หลายปีมานี้ เราคาดหวังกันไปต่างๆ นานาว่า ผู้ชายรุ่นใหม่ที่ผ่านยุค #MeToo มาแล้วคงเข้าใจเรื่องความยินยอม (Consent) และความรุนแรงทางเพศมากขึ้น แต่พิจารณาจากเสียงตอบรับที่เกิดขึ้นหลังความคืบหน้าของคดี Cornell 7 ในปีนี้ เป็นไปได้หรือไม่ว่าความจริงแล้ว คนจำนวนมากยังย่ำอยู่ที่เดิม
“ว่าแล้ว สรุปคือผู้หญิงสมยอมใช่ไหม”
“นี่คือวิธีแต่งตัวของผู้หญิงที่บอกว่าโดนขืนใจเหรอ”
“พวกนี้สร่างเมาแล้วชอบมาเสียใจทีหลัง สุดท้ายก็กล่าวหาผู้ชาย”
หลังเวลาผ่านมาเกือบ 2 ปี นับจากโจทก์หญิงนิรนาม (Jane Doe) เข้าแจ้งความคดีรุมข่มขืนที่ Cornell University เป็นครั้งแรก ในเดือนกันยายน 2026 คดี Cornell 7 ก็ถูกรื้อขึ้นใหม่เพื่อยื่นฟ้องแพ่งจำเลยทั้ง 7 คน มหาวิทยาลัย เจ้าของบาร์ที่เกิดเหตุ ไปจนถึงสมาคมนักศึกษาชาย Chi Phi ที่จำเลยสังกัดอยู่
ต่อมา อัยการเขตที่ตัดสินใจไม่ฟ้องคดีอาญาในคราวแรกออกมาเปิดเผยคำให้การของเธอต่อสาธารณะ เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายน เนื้อความบางตอน เช่น
คำบอกเล่าต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ว่า “แต่ตอนแรกฉันโอเคกับเรื่องพวกนี้อยู่นะ” (But I was pretty OK with all of this.)
และข้อความแชตกับหนึ่งในจำเลย “สุดท้ายเรื่องเซ็กซ์ที่เราทำกันมันก็ไม่ได้ผิดกฎหมายอะไร แถมที่จริงฉันชอบที่ได้อยู่กับนายนะ” (At the end of the day, none of the sexual stuff was illegal and honestly, I really liked being with you.)
คำพูดของอัยการเน้นย้ำอีกครั้งว่า หญิงนิรนามเสพเคตามีนเองโดยสมัครใจ โดยในบันทึกคำให้การจริง เธอใช้คำว่าถูกชักชวน (Encouraged) ให้ใช้ ไม่ใช่คำว่าบังคับ
ทั้งหมดนี้นำมาซึ่งข้อครหามากมาย ก่อนจะลุกลามจนถึงขั้นมีการพยายามสืบหาตัวตนที่แท้จริงของเธอ ตลอดจนนำวิดีโอ (ที่ยังไม่มีการยืนยันว่าใช่เธอจริงๆ) มาวิจารณ์บุคลิก ท่าทาง และการแต่งตัวว่าไม่สมเป็นเหยื่อข่มขืนเอาเสียเลย
#MenToo ผู้ชายต่างหากที่กำลังตกเป็นเหยื่อ
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2017 กระแส #MeToo สร้างปรากฏการณ์สะเทือนอินเทอร์เน็ตจนออกข่าวไปทั่วโลก มูฟเมนต์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางทั้งในมิติสังคมและกฎหมาย หนึ่งในผลกระทบใหญ่ๆ คือสถานะ ‘ความเป็นชาย’ เริ่มถูกตั้งคำถามอย่างแหลมคม และถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระสำคัญระดับชาติ และแรงกดดันที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลต่อทัศนคติของประชากรชายในประเด็นความรุนแรงทางเพศอย่างมีนัยสำคัญ
ในงานวิจัยด้านนิติมานุษยวิทยาจาก Clemson University ที่เผยแพร่ในปี 2024 คณะวิจัยได้เก็บรวบรวมความคิดเห็นจากกระทู้ยอดนิยมในเว็บบอร์ด Reddit กลุ่ม r/ MensRights จำนวนกว่า 2,500 ข้อความ มาศึกษาวิเคราะห์ว่า ในกลุ่มเรียกร้องสิทธิของผู้ชาย (Men’s Rights Advocate: MRA) เกิดวาทกรรมอะไรที่เกี่ยวข้องกับคดีความรุนแรงทางเพศบ้าง
ผลสำรวจชี้ว่า ผู้ชายในเว็บบอร์ดจำนวนมากเชื่อว่าวัฒนธรรมการข่มขืน (Rape Culture) ไม่มีจริง ขณะที่กระแสสตรีนิยมและมูฟเมนต์ #MeToo ถูกใช้เป็นเครื่องมือบ่อนทำลายชีวิต ลดทอนสิทธิประชากรชาย โดยวิธีสื่อสารที่พบบ่อย ได้แก่
นำกรณีของคนดังหรือเหตุการณ์ที่คนให้ความสนใจมาจุดประเด็นว่า ผู้ชายกำลังถูกเอาเปรียบในกระบวนการยุติธรรม เช่น จอห์นนี เดปป์ (Johnny Depp) โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) หรือเบรตต์ คาวานอห์ (Brett Kavanaugh) ซึ่งคล้ายกับวิธีที่ชาวเน็ตใช้พูดถึงเคส Cornell 7 ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
บิดเบือนขนาดปัญหาการกล่าวหาเท็จให้ร้ายแรงเกินจริง เช่น คำนวณสถิติเองแล้วสรุปออกมาเป็นตัวเลขว่า จากข้อกล่าวหาในคดีข่มขืนทั้งหมด ผู้หญิงให้การเท็จถึง 20-60% (แต่ตัวเลขสถิติที่เชื่อถือได้จริงคือพบว่าเป็นเท็จราว 5% เท่านั้น)
#MeToo โดนตราหน้าว่าสุดโต่งแค่ไหน แรงกระเพื่อมก็ไปไม่ถึงคนบางกลุ่มอยู่ดี
“จิ๋มแจกฟรี” (Free P**sy)
“แบบเดินเข้างานมาก็ควักไอ้นั่นออกมารอได้เลย” (Like you can walk in and whip it out.)
ยากจะเชื่อว่านี่คือคำพูดของชายหนุ่มที่โตพอรู้ความแล้วในโมงยามที่ ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน (Harvey Weinstein) ถูกจับกุมจนเป็นข่าวใหญ่โต แถมยังเป็นถึงนักศึกษามหาวิทยาลัยกลุ่มไอวีลีก (Ivy League) ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหัวกะทิของประเทศมหาอำนาจอีกด้วย
แต่หากอ้างอิงจากผลสำรวจความเข้าใจเรื่องการข่มขืนและการให้ความยินยอมของ Equally Ours องค์กรไม่แสวงผลกำไรของอังกฤษ พบว่าสังคมเข้าใจเรื่องเหล่านี้ดีขึ้นกว่า 20 ปีที่แล้วก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเข้าใจดีแล้ว ที่สำคัญคือมายาคติผิดๆ ยังคงถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นใหม่กลุ่มอายุ 18-24 ปีอยู่เรื่อยๆ
ในแบบสอบถามที่ประกอบด้วยคำถาม เช่น
หากผู้เสียหายไม่ขัดขืนหรือต่อสู้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่นับว่าเป็นการข่มขืน ใช่หรือไม่
หากมีความสัมพันธ์เป็นแฟนหรือคู่สมรส ถือว่ายินยอมให้มีเพศสัมพันธ์โดยอัตโนมัติ ใช่หรือไม่
เป็นเรื่องปกติที่ผู้เสียหายอาจไม่ไปแจ้งตำรวจทันทีหลังเกิดเหตุ ใช่หรือไม่
กว่า 43-47% ของผู้ร่วมทำแบบสอบถามเลือกตอบไปในทิศทางที่ตีตราเหยื่อและเปิดช่องให้ฝ่ายผู้กระทำ
อ้างอิง
https://link.springer.com/article/10.1007/s11199-024-01526-6
https://journals.sagepub.com/doi/10.1177/13684302211035437
https://www.salon.com/2026/10/02/cornell-assault-case-shows-metoo-didnt-go-far-enough
https://www.independent.co.uk/voices/cornell-7-rape-case-young-men-consent-metoo-b3059751.html
Tags: Gender, ความรุนแรงทางเพศ, ความยินยอม, Cornell 7, Me Too, Men Too, Chi Phi




