“…จุดตัวเองก็ยอมทันใด ให้ลุกเป็นไฟขึ้นมา เพียงปรารถนา ดอกทานตะวัน หันมองสักครั้ง…”
เพลง ไม้ขีดไฟกับดอกทานตะวัน คำร้องโดย ประภาส ชลศรานนท์
ทุกครั้งที่อ่านเนื้อเพลงที่ยกมาอย่างย่นย่อนี้ เรื่องราวของการเสียสละทุกสิ่งเพื่อให้คนที่ตนรักหันมามองเพียงชั่วครู่ ด้วยเชื่อว่าแสงสีทองที่สว่างวาบเพียงชั่วพริบตานั้น เป็นเครื่องพิสูจน์ความรักอันยิ่งใหญ่ได้ หากเป็นเช่นนั้น ‘การเผาตัวตายตามสามี’ จะพิสูจน์ความซื่อสัตย์ของภรรยาได้จริงไหม
ความตายบนกองฟอนของพิธี ‘สตี’ หรือ ‘สุตี’ นั้น เป็นหมายเหตุแห่งความเป็นหญิงที่ดีจริงๆ อย่างนั้นจริงไหม หรือเป็นเพียง ‘รอยด่างพร้อย’ ที่ผู้หญิงต้องแบกรับภาระ ความคาดหวังทางสังคมด้วยความตายอย่างทรมานมานับศตวรรษ
ปัจจุบันพิธีกรรมนี้ถูกพยายามทำให้หายไปจากประวัติศาสตร์ความทรงจำ ราชา ราม โมหัน รอย (Raja Ram Mohan Roy) นักคิดและนักปฏิรูปสังคม-ศาสนาชาวเบงกอล ได้ผลักดันกฎหมายมากมายเพื่อพัฒนาศาสนาฮินดูและสังคมอินเดียให้มีความเป็นสากล หนึ่งในนั้นคือการตรา Bengal Sati Regulation (ปี 1829) ยกเลิกการเผาตัวตายตามกันในพื้นที่ทั้งหมดของรัฐเบงกอล หากผู้ใดบังคับหรืออนุญาตให้ภรรยาหม้ายของผู้ตายต้องกระทำการกระโดดเข้าสู่พระเพลิงทั้งเต็มใจ หรือไม่เต็มใจก็ตามต้องได้รับโทษตามกฎหมาย
กระนั้นเมื่อใครพูดถึงพิธีสตีขึ้นมา ความกระอักกระอ่วนในอดีตที่มิอาจลบหายไปได้ก็มักจะกลับมาเสมอ แต่ทำไมกันนะ หรือเพราะจริงๆ แล้ว สังคมบางส่วนของอินเดียยังไม่ได้เคลื่อนตัวออกห่างจากลมหายใจของเปลวเพลิงเท่าไรนัก เพื่อทำความเข้าใจถึงที่มาที่ไปของข้อปฏิบัติทางสังคมอันล่อแหลมนี้ และเพื่อให้เข้ากับห้วงเวลาของเทศกาลนวราตรีที่เพิ่งผ่านพ้นไป
คอลัมน์ Indianiceation จึงขอพาทุกท่านย้อนไปทำความรู้จักแง่มุมต่างๆ ที่พันพัวรอบรัดกองไฟแห่งสตี จากเทพเจ้าบนสวรรค์ สู่หน้าประวัติศาสตร์ ผ่านหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์
‘สตี’ ผู้เป็นเจ้าแม่และเมียรัก
จุดหมายแรกที่เราจะต้องย้อนไปดูในหลายๆ ครั้ง ที่เราศึกษาวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อินเดีย คือคัมภีร์ทางศาสนา ในคัมภีร์ฤคเวท มณฑลที่ 10 สูกตะที่ 18 ฉันท์ที่ 7 ซึ่งกล่าวถึงพิธีศพของชาวอารยัน มีข้อความที่ชี้ให้เห็นว่าสตรีที่สามีตายจะนอนเคียงข้างศพสามีบนเชิงตะกอน
“ขออย่าให้สตรีเหล่านี้กลายเป็นหญิงหม้าย ขอให้ภรรยาที่ดี ผู้ตกแต่งร่างกายด้วยน้ำมันและถือน้ำมันเนย จงสังเวยตนเองแด่พระอัคนี ขอให้สตรีผู้เป็นอมตะ ผู้ไม่ไร้บุตรและสามี ผู้ประดับกายด้วยรัตนาภรณ์ จงเข้าไปในไฟซึ่งมีน้ำเป็นแหล่งกำเนิด”
ข้อความนี้นับว่าเป็นที่ถกเถียงกันมาก แต่นักวิชาการรุ่นหลังหลายคน เช่น โรมิลา ฐาปาร์ (Romila Thapar) ศาสตราจารย์เกียรติคุณด้านประวัติศาสตร์อินเดียโบราณประจำ Jawaharlal Nehru University และอนันต์ เอ. ยัง (Anand A. Yang) ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์และสังคมอินเดียประจำ University of Washington เสนอว่า เป็นการแปลความที่ผิดพลาดของกวีรุ่นหลัง เพื่อสร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้กับพิธีนี้
โดยอนันต์เชื่อว่า คำว่าเข้าไปในไฟ ‘Agneh’ มีไวยากรณ์ที่แปลก เพราะหากจะผันให้ถูกต้อง ควรเป็นคำว่า Agna หรือ Agnau มากกว่า ฉะนั้นคำที่แทนที่ได้ควรจะเป็น Agre ที่แปลว่า ‘ไปก่อน’ ข้อความข้างต้นจึงควรจะแปลว่า
“ขออย่าให้สตรีเหล่านี้กลายเป็นหญิงหม้าย […] จงลุกขึ้นก่อนไฟซึ่งมีน้ำเป็นแหล่งกำเนิดจะถูกจุดขึ้น” เป็นการตายเชิงสัญลักษณ์มากกว่าการตายจริงเชิงกายภาพ นอกจากนั้น โรมิลาเสริมว่า หากจะต้องตายจริงๆ ทำไมในมณฑลเดียวกัน คัมภีร์ฤคเวทจึงสนับสนุนให้หญิงหม้ายแต่งงานใหม่
วิทยา เดเหจิยา (Vidya Dehejia) ศาสตราจารย์เกียรติคุณด้านประวัติศาสตร์และศิลปะอินเดียประจำ Columbia University เสนอว่า ร่องรอยแรกของพิธีสตีในฐานะพิธีกรรมทางสังคมน่าจะเริ่มขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 10 (ปลายสมัยคุปตะ) โดยได้รับอิทธิพลอย่างมากมาจากคัมภีร์ปุราณะ โดยเฉพาะ ‘ศิวะมหาปุราณะ’ (Siva Mahapurana) ซึ่งยกเอาเรื่องราวของพระเทวีองค์หนึ่งนามว่า ‘สตี’ มาขยายต่อจากมหากาพย์รามายณะ และมหาภารตะ โดยเล่าไว้ว่า เทวีพระองค์นี้เป็นพระธิดาในท้าวทักษะ เป็นพระชายาในพระศิวะ แต่ท้าวทักษะผู้เป็นพรหมบุตรกลับรังเกียจพระศิวะ ผู้ปฏิบัติโยคะทาตัวด้วยขี้เถ้า มีภูติผีเป็นบริวาร ทำให้เมื่อครั้งที่ท้าวเธอประกอบพิธียัญญะ ไม่เชิญพระศิวะเข้าร่วม
ครั้นพระนางสตีทรงทราบ พระนางเกิดไม่พอใจที่สวามีของพระนางถูกเหยียดหยามเช่นนี้ พระนางจึงทรงแสดงเทวานุภาพของพระนางเกิดเป็นกองไฟขึ้นเผาตนเอง ความทราบถึงพระศิวะผู้บำเพ็ญพรต ณ มหาบรรพตไกรลาส พระองค์ทรงบันดาลโทสะ เนรมิตอสูรวีรภัทรเข้าสังหารพระยาทักษะตายบนปะรำพิธี ก่อนที่พระองค์จะทรงแบกร่างอันมอดไหม้ของพระนางสตี เต้นอย่างบ้าคลั่งไปทั่วทั้งจักรวาล
เมื่อพระวิษณุทอดพระเนตรเห็น เพื่อความสงบของทั้ง 3 โลก จึงทรงปล่อยสุทัศนจักรเข้าตัดร่างของพระนางสตีตกลงยังมนุษยโลก เกิดเป็น ‘ศักติปีฐะ’ ทั้ง 51 แห่ง (บ้างว่ามีมากถึง 1008 แห่ง) พระศิวะทรงคืนพระสติกลับเข้าสู่สมาธิ พระสตีเทวีทรงอุบัติขึ้นใหม่เป็นพระอุมาเทวี ก่อนจะเสกสมรสกับพระศิวะอีกครั้งในท้ายที่สุด
เทวตำนานข้างต้นส่งผลในทางสังคมหลักๆ 3 ประการ คือ
1. การควบร่วมความเชื่อเรื่องเจ้าแม่ท้องถิ่นเข้าสู่ไศวนิกาย 2. การจัดระบบเจ้าแม่ท้องถิ่นเอง และ 3. การจำกัดความเป็นภรรยาที่ดี
โดยข้อ 3 นี้เองที่อาจจะส่งผลให้เกิดการวางรากฐานของพิธีสตี ซึ่งจะพูดถึงต่อไป อย่างไรก็ดี ความน่าสนใจอย่างหนึ่งคือ ในบางพื้นที่ของอินเดีย โดยเฉพาะในรัฐมหาราชสถาน พระนางสตียังคงได้รับการบูชามาจนถึงปัจจุบัน ในฐานะมหารานีสตี ตัวแทนแห่งความกล้าหาญของผู้หญิง แต่รูปเคารพพระนางกลับมีลักษณะเป็น ‘อนังคะ’ ไม่มีรูปลักษณ์ เนื่องจากร่างของพระนางสลายไปแล้ว ทำให้เทวรูปของพระนางมักถูกสร้างเป็นแผ่นหิน ด้านหนึ่งมีรูปเปลวไฟเล็ก ภายในมีใบหน้า หรือเป็นรูปตรีศูลที่มีดวงตา 1 คู่ประดับอยู่

เทวรูปพระมหารานีสตี, ศิลปะร่วมสมัย, เดลี อินเดีย (ที่มา: อธิพัฒน์ ไพบูลย์)
หากใครต้องการบูชาพระนาง สามารถไปได้ที่วัดเทพมณเฑียร เสาชิงช้า กรุงเทพฯ ที่นั่นจะมีซุ้มเล็กๆ ของพระนาง ประดิษฐานอยู่ไม่ห่างจากเทวรูปของพระศิวะ
‘สตี’ พิธีกรรมความตายและเงื่อนไขสังคม
หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับ ‘การเผาตัวตายตามสามี’ ปรากฏขึ้นครั้งแรกในคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์-มนูสมฤติ (Manusmriti) ซึ่งเขียนขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 10-12 กระนั้น เดวิด บริก (David Brick) รองศาสตราจารย์ด้านภาษาสันสกฤต ประจำ Yale University ชี้ว่า เขาไม่พบการบังคับใช้พิธีกรรมดังกล่าวอย่างแพร่หลายและจริงจัง กระทั่งราวพุทธศตวรรษที่ 15 จึงเริ่มพบการกล่าวถึงพิธีกรรมในคัมภีร์เล่มอื่น รวมถึงการกล่าวโจมตีจากเหล่าพราหมณ์ว่า ‘เป็นพิธีกรรมอันพราหมณ์ควรหลีกเลี่ยงให้มาก’
การแปลความของบริกสนับสนุนการศึกษาก่อนหน้าของโรมิลาที่ว่า พิธีสตีเป็นพลวัตทางสังคมของวรรณะกษัตริย์ในช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 เนื่องจากในเวลานั้นเริ่มปรากฏหลักฐานประเภทหนึ่งที่เรียกว่า ‘สตีศิลา’ (Sati Stone)

สตีศิลา, อายุราวพุทธศตวรรษที่ 21-22, มหาราชสถาน อินเดีย (ที่มา: https://kalemighty.com/2018/04/05/sati-memorials-ii/)
แผ่นหินสลักรูปมือของสตรี เชื่อกันว่าเป็นเครื่องหมายว่า สถานที่แผ่นหินนั้นปักอยู่ ครั้งหนึ่งเคยมีสตรีกระโดดเข้ากองไฟ หรือถูกฝังทั้งเป็นเพื่อตายตามสามี รักษาเกียรติแห่งเลือดขัตติยะ-เสียชีพอย่าเสียสัตย์-ความพยายามเป็นไปเพื่อนิยามตนเองให้แตกต่างจากเหล่าพราหมณ์ โดยหยิบยืมเอาแนวคิดเรื่องความบริสุทธิ์มาใช้เพื่อรักษาสถานะทางสังคมของตน
ตัวเร่งอีกอันหนึ่งคือในช่วงเวลาดังกล่าว การรุกรานของกองทัพมุสลิมจากดินแดนเอเชียกลาง โรมิลากล่าวต่อไปว่า เมื่อนักรบมุสลิมเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ กษัตริย์ฮินดูเดิมจึงพยายามมากขึ้นในการรักษาอัตลักษณ์และความบริสุทธิ์ทางสายเลือดเอาไว้
กษัตริย์ฮินดู โดยเฉพาะกลุ่มที่เรียกตนเองว่า ‘ราชปุต’ (Rajput) ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ในรัฐมหาราชสถาน หนึ่งในดินแดนด่านหน้าที่เข้าปะทะกับกองกำลังมุสลิม เริ่มยึดถือพิธีสตีนี้มากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้นยังมีพวกมราฐาแห่งรัฐมหาราษฏระ ซึ่งก็สู้รบกับสุลต่านแห่งเดลี-ราชวงศ์โมกุลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีความเชื่อว่า สตรีพึงตายดีกว่าจะต้องตกเป็นทาสของคนต่างศาสนา (มุสลิม)
ฉะนั้นหากพิจารณากันตามหลักฐานทางโบราณคดี สตีศิลาจึงมีแนวโน้มการกระจายตัวที่จำกัดอยู่ในพื้นที่ของรัฐทั้งสองนี้เป็นหลัก อาจจะมีในรัฐอื่นซึ่งมีเครือข่ายกับเหล่าราชปุต เช่น คุชราต หรือมัธยประเทศ แต่ไม่ได้กระจายขึ้นไปถึงเขตเทือกเขาหิมาลัยและอินเดียภาคใต้ สะท้อนระบบความเชื่อที่แตกต่างกันของพื้นที่ต่างๆ

ภาพพิธีสตีของ รามาไบ (Ramabai) เมื่อปี 1772 นางได้กระโดดเข้ากองไฟเพื่อเผาตัวตายตามสามี-มาธัวเรา ที่ 1 (Madhavrao I) เปศวา (Peshwa) มุขมนตรีแห่งจักรวรรดิมราฐา (ที่มา: https://en.wikipedia.org/wiki/Sati_(practice)#/media/File:The_Sati_of_Ramabai.jpg)
ทั้งนี้ การกระจายตัวของสตีศิลาอย่างเดียวไม่สามารถสะท้อนภาพรวมของการขยายตัวทางความคิดได้ โดยอนันต์ ยัง และวีนา ที. โอลเดนเบิร์ก (Veena T. Oldenburg) ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ ประจำ Baruch College พบว่า ตัวแนวคิดแพร่ออกไปยังเหล่ากษัตริย์ในเบงกอลด้วยในช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 17-18 สะท้อนภาพความรู้สึกไม่มั่นคงของเหล่าวรรณะกษัตริย์ในเขตอินเดียตะวันตก อินเดียเหนือ และอินเดียตะวันออก ซึ่งล้วนเป็นเขตแดนที่ติดต่อและปะทะกับการขยายตัวของจักรวรรดิมุสลิมโดยตรง
ในกรณีเบงกอลนั้นน่าสนใจว่า แนวคิดดังกล่าวขยายตัวไปสู่วรรณะพราหมณ์ และกลุ่มคนวรรณะล่างด้วย โดยพบหลักฐานว่า พวกพราหมณ์เริ่มบังคับภรรยาของตนให้ฆ่าตัวตายตามสามีเพื่อรักษาสายเลือดครั้งแรกในราวพุทธศตวรรษที่ 20-21 จึงเป็นไปได้ว่า ความแพร่หลายดังกล่าวที่ข้ามพ้นวรรณะกษัตริย์ไปยังกลุ่มคนแทบจะทุกกลุ่ม รวมทั้งความก้าวกระโดดทางการศึกษาและโลกทัศน์ที่ได้รับอิทธิพลจากยุคอาณานิคม เป็นแรงผลักดันในการปฏิรูปสังคมเพื่อตัดพิธีสตีออกไปจากสมการ เริ่มขึ้นที่เบงกอลก่อนเป็นที่แรก
พิธีสตีครั้งสุดท้ายในอินเดียเกิดขึ้นเมื่อปี 1987 โดยหญิงหม้ายวัย 18 ปี ชื่อ รูป กันวาร (Roop Kanwar) ได้เข้าไปในกองไฟเผาศพสามีเพื่อแสดงความภักดีและความกล้าหาญต่อสามี มาล ซิงห์ เศขวัต (Maal Singh Shekhawat) วัย 24 ปี โดยทั้งสองเกิดในครอบครัวราชปุตแห่งราชสถาน
รายงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า มีผู้คนเข้าเป็นสักขีพยานแห่งความกล้าหาญนี้มากถึงหลักร้อยคน โดยพวกเขาอ้างว่า “เธอกระทำไปโดยสมัครใจ” และชื่นชมเธอในฐานะตัวแทนแห่งมหารานีสตี ทว่าเจ้าหน้าที่มิอาจปักใจเชื่อได้ จึงจับกุมผู้เกี่ยวข้องทั้งสิ้น 45 คน ซึ่งเชื่อว่าอาจขู่บังคับให้เธอประกอบพิธีดังกล่าว เพราะทั้งรูปและมาลเพิ่งแต่งงานได้เพียง 8 เดือนเท่านั้น
ท้ายที่สุดผู้ต้องหาทั้ง 45 คนถูกจำคุกก่อนจะพ้นโทษ และได้รับการปล่อยตัวเมื่อปี 2024 อย่างไรก็ดี การสละชีพของรูป และการจับผู้ต้องหาทั้งหมดเข้าคุกได้ ให้กำเนิด Commission of Sati (Prevention) Act ปี 1987 ส่งให้ ‘พิธีสตี’ กลายเป็นเรื่องผิดกฎหมายในอินเดียปัจจุบันโดยสมบูรณ์
แม้ในฐานกฎหมาย ดูเหมือนว่าพิธีกรรมพันปีจะปิดฉากลงแล้วอย่างสมบูรณ์ ทว่าเรื่องราวทางสังคมกลับเดินสวนทางอย่างน่าตกใจ จากการใช้ชีวิตในอินเดียมาระยะหนึ่งของผม ผมเห็นว่าความร้ายกาจที่สุดของแนวคิดเรื่องนี้ คือมันฝังตัวลึกลงไปใน ‘Mentality’ ของชายชาวอินเดียผู้บ้าคลั่งในหนวดเคราและขนหน้าอกอันดกหนาของตัวเอง ชายเหล่านี้ยกมือขึ้นไหว้ ก้มลงกราบเทวรูปของเจ้าแม่มากมายหลายองค์ แต่ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร อินเดียกลับไม่ใช่ประเทศที่ปลอดภัยนักสำหรับผู้หญิง
เมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา (ปี 2025) นักศึกษาหญิงจาก Delhi University ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจข่มขืนข้างรั้วมหาวิทยาลัยขณะกลับบ้าน นำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ในรั้วมหาวิทยาลัย มากไปกว่านั้น ตามสถิติที่กระทรวงมหาดไทยของอินเดียรวบรวมไว้ในปี 2024-2025 มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุข่มขืนมากถึง 81 ครั้งต่อวัน หรือราว 3 หมื่นครั้งต่อปี และยังไม่มีแนวโน้มจะลดลง
ประเทศที่ผู้หญิงมีรถเมล์เฉพาะ มีตู้โบกี้รถไฟที่สงวนเอาไว้สำหรับผู้หญิง ในแอปพลิเคชันเรียกรถโดยสารสามารถระบุได้ว่าต้องการคนขับผู้หญิงหรือผู้ชาย ประเทศที่สรรเสริญเจ้าแม่ผู้ทรงเป็นพลังแห่งโลกมานานนับพันๆ ปี ในประเทศที่มีนักบุญผู้ร้องเรียกให้ผู้คนมองผู้หญิงทุกคนเป็นร่างสถิตของพระเทวี
ใช่! ในประเทศแบบนี้แหละ ที่ผู้หญิงมีสถานะเสมือนเทพ แต่ตายจากความเป็นมนุษย์ เจ้าแม่สตีอาจยอมตายเพราะต้องการแสดงให้พ่อของตนเห็น แต่อย่าลืมว่าพระนางไม่ได้ตายเพื่อพระศิวะ พระนางรับไม่ได้ที่พ่อแท้ๆ หยามเกียรติตนเอง น่าเศร้าที่เทวตำนานนี้กลับถูกมองว่าพระนางทำเพื่อสามีของตนเองเท่านั้น ท้ายที่สุดศิวลึงค์ก็นำหน้าโยนี
ผมหวังว่านวราตรีนี้ เราจะมองผู้หญิงเปลี่ยนไป เพราะพวกเธอไม่ใช่เทพเจ้า แต่พวกเธอคือมนุษย์ อย่ายกผู้หญิงไว้บนแท่นบูชาเพื่อสำเร็จความใคร่ของความเป็นชายของตนให้สูงส่ง แต่จงเดินไปข้างๆ พวกเธออย่างพร้อมเพรียง
ที่มา:
ประเทือง ทินรัตน์ (2531). “สตี พิธีเผาภรรยาม่ายทั้งเป็นพร้อมศพสามีที่เสียชีวิต.” ศิลปวัฒนธรรม เข้าถึงจาก https://www.silpa-mag.com/history/article_87567
Brick, David (2010). “The Dharmasastric Debate on Widow Burning.” Journal of the American Oriental Society. 130 (2): 203-223.
Dehejia, Vidya (1994). “Comment: A Broader Landscape.” In Hawley, John Stratton (ed.). Sati, the Blessing and the Curse. New York: Oxford University Press.
Oldenburg, Veena Talwar (1994). “Comment: The Continuing Invention of the Sati Tradition.” In Hawley, John Stratton (ed.). Sati, the Blessing and the Curse. New York: Oxford University Press.
Thapar, Romila (2002). History of Early India. From the Origins to AD 1300. New Delhi: Penguin.
Yang, Anand A. (2008). “Whose Sati? Widow-Burning in early Nineteenth Century India”. In Sarkar, Sumit; Sarkar, Tanika (eds.). Women and Social Reform in Modern India: A Reader. Bloomington, Ind.: Indiana University Press.
Tags: Raja Ram Mohan Roy, อินเดีย, ศาสนาฮินดู, พิธีกรรม, สตรีอินเดีย, สิทธิสตรี, การเผาหญิงหม้าย, นวราตรี, Bengal Sati Regulation, Indianiceation, ประวัติศาสตร์อินเดีย, Sati, สตี, สุตี




