วันนี้ (5 พฤศจิกายน 2569) วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ขึ้นปาฐกถาบนเวที The Standard Economic Forum 2026 ในหัวข้อ The Future of Thai Finance: Trust, Transparency & Growth ตอนหนึ่งกล่าวถึงสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในความผันผวนอย่างมาก โดยชี้ให้เห็นว่า ในอดีตโลกใช้เวลานานกว่าจะเกิดวิกฤตใหญ่ ทว่า 5 ปีให้หลัง สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครน สงครามการค้า ตลอดจนวิกฤตความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศไทยตลอดเวลา
ส่วนผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ที่ผ่านมา ตลาดตอบสนองอย่างรวดเร็ว เช่น ราคาน้ำมันที่ปรับลดลง 9% เป็นผลจากความเชื่อที่ว่าสงครามจะจบในเร็ววัน รวมถึงหุ้นหลายตัวมีการปรับตัวบวกมากขึ้น
ทั้งนี้ ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติคาดการณ์ว่า จากผลการเลือกตั้งที่พรรคเดโมแครต (Democratic Party) ครองเสียงข้างมากในสภาสูงและสภาล่างของสหรัฐฯ จะกระทบต่อเรื่องการลงทุนใน Data Center และการกู้เงินของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งท้ายที่สุดจะกระทบต่อภาคการค้าของไทยด้วย
วิทัยมองว่า ประเทศไทยยังรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างดี โดยเศรษฐกิจในปีนี้คาดการณ์ว่าจะโตอยู่ที่ 2.4% ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.1% ซึ่งถือว่าอยู่ภายใต้กรอบเป้าหมาย
โดยปัจจุบันประเทศไทยได้เข้าไปอยู่ในวงจรของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เป็นผลให้ภาคการส่งออกของประเทศไทยในปีนี้ทำได้เป็นอย่างดี ส่วนภาคการลงทุนของเอกชนโตอยู่ที่ 13% ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่สูงสุดเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม แบงก์ชาติยังกังวลในเรื่องการลงทุนว่าจะกระจายโอกาสไปให้เศรษฐกิจในภาคส่วนอื่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเติบโตของเศรษฐกิจในลักษณะ K-Shaped ปัจจุบันบริษัทส่งออกที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ AI โตกว่า 50% ขณะที่ธุรกิจอื่นส่งออกโตเพียง 10% เพราะยังไม่สามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของ AI ได้
วิทัยเปิดเผยว่า แบงก์ชาติให้ความสำคัญกับเสถียรภาพและการประคับประคองให้เศรษฐกิจเติบโตในอัตราที่เหมาะสม เพราะการที่เศรษฐกิจโตเพียง 2% นั้นต่ำเกินไป เป็นผลให้รายได้ของธุรกิจ SMEs ไม่เพียงพอกับรายจ่าย โดยในปีนี้แบงก์ชาติปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งอยู่ที่ระดับ 1.0% และดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างกว่า 18 โครงการ
ทั้งนี้ วิทัยระบุด้วยว่า ระบบการเงินของไทยจำเป็นต้องพึ่งพาความเชื่อมั่น ความโปร่งใส และความครอบคลุมให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงสินเชื่อ เพื่อนำไปสู่การเติบโตในระยะยาว โดยสถานะของระบบการเงินของไทยมีความเข้มแข็งเป็นอย่างมาก สถาบันการเงินของไทยมีความเข้มแข็งสูงมาก มีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 20% ขณะที่สภาพคล่องอยู่ที่ 200% และเงินสำรองอยู่ที่ 192%
ข้อมูลจากแบงก์ชาติเผยว่า ปัจจุบันคนไทยกว่า 90% มีบัญชีเงินฝาก และกว่า 83% ใช้ระบบชำระเงินดิจิทัล (Digital Payment) มากเป็นอันดับ 1 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ของไทยมีประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก โดยมีการชำระเงินกว่า 54 ล้านล้านบาทต่อปี ขณะที่ตัวเลขการเบิกเงินสดที่สาขาของธนาคารลดลงต่อเนื่องจากระบบชำระเงินดิจิทัล
“ระบบชำระเงินที่แข็งแรงเช่นนี้เป็นจุดที่ทำให้เกิดการพัฒนาต่อยอดของไทยต่อไปได้ ไม่ว่าจะเป็นพร้อมเพย์หรือเป๋าตัง ท้ายที่สุดจะอยู่ในระบบที่เรียกว่า BAHTNET ซึ่งจะเป็นกระดูกสันหลังที่สำคัญของระบบการเงินไทย”
ในประเด็นความโปร่งใส ซึ่งสำคัญต่อระบบการเงิน วิทัยเปิดเผยว่า 12 เดือนที่ผ่านมา แบงก์ชาติให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง 4 เรื่อง ได้แก่
1. การแก้ไขหนี้ครัวเรือน
2. การดึง SMEs เข้าสู่ระบบสินเชื่อ
3. การใช้บริการทางการเงินด้วยต้นทุนที่เป็นธรรม
4. การแก้ไขปัญหาเงินเทาผ่านสถาบันการเงิน
นอกจากนั้นในการประชุม IMF-World Bank 2026 เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แบงก์ชาติออกเอกสาร Bangkok Blueprint ที่มี 12 แนวทางป้องกันภัยการเงินดิจิทัล ถือเป็นหลักเกณฑ์สำคัญให้หลายประเทศยึดถือแนวทางในการดำเนินการแก้ไขภัยการเงินดิจิทัล
ขณะที่ประเด็นความครอบคลุมทางการเงิน วิทัยกล่าวว่า กว่า 48% ของ GDP ไทยเป็นเศรษฐกิจที่อยู่นอกระบบและ 13% เป็นธุรกิจสีเทา ซึ่งในประเด็นเศรษฐกิจนอกระบบนี้ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากธุรกิจ SMEs มีเพียง 1 ใน 3 ที่อยู่ในระบบสินเชื่อ การนำ SMEs เข้าสู่ระบบจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ได้มากกว่าการไม่อยู่ในระบบ เพราะธุรกิจจะมีต้นทุนที่ต่ำกว่า
ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติทิ้งท้ายว่า เศรษฐกิจจะเติบโตได้ก็ต่อเมื่อมีการจัดสรรทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม ลดการรั่วไหลของเงินจากธุรกิจสีเทาและคอร์รัปชัน รวมถึงการนำเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบจะช่วยให้เศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศเติบโตได้
Tags: ธนาคาร, การเงิน, ธนาคารแห่งประเทศไทย, พร้อมเพย์, แบงก์ชาติ, SME, ระบบการเงิน, วิทัย รัตนากร, Payment




