูกองค์กรตุลาการทบทวนได้

เมื่อเห็นว่าศาลฎีกาเดินหน้า กกต.จึงเลือกเส้นทางที่สูงกว่า วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ที่ประชุม กกต.มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นกรณีเร่งด่วน ตามมาตรา 210 (2) ของรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจขององค์กรอิสระ 2 เสียงที่คัดค้านคือสิทธิโชติและชาย ซึ่งขอเวลา 7 วันเขียนความเห็นแย้ง

คำถามที่ กกต.ส่งไปมี 2 ข้อ ข้อแรก คำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อของผู้อำนวยการเลือกทุกระดับเป็นที่สุด ตรวจสอบไม่ได้อีกหรือไม่ เว้นแต่กรณีตามมาตรา 63 ของ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ซึ่งให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญไว้เฉพาะ 

ข้อ 2 คำวินิจฉัยของ กกต.ตามมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 เป็นที่สุดจนศาลฎีกาไม่อาจทบทวนได้หรือไม่ หากศาลรัฐธรรมนูญตอบว่า ‘ใช่’ ทั้ง 2 ข้อ 3 คดีในศาลฎีกาอาจจบลงทันที

ควบคู่กัน กกต.ขอให้ศาลฎีกาเลื่อนการพิจารณาคดีออกไปจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัย ทว่าเมื่อวานนี้ (5 พฤศจิกายน 2569) ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งยกคำร้องนั้นในคดีที่ดิเรกเป็นผู้ร้อง โดยให้เหตุผลว่า กกต.มีเพียงมติให้ยื่นเรื่อง ‘โดยยังไม่ปรากฏว่าได้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย’ ศาลเดินหน้าต่อ และนัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องในวันที่ 21 ธันวาคม และฝ่ายผู้คัดค้านในวันที่ 22 ธันวาคม 2569

นับจากนี้จึงเป็นการแข่งกับเวลา กกต.คาดว่าจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญจริงภายในสัปดาห์หน้า พร้อมกับคำฟ้องคดีอาญา 77 รายที่ต้องส่งศาลฎีกาเช่นกัน หากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง สิ่งที่ตามมาคือ สถานการณ์ที่ศาล 2 ศาลพิจารณาคำถามเดียวกันคนละทิศ และยังไม่มีใครตอบได้ว่า ถ้าคำตอบออกมาไม่ตรงกัน คำตอบไหนจะมีผลบังคับ

ถ้าเป็นเพียงข้อพิพาทเรื่องเขตอำนาจ เรื่องนี้ไม่ได้แตกต่างจากคดีรัฐธรรมนูญทั่วไป แต่รายละเอียดที่มาของคนที่นั่งอยู่ในองค์กรเหล่านี้ทำให้ภาพซับซ้อนขึ้น กกต.ทั้ง 7 คนในวันนี้ 4 คนได้รับความเห็นชอบจาก สว.ชุดปัจจุบันที่มาจากการเลือกกันเองปี 2567 ได้แก่ ณรงค์ กลั่นวารินทร์, อนันต์ สุวรรณรัตน์, ณรงค์ รักร้อย และจิรุตม์ วิศาลจิตร อีก 1 คนคือ ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อปี 2562 ส่วนสิทธิโชติและชายผ่าน สว.ชุดคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 250 คน

เส้นแบ่งของมติ 5 ต่อ 2 จึงแทบทาบไปกับเส้นแบ่งของที่มา 2 เสียงที่คัดค้านคือ 2 คนที่ไม่ได้ผ่านมือ สว.ชุดนี้ ขณะที่ 4 ใน 5 เสียงข้างมากมาจาก สว.ชุดที่ถูกกล่าวหาว่า ‘ฮั้ว’ และอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน

ฝั่งศาลรัฐธรรมนูญมีภาพที่ต่างออกไป ตุลาการ 2 จาก 9 คนได้รับความเห็นชอบจาก สว.ชุดปัจจุบันคือ สราวุธ ทรงศิวิไล อดีตอธิบดีกรมทางหลวง และพลตำรวจโท จักรพงษ์ วิวัฒน์วานิชย์ อีก 7 คนผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ แต่งตั้งในยุค คสช. ตุลาการชุดเดิมจะทยอยครบวาระภายในปี 2572 ซึ่ง สว.ชุดนี้ยังอยู่ในตำแหน่ง หมายความว่าในอนาคตอันใกล้ ศาลรัฐธรรมนูญทั้งคณะอาจผ่านการเห็นชอบของ สว.ชุดเดียวกับที่กำลังถูกตรวจสอบอยู่นี้ทั้งหมด

ส่วนศาลฎีกาคือองค์กรเดียวใน 3 แห่งนี้ที่ผู้พิพากษาไม่ต้องผ่านการเห็นชอบของวุฒิสภาเลย ภาพที่เกิดขึ้นจึงคือ องค์กรที่ สว.เป็นผู้เห็นชอบกำลังขอให้อีกองค์กรหนึ่งที่ สว.เป็นผู้เห็นชอบ มาจำกัดอำนาจขององค์กรเดียวที่อยู่นอกวงจรนั้น ในคำถามที่ว่าใครจะได้ตรวจสอบการได้มาซึ่ง สว.ชุดนั้นเอง

คำถามใหญ่ข้อแรกคือ อำนาจตุลาการควรตรวจสอบองค์กรอิสระได้แค่ไหน หลักความเป็นที่สุดที่ กกต.อ้าง อาจมีเหตุผล การเลือกตั้งต้องจบ ผลต้องนิ่ง และองค์กรที่จัดการเลือกตั้งต้องทำงานได้โดยไม่ถูกรื้อทุกคำสั่ง 

แต่หลักเดียวกันนี้ก็มีอีกด้าน ถ้าคำวินิจฉัยทุกขั้นของ กกต.เป็นที่สุดจนศาลยุติธรรมแตะต้องไม่ได้ การตรวจสอบ กกต.ก็จะเหลืออยู่กับองค์กรที่ผ่านวุฒิสภาเหมือนกันเท่านั้น

รัฐธรรมนูญ 2560 ออกแบบให้วุฒิสภาเป็นประตูบานเดียวที่คนทุกคนต้องเดินผ่านก่อนนั่งในศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ตอนออกแบบประตูบานนี้ถูกสัญญาว่าจะกลั่นกรองคนที่เป็นกลาง แต่เมื่อผู้เฝ้าประตูเสียเองกำลังถูกตั้งคำถามว่าเข้ามาได้อย่างไร ช ระบบทั้งหมดก็ไม่เหลือผู้ตัดสินที่ไม่มีส่วนได้เสียเลย นอกจากศาลยุติธรรม ซึ่งกำลังถูกขอให้ถอยออกไป

คำถามที่ 2 คือ ความชอบธรรม ในทางกฎหมาย กกต.ทุกคนดำรงตำแหน่งโดยชอบ มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2560 เต็มที่ และ สว.ที่เห็นชอบพวกเขาก็ยังไม่มีใครถูกศาลพิพากษาว่ากระทำผิด แต่ความชอบด้วยกฎหมายกับความชอบธรรมไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เมื่อ กกต.เองเห็นว่ามีมูลพอจะส่งฟ้องคดีทุจริตการเลือก สว.และในจำนวนนั้นมี สว.ที่ยังนั่งอยู่ 26 คน การที่เกินครึ่งของ กกต.มาจากสภาเดียวกันนั้น และกำลังยืนยันว่าไม่มีศาลไหนทบทวนคำวินิจฉัยของตนได้ ย่อมทำให้คำว่า ‘อิสระ’ ต้องแบกภาระหนักกว่าที่ควร

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่เกมนี้ยังมองไม่เห็นจุดจบ ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตอบอย่างไร ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็จะมองว่าคำตอบนั้นมาจากผู้ตัดสินที่ไม่เป็นกลาง 

คำถามที่ค้างอยู่คงไม่ใช่เพียงว่า คนขายหมูสดควรอยู่กลุ่ม 10 หรือกลุ่ม 19 แต่คือใครมีอำนาจตรวจสอบการได้มาซึ่ง สว. และประชาชนจะเชื่อมั่นในกระบวนการนั้นได้อย่างไร เมื่อผู้ตรวจสอบส่วนหนึ่งได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งจากวุฒิสภาชุดที่กำลังถูกตรวจสอบเสียเอง

หากท้ายที่สุด ศาลฎีกาไม่มีอำนาจพิจารณาคดีเหล่านี้ สิ่งที่ต้องตอบให้ได้จึงไม่ใช่แค่ว่าอำนาจนั้นเป็นขององค์กรใด แต่คือสุดท้าย ระบบที่เหลืออยู่จะตรวจสอบผู้มีอำนาจได้จริงเพียงใด โดยเฉพาะหากผู้มีอำนาจนั้นพัวพันกับ ‘สีน้ำเงิน’ กันทั้งหมด

Tags: , , , , ,