“เป้าหมายของเราคือต้องการเปลี่ยนระบบการปกครองของอิหร่าน”
“สหรัฐฯ มีจุดประสงค์คือการทำลายศักยภาพด้านขีปนาวุธของอิหร่าน”
“อิสราเอลคือประเทศที่เริ่มต้นโจมตีอิหร่าน ไม่ใช่สหรัฐฯ”
ข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของถ้อยแถลงเกี่ยวกับสงครามในอิหร่านจากกลุ่มผู้มีอำนาจต่อการกำหนดนโยบายสงครามและการทหารภายในรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งต่างก็ทยอยออกมาแสดงความคิดเห็นกับสื่ออย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่วันแรกของการเปิดฉากโจมตีอิหร่าน
คำอธิบายเหล่านี้มีลักษณะคลุมเครือ เปลี่ยนแปลงไปมา และบางครั้งก็ไม่สอดคล้องกันเอง จนสร้างความสับสนให้กับผู้คนทั่วโลกที่กำลังติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด
ความขัดแย้งต่อจุดยืนในสงครามยังลามไปถึงภายในสภาคองเกรส เมื่อสมาชิกรัฐสภาจากพรรคเดโมแครตบางส่วน ซึ่งเป็น ‘พรรคฝ่ายค้าน’ ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) โหวต ‘คว่ำมติจำกัดอำนาจของประธานาธิบดี’ ในการทำสงคราม เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2026 ที่ผ่านมา ด้วยคะแนนเสียง 219 ต่อ 212 เสียง โดยคะแนนเสียงของพวกเขากลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทำให้ทรัมป์สามารถเดินหน้าปฏิบัติการทางการทหารต่อไปได้
ทั้งจุดยืนและเป้าหมายที่ชวนสับสน คำอธิบายสาเหตุการเริ่มต้นสงครามที่วกไปวนมา และแผนรับรองการทำสงครามที่ไม่แน่ชัด กำลังสร้างข้อสงสัยให้กับประชาชนว่า สหรัฐฯ กำลังมุ่งหวังอะไรจากการทำสงครามครั้งนี้ หรือแท้จริงแล้ว สหรัฐฯ กำลังถูกบีบจากอิสราเอลให้ทำสงครามกับอิหร่านกันแน่
ข้อสงสัยนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไร้ที่มาแต่อย่างใด เพราะในความเป็นจริงสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกันอย่างยาวนาน อีกทั้งการเมืองภายในของสหรัฐฯ ยังมักเชื่อมโยงกับกลุ่มล็อบบี้ของอิสราเอลที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางอีกด้วย
ข้อสันนิษฐานนี้เริ่มดูมีเค้าลางมากขึ้น เมื่อมีการตรวจสอบข้อมูลของสมาชิกพรรคเดโมแครต (Democratic Party) ที่โหวตสวนกับจุดยืนของพรรคตนเองและพบว่า สมาชิกเหล่านี้กำลังได้รับเงินทุนสนับสนุนจากกลุ่ม AIPAC (American Israel Public Affairs Committee) ตัวละครที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการเมืองภายในของสหรัฐฯ
The Momentum ชวนทำความเข้าใจการกำหนดนโยบายต่างประเทศและการทหารของสหรัฐฯ ผ่านบทบาทและอิทธิพลของกลุ่ม AIPAC
กลุ่ม AIPAC คือใคร: เงิน อำนาจ การเมือง เพื่ออิสราเอล
เมื่อพูดถึงคำว่า ‘กลุ่มล็อบบี้ทางการเมือง’ หลายคนอาจนึกถึงภาพของกลุ่มอำนาจมืดที่กำลังเข้าแทรกแซงประเด็นต่างๆ ทางการเมือง
ทว่าหากอ้างอิงตามทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้ว เราจะพบว่า การกำหนดนโยบายต่างประเทศของแต่ละชาติไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่กลุ่มล็อบบี้ภายในประเทศยังถือเป็นกลุ่มที่มีส่วนขับเคลื่อนการกำหนดนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในหลายกรณีกลุ่มดังกล่าวมีอิทธิพลมากกว่าคณะรัฐบาลเสียด้วยซ้ำ
เฉกเช่นเดียวกับการเมืองภายในของสหรัฐฯ ที่กลุ่มล็อบบี้ต่างๆ สามารถแสดงบทบาททางการเมืองได้อย่างเปิดเผย และกลุ่ม AIPAC คือหนึ่งในภาพตัวอย่างที่ชัดเจนมากที่สุด
กลุ่ม AIPAC เป็นกลุ่มล็อบบี้อิสราเอลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในการเมืองสหรัฐฯ ซึ่งเริ่มต้นมีบทบาทมาตั้งแต่ปี 1954 และจนถึงปัจจุบัน AIPAC มีสมาชิกภายในองค์กรรวมทั้งสิ้น 6 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเมืองชาวอเมริกันเชื้อสายยิว
การล็อบบี้ของ AIPAC ส่วนใหญ่มักอยู่ในรูปแบบของการให้เงินสนับสนุนนักการเมืองจากทั้งพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน (Republican Party) ตั้งแต่ช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง ไปจนถึงช่วงที่นักการเมืองเหล่านี้ก้าวเข้าสู่สภาฯ และมีอำนาจในการลงคะแนนเสียงต่อนโยบายสำคัญของประเทศ
ข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการของ AIPAC เปิดเผยว่า ในปี 2024 AIPAC ให้การสนับสนุนทางการเงินโดยตรงแก่นักการเมืองจากทั้ง 2 พรรคจำนวน 361 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 53 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1,700 ล้านบาท)
AIPAC ตัวละครลับผู้อยู่เบื้องหลังสงครามในตะวันออกกลาง
AIPAC เน้นย้ำต่อสาธารณชนอยู่เสมอว่า ‘เป้าหมายหลัก’ ขององค์กร คือ การผลักดันให้รัฐบาลสหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจโลก กำหนดนโยบายต่างๆ ที่เอื้อต่อผลประโยชน์และความมั่นคงของอิสราเอลมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
กลุ่มล็อบบี้ดังกล่าวให้ความสำคัญอย่างสูงสุดต่อนโยบายที่เสริมสร้างความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอล ทั้งการสนับสนุนความช่วยเหลือด้านเงินทุนและอาวุธยุทโธปกรณ์แก่อิสราเอล นโยบายการต่อต้านการเหยียดชาวยิวและกลุ่มก่อการร้าย รวมถึงการสนับสนุนมาตรการที่มุ่งสกัดกั้นอิหร่าน โดยเฉพาะการยับยั้งโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน
เมื่อพิจารณาถึงเป้าหมายของกลุ่มล็อบบี้นี้ก็อาจช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมกองทัพของสหรัฐฯ จึงได้รับงบประมาณจำนวนมหาศาลจาก AIPAC นับตั้งแต่สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ต่อเนื่องมาจนถึงสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน
หรือแม้แต่การที่สหรัฐฯ ในฐานะหนึ่งในสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council: UNSC) คอยใช้สิทธิออกเสียงยับยั้ง (Veto) เพื่อขัดขวางการประณามหรือคว่ำบาตรอิสราเอลจากการรุกรานปาเลสไตน์ตลอดช่วงเวลาเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา ก็พอจะสะท้อนให้เห็นถึงอำนาจอันทรงพลังของกลุ่ม AIPAC ได้เป็นอย่างดี
ในวันที่ AIPAC ถูกตั้งคำถาม
อย่างไรก็ตาม AIPAC ซึ่งเคยดำเนินบทบาทอยู่เบื้องหลังคณะรัฐบาลสหรัฐฯ มาตลอด กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากสาธารณชนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ท่ามกลางความคลุมเครือในคำแถลงจากตัวผู้นำสหรัฐฯ แผนการทำสงครามที่ไร้ทิศทาง และการผลาญงบประมาณของประเทศจำนวนมากไปกับสงครามครั้งนี้ ทำให้อิทธิพลและเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนภายในประเทศเริ่มส่งเสียงออกมามากขึ้นเรื่อยๆ
สื่อท้องถิ่นของรัฐอิลลินอยส์รายงานว่า การเลือกตั้งกลางเทอมในช่วงปลายปีนี้กำลังมีอิทธิพลต่อท่าทีของผู้ลงสมัครสมาชิกรัฐสภาในรัฐอย่างเห็นได้ชัด โดยผู้สมัครจำนวนไม่น้อยที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจาก AIPAC เริ่มแสดงความเห็นต่อสงครามครั้งนี้อย่างระมัดระวังมากขึ้น หลังฐานเสียงคนรุ่นใหม่และกลุ่มหัวก้าวหน้าเริ่มแสดงความไม่พอใจต่อสงครามที่ยืดเยื้อมากจนเกินไป
ขณะเดียวกัน ปีเตอร์ ไบนาร์ต (Peter Beinart) นักเขียนและนักวิเคราะห์การเมือง ตั้งข้อสังเกตว่า แม้การโจมตีทางอากาศและการเลือกใช้เทคโนโลยีในการทำสงครามจะสะท้อนถึงความเหนือกว่าของสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตามการเลี่ยงการปะทะภาคพื้นดินและการพึ่งพาชาติพันธมิตรในตะวันออกกลางมากขึ้น ก็เผยให้เห็นถึงข้อจำกัดประการหนึ่ง นั่นคือ รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่สามารถดึงแรงสนับสนุนจากภาคประชาชนเพื่อทำ ‘สงครามระยะยาว’ เหมือนที่ผ่านมาได้
ขณะที่ จอช นาธาน คาซิส (Josh Nathan Kazis) ผู้อำนวยการข่าวจาก Jewish Currents วิเคราะห์ว่า ท่าทีแข็งกร้าวของ AIPAC ซึ่งต้องการมุ่งทำลายศักยภาพของอิหร่าน กำลังสวนทางกับความต้องการของชาวยิวบางกลุ่มในสหรัฐฯ เนื่องจากยังมีชาวยิวจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับการทำสงคราม
นาธานยังเตือนเอาไว้ว่า การที่กลุ่มล็อบบี้นี้พยายามผูกโยงอัตลักษณ์ความเป็นยิวเข้ากับนโยบายสงคราม อาจกระตุ้นให้เกิดกระแสต่อต้านชาวยิวและเพิ่มความเสี่ยงต่อความรุนแรงในอนาคต
แม้สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้อาจไม่ได้หมายถึงจุดจบของ AIPAC กลุ่มล็อบบี้ที่มีอิทธิพลต่อสหรัฐฯ มานานกว่า 7 ทศวรรษ แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่า อำนาจของกลุ่มล็อบบี้ดังกล่าวกำลังถูกตั้งคำถามจากสังคมมากขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง สงครามครั้งนี้กำลังแสดงให้เห็นว่า ‘ภาคประชาชน’ ก็เป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศ ไม่ต่างจากกลุ่มล็อบบี้ เฉกเช่นที่เคยเกิดขึ้นในยุคสงครามเวียดนาม ซึ่งทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ จำเป็นต้องทบทวนทิศทางของสงครามในท้ายที่สุด
ที่มา:
– https://jacobin.com/2026/03/aipac-trump-israel-democrats-iran
– https://www.alquds.com/en/posts/231012
– https://www.theguardian.com/us-news/2026/mar/02/rubio-us-attack-israel-iran
Tags: AIPAC, กลุ่มล็อบบี้ยิสต์, อิหร่าน, นโยบายการต่างประเทศ, อิสราเอล, Iran, ชาวยิว, ตะวันออกกลาง, Us, สหรัฐ, สงครามอิหร่านสหรัฐ




