เช้าวันที่ 4 พฤศจิกายน 2026 หลังผลเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาเริ่มชัดเจน อีลอน มัสก์ (Elon Musk) โพสต์บน X สั้นๆ ว่า “Guess my election-interfering space lasers didn’t work this time” (สงสัยเลเซอร์อวกาศแทรกแซงการเลือกตั้งของฉันรอบนี้คงใช้ไม่ได้ผล) มันคือมุกตลกของคนที่เพิ่งเสียเงินไปเกือบ 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1.67 หมื่นล้านบาท) เพื่อสนับสนุนพรรครีพับลิกัน ทว่าไม่ได้อะไรกลับมาเลย

เดโมแครตกวาดที่นั่งในทั้ง 2 สภา ฝั่งสภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) ชนะไปแล้วอย่างน้อย 228 ที่นั่ง และนำอยู่อีก 34 เขต อาจจบที่เกิน 260 ที่นั่ง ซึ่งจะเป็นผลงานดีที่สุดของพรรคนับตั้งแต่ปี 1990 ส่วนวุฒิสภาชนะแล้ว 54 ที่นั่ง เกินเสียงข้างมาก 51 ที่นั่งไปสบายๆ ทั้งที่หลังเลือกตั้งปี 2024 รีพับลิกันยังคุมทั้ง 2 สภา

ความพ่ายแพ้ครั้งนี้น่าสนใจตรงที่มัสก์ไม่จำเป็นต้องทุ่มขนาดนี้ก็ได้ เพราะเมื่อปีก่อน เขาคือคนที่แตกหักกับ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) อย่างเปิดเผย หลังนำทีมกระทรวงประสิทธิภาพของรัฐบาล (Department of Government Efficiency: DOGE) ตัดงบประมาณภาครัฐในช่วงต้นสมัยที่ 2 ของทรัมป์ และออกจากตำแหน่งเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2025 พร้อมกุญแจทองที่ทรัมป์มอบให้ ไม่กี่สัปดาห์ต่อมาความสัมพันธ์ก็พังลง มัสก์กล่าวหาว่าทรัมป์ปกปิดแฟ้มคดี เจฟฟรีย์ เอปสตีน (Jeffrey Epstein) และถึงขั้นประกาศตั้งพรรคการเมืองของตัวเอง ในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกันนั้นเขายังบอกว่า “ในแง่การใช้จ่ายทางการเมือง ผมจะทำน้อยลงมากในอนาคต”

แต่การเมืองของคนระดับมัสก์ไม่เคยเป็นเรื่องอารมณ์อย่างเดียว เขากลับมาคืนดีกับทรัมป์ที่งานรำลึกถึง ชาร์ลี เคิร์ก (Charlie Kirk) ไปร่วมงานเลี้ยงมกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบียที่ทำเนียบขาวเมื่อพฤศจิกายน 2025 โดยมีรายงานว่า เจ.ดี. แวนซ์ (J.D. Vance) รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นคนช่วยประสาน ก่อนสิ้นปี สำนักข่าว Axios รายงานว่าเขาเริ่มเซ็นเช็คก้อนใหญ่ให้ผู้สมัครรีพับลิกันอีกครั้ง คำสัญญาว่าจะ ‘ทำน้อยลง’ จึงกลายเป็นการทุ่มมากกว่าเดิม

สัญญาณชัดที่สุดมาตั้งแต่วันแรกของปี 2026 เมื่อมัสก์โพสต์บน X ว่า “America is toast if the radical left wins. They will open the floodgates to illegal immigration and fraud. Won’t be America anymore.” (อเมริกาจบเห่แน่ถ้าฝ่ายซ้ายสุดโต่งชนะ พวกเขาจะเปิดประตูระบายน้ำให้ผู้อพยพผิดกฎหมายและการฉ้อโกง มันจะไม่ใช่อเมริกาอีกต่อไป)

ตลอดปี เขายกระดับถ้อยคำขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพูดถึง เจมส์ ทาลาริโก (James Talarico) ผู้สมัครวุฒิสมาชิกเท็กซัสจากเดโมแครต (ซึ่งสุดท้ายชนะการเลือกตั้ง) มัสก์กล่าวว่าทาลาริโกต้องการเปิดพรมแดนและทำให้ทุกคนถูกกฎหมาย เพื่อสร้างเสียงข้างมากถาวรและยุติประชาธิปไตยในสหรัฐฯ

พอใกล้วันเลือกตั้ง น้ำเสียงเปลี่ยนจากคำเตือนเป็นการตั้งรับ เมื่อสำนักข่าว Politico รายงานว่าเดโมแครตเตรียมแนวทางสอบสวน DOGE สัญญาภาครัฐ และผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างบริษัทของมัสก์กับรัฐบาล หากครองสภาได้ มัสก์ตอบกลับเมื่อวันที่ 21 ตุลาคมว่าเขาอยู่ได้ด้วย ‘ดาบ’ และจะตายด้วย ‘ดาบ’ ซึ่งคล้ายกับสำนวนไทยว่า ‘ดาบนั้นคืนสนอง’ พร้อมกับขู่ว่าใครก็ตามที่หาเรื่อง เขาจะสืบหาคนชักใยเบื้องหลัง และเล่นงานคนเหล่านั้น ไม่ได้เล่นงานเพียงหุ่นเชิด

กล่าวอีกแบบคือ มัสก์รู้ดีว่าสิ่งที่เดิมพันไม่ใช่แค่นโยบายผู้อพยพ แต่คืออำนาจตรวจสอบของสภาคองเกรสที่จะหันกลับมาหาตัวเขาเอง

คำพูดเหล่านั้นมาพร้อมเงินก้อนโต จากการรวบรวมของสำนักข่าว The New York Times มัสก์ใช้เงินอย่างน้อย 474 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.58 หมื่นล้านบาท) ในการสนับสนุนพรรครีพับลิกันในศึกนี้ มากกว่าผู้บริจาครายใดในรอบนี้ ส่วนตัวเลขที่ยืนยันได้จากเอกสารคณะกรรมการการเลือกตั้งกลาง (Federal Election Commission: FEC) ถึงวันที่ 14 ตุลาคม อยู่ที่ 445.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.48 หมื่นล้านบาท) เฉพาะไตรมาสที่ 3 ไตรมาสเดียวเขาให้ไปกว่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 8,366 ล้านบาท) ตัวเลขทั้งหมดสูงกว่าที่เขาใช้ช่วยทรัมป์ชนะเลือกตั้งปี 2024 ซึ่งอยู่ที่ราว 290 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 9,700 ล้านบาท) ด้วยซ้ำ

เงินไหลไปที่ไหนบ้าง มัสก์สนับสนุนกลุ่ม ‘ซูเปอร์แพค’ (America PAC) ที่มัสก์ก่อตั้งเพื่อเน้นปลุกฐานเสียงรีพับลิกัน ขณะเดียวกันยังจ่ายไปยัง Senate Leadership Fund พร้อมกับส่งต่อไปยัง Texas PAC สนับสนุน เคน แพ็กซ์ตัน (Ken Paxton) ผู้สมัครวุฒิสมาชิกเท็กซัส ขณะเดียวกันยังจ่ายเงินอีกก้อนเพื่อสนับสนุน เกร็ก แอบบอตต์ (Greg Abbott) ผู้ว่าการรัฐเท็กซัส 

จุดที่น่าสังเกตคือ เงินก้อนใหญ่ที่สุดไม่ได้ไปที่สนามชี้ขาดอย่างสภาฯ หากไปกองอยู่ที่เท็กซัส รัฐที่เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของทั้ง Tesla และ SpaceX เขาใช้เงินกับการเลือกตั้งในเท็กซัสรวม 224 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนใหญ่เพื่อผลักแพ็กซ์ตันเข้าวุฒิสภา ผลคือทาลาริโกชนะ กลายเป็นเดโมแครตคนแรกที่ชนะสนามวุฒิสภาเท็กซัสนับตั้งแต่ปี 1988 ขณะที่ กีนา ฮีโนโฮซา (Gina Hinojosa) จากเดโมแครต ล้มแอบบอตต์ขึ้นเป็นผู้ว่าการรัฐได้ ไม่เพียงเท่านั้น เดโมแครตยังคว้าทั้งตำแหน่งอัยการรัฐไปด้วย

ทาลาริโกเองก็ใช้เงินของมัสก์เป็นอาวุธหาเสียง เขาบอกว่าแคมเปญต้องสู้กับยักษ์ใหญ่ รวมถึง ‘คนที่รวยที่สุดในโลก’ และหาเสียงด้วยนโยบายคุมศูนย์ข้อมูล เงินที่มุ่งซื้ออิทธิพลจึงกลายเป็นหลักฐานให้ฝ่ายตรงข้ามชี้ว่ามหาเศรษฐีมีอำนาจทางการเมืองมากเกินไป

ตลาดตอบสนองทันที เช้าวันที่ 4 พฤศจิกายน หุ้น Tesla ร่วงกว่า 5% ตอนเปิดตลาด ส่วนหุ้น SpaceX ที่เพิ่งเข้าตลาดเมื่อเดือนมิถุนายน ร่วงกว่า 7% ก่อนจะค่อยๆ ฟื้น ถึงช่วงสาย Tesla ยังติดลบราว 2.7% ที่ 387.7 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.3 หมื่นบาท) ขณะที่ดัชนี Nasdaq ทั้งตลาดแทบไม่ขยับ นั่นหมายความว่านักลงทุนไม่ได้กลัวเศรษฐกิจทั้งระบบ แต่กำลังตีราคา ‘ความเสี่ยงว่าด้วยมัสก์’ โดยเฉพาะ

รัส โมลด์ (Russ Mould) นักวิเคราะห์ สรุปสั้นๆ กับสำนักข่าว Bloomberg ว่าแรงกดดันสำคัญมาจากการที่เท็กซัสได้วุฒิสมาชิกมาจากเดโมแครต เรื่องนี้น่าสนใจก็เพราะเท็กซัสคือฐานการผลิตใหญ่ที่สุดของ Tesla ในสหรัฐฯ เป็นที่ที่ Tesla และ SpaceX กำลังผลักดันโรงงานชิปมูลค่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3.37 ล้านล้านบาท)

ขณะเดียวกัน ผู้ว่าการรัฐเท็กซัสคนใหม่คือคนที่หาเสียงต่อต้านการอุดหนุนภาคธุรกิจและเสนอพักการสร้าง Data Center ใหม่ มัสก์ตอบเรื่องนี้ด้วยมุกอีกมุกว่า Data Center ในอวกาศดูน่าสนใจขึ้นมาเลยทีเดียวในตอนนี้

ในระดับชาติ ความเสี่ยงอีกเรื่องคือการสอบสวนวุฒิสมาชิก เอ็ดเวิร์ด มาร์คีย์ (Edward Markey) จากเดโมแครต โพสต์บน X ว่าคงต้องปลูกป่าใหม่มาทำกระดาษพิมพ์หมายเรียก SpaceX พึ่งพาสัญญารัฐมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนสภาคองเกรสที่เดโมแครตคุมจะมีอำนาจเรียกดูทั้งสัญญาเหล่านั้น และบทบาทของมัสก์ใน DOGE ที่เคยเข้าถึงข้อมูลอ่อนไหวอย่างฐานข้อมูลประกันสังคม

อีกเรื่องที่อาจสะดุดคือแผนควบรวม Tesla กับ SpaceX ซึ่งคณะกรรมการอิสระของทั้ง 2 บริษัทกำลังศึกษาอยู่ และตั้งเป้าไว้ว่าจะประกาศดีลในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2027 แม้นักวิเคราะห์มองตรงกันว่าสภาคองเกรสไม่มีอำนาจหยุดดีลเอกชนได้โดยตรง แต่ก็ทำให้ช้าลงได้ด้วยการตรวจสอบ วันนี้ราคาหุ้นของ Tesla ขึ้นกับรถไร้คนขับ Robotaxi และ AI เกือบทั้งหมด และเรื่องนี้ล้วนเป็นธุรกิจที่แขวนอยู่กับการกำกับดูแลของรัฐแทบทั้งสิ้น

ทั้งนี้ ถ้าวัดกันที่ตัวเงินอย่างเดียว 474 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แทบไม่มีความหมายสำหรับมัสก์ เขากลายเป็นมหาเศรษฐีระดับล้านล้านดอลลาร์หลัง SpaceX เข้าตลาดหุ้นเมื่อเดือนมิถุนายน เงินก้อนนี้จึงคิดเป็นไม่ถึง 0.05% ของความมั่งคั่งทั้งหมด

กระนั้นเอง สิ่งที่เขาเสียไปจริงคือ 3 อย่างที่ตีเป็นตัวเงินไม่ได้ 

อย่างแรก ภาพของ Kingmaker ที่เคยช่วยพาทรัมป์กลับทำเนียบขาวในปี 2024 พังลงในสนามที่เขาเลือกเองและทุ่มหนักที่สุด อย่างที่สอง เกราะกำบังทางสถาบันที่รัฐบาลพรรคเดียวคุมทั้งทำเนียบขาวและสภาฯ เคยมอบให้ ต่อจากนี้คณะกรรมาธิการต่างๆ จะอยู่ในมือฝ่ายที่เขาขู่ว่าจะ ‘เล่นงานคนชักใย’

และสุดท้าย พันธมิตรในรัฐบ้านเกิดของธุรกิจ เท็กซัสที่เคยเป็นที่พักพิงทางกฎระเบียบกลายเป็นรัฐที่ผู้ว่าการ วุฒิสมาชิก และอัยการรัฐมาจากฝ่ายที่เขาทุ่มเงินขัดขวาง

กระนั้นก็ไม่ควรอ่านสถานการณ์เกินจริง ทรัมป์ยังถืออำนาจวีโต้ (VETO) และคุมหน่วยงานกำกับดูแลฝ่ายบริหารไปอีก 2 ปี การสอบสวนของสภาฯ สร้างแรงกดดันและพาดหัวข่าวได้ แต่ไม่ได้แปลว่าจะออกกฎหมายหรือยกเลิกสัญญาได้เอง

สัญญาณที่ต้องจับตาคือมัสก์จะเลือกเส้นทางไหน ถอยกลับไปทำตามคำพูดปี 2025 ว่าจะ ‘ทำน้อยลง’ หรือเดินหน้าเต็มตัว สนับสนุนแคนดิเดตประธานาธิบดีสู่ศึกชิงทำเนียบขาวปี 2028 ด้วยอาวุธชิ้นเดิมคือเงิน แพลตฟอร์ม X และคำเตือนว่า อเมริกากำลังจะจบเห่

บทเรียนที่ใหญ่กว่าตัวมัสก์อยู่ที่ตัวระบบ ผู้บริจาค 20 อันดับแรกของศึกนี้ให้เงินรวมกันราว 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 6.6 หมื่นล้านบาท) ทั้ง 2 ฝั่งต่างมีมหาเศรษฐีหนุนหลัง ครั้งนี้ฝ่ายที่มีเงินมากที่สุดแพ้

แต่นั่นหมายความว่าระบบที่ปล่อยให้คนคนเดียวทุ่มเงินเกือบครึ่งพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เข้าสนามเลือกตั้งได้ผ่านการทดสอบแล้วหรือ หรือเพียงแต่รอบนี้ความไม่พอใจต่อผู้มีอำนาจดังกว่าเสียงเงิน

คำถามสุดท้ายก็คือ ถ้าเงิน 474 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซื้อชัยชนะไม่ได้ สุดท้ายสามารถซื้ออะไรได้บ้าง และถ้าคนที่เคยบอกว่าอเมริกาจะ ‘จบเห่’ หากเดโมแครตชนะ ตอนนี้เลือกที่จะหัวเราะกับความพ่ายแพ้ของตัวเอง แล้วหลังจากนี้ คำเตือนครั้งต่อไปของเขาจะยังมีน้ำหนักสักเท่าไร

ที่มา:

– https://www.newsweek.com/elon-musk-donate-republican-campaigns-midterms-elections-2026-12660475

– https://www.aljazeera.com/news/2026/11/4/musk-makes-light-of-defeats-after-record-spend-on-republican-candidates

Tags: , , , , , , , , ,