จากวันแรกที่ก้าวเข้าสู่วงการจนถึงวันนี้ ‘น้ำตาล-ทิพนารี วีรวัฒโนดม’ และ ‘ฟิล์ม-รชานันท์ มหาวรรณ์’ เติบโตขึ้นพร้อมกับบทบาทที่หลากหลาย ประสบการณ์ที่มากขึ้น และความเข้าใจตัวเองที่เปลี่ยนไป

นอกจากนี้ การเติบโตในฐานะนักแสดงยังหมายถึงการเรียนรู้ที่จะรับมือกับความคาดหวัง ความกดดัน และความแตกต่างที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงาน รวมถึงการกลับมาถามตัวเองอยู่เสมอว่า อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ยังอยากเดินต่อบนเส้นทางนี้

เวลานี้ น้ำตาลกำลังเตรียมตัวสำหรับ ‘เคียงมังกร’ (The Invisible Dragon) ด้วยการฝึกทักษะใหม่อย่างการเชิดสิงโตและการยืดเหยียดร่างกาย ขณะที่ฟิล์มเพิ่งปิดกล้อง ‘เงาใต้พระจันทร์’ (Moonshadow) ผลงานที่ทำให้เธอได้รู้จักกับภาวะหมดไฟ และกลับมาทบทวนความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อการแสดงอีกครั้ง

แม้เส้นทางของทั้งคู่จะมีทั้งช่วงที่เต็มไปด้วยความท้าทายและช่วงเวลาที่ต้องตั้งคำถามกับตัวเอง แต่วันนี้น้ำตาลและฟิล์มยังคงมองหาสิ่งใหม่ ทั้งในงานแสดง การโชว์ และความฝัน ที่จะพาผลงานไปพบกับผู้ชมในวงกว้างขึ้น

The Momentum ชวน น้ำตาล-ทิพนารี วีรวัฒโนดม และ ฟิล์ม-รชานันท์ มหาวรรณ์ พูดคุยถึงการเติบโต ความฝัน ความกดดัน และการเป็นตัวเองในวันที่ยังเดินอยู่บนเส้นทางของนักแสดง

มุมมองต่อการแสดงจากวันแรกถึงวันนี้

ตั้งแต่วันแรกที่เข้าวงการจนถึงวันนี้ ทั้งน้ำตาลและฟิล์มต่างมองเห็นการเติบโตของตัวเองชัดขึ้น แต่สิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้มีแค่ทักษะการแสดง หากรวมถึงวิธีการทำงานร่วมกับผู้อื่น การเข้าใจมนุษย์ การปรับตัว และการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของตัวเอง

สำหรับฟิล์ม จากวันแรกที่แทบไม่รู้จักระบบการทำงานในกองถ่าย วันนี้เธอเข้าใจงานมากขึ้น ทั้งการทำงานเป็นทีม การเรียนรู้เรื่องมนุษย์ และเทคนิคการแสดงต่างๆ

“สำหรับเราในฐานะนักแสดง เติบโตจากวันแรกมาก จากเด็กที่ไม่รู้เลยว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่คืออะไร Breakdown อ่านยังไง นัดกองมาทำอะไรไม่เข้าใจ จนถึงวันนี้รู้สึกว่าตัวเองได้เรียนรู้การทำงานแบบเป็นทีม มนุษย์ และเทคนิคมากขึ้น”

ขณะที่น้ำตาลมองว่าทุกโปรเจกต์คือบทเรียนที่สะสมต่อกันมา บางอย่างนำไปใช้ต่อ บางอย่างเก็บไว้ และบางอย่างอาจได้หยิบกลับมาใช้ในอนาคต แม้เส้นทางของเธอจะเริ่มต้นจากบทสมทบ กระทั่งได้รับบทนำ แต่ทัศนคติต่อการทำงานยังเหมือนเดิม

“ระหว่างทาง ทุกการทำงานเป็นเหมือนครูที่สอนเราในทุกโปรเจกต์ บางอย่างหยิบมาใช้ต่อ บางอย่างพับเก็บไว้ หรือบางอย่างวันหนึ่งเราอาจได้หยิบกลับมาใช้ใหม่ ถึงเราจะเติบโตจากการเป็นนักแสดงสมทบ บทเล็กๆ จนได้มารับบทนำ แต่ทัศนคติในการทำงานยังเหมือนเดิม สิ่งที่รู้สึกว่าโตขึ้นจริงๆ คือการทำงานร่วมกับผู้อื่นมากกว่า เพราะพอโตขึ้น เรามีโอกาสได้ทำหลายอย่าง ทั้งแฟนมีต คอนเสิร์ต หรือแฟชั่น ซึ่งทำให้เราต้องปรับตัว

“เมื่อก่อนตอนเด็ก เราเคยคิดว่ามุมมองของเราถูก แต่พอได้เจอคนอื่นที่มีมุมมองของตัวเองเหมือนกัน เราก็ได้เรียนรู้ว่า จริงๆ แล้วความคิดของเราไม่ได้ถูกทั้งหมด เราจะเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางไม่ได้ เพราะสิ่งที่ดีกับเรา อาจไม่ได้ดีกับคนอื่นเสมอไป สิ่งที่เปลี่ยนไปคือวิธีคิด”

นอกจากการเติบโตในฐานะนักแสดงแล้ว ทั้งคู่ยังผ่านช่วงเวลาที่ทำให้ต้องกลับมาทบทวนว่า ตัวเองมองอาชีพนักแสดงอย่างไร และยังอยากเดินต่อบนเส้นทางนี้หรือไม่

ฟิล์มเล่าว่า มีช่วงหนึ่งที่ความเชื่อต่อการแสดงหายไป เธอเริ่มไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวละครกำลังทำ ไม่เชื่อแม้กระทั่งในอาชีพที่ตัวเองกำลังทำอยู่ และไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้ตัวเองกลับมาเชื่อได้อีกครั้ง ซึ่งช่วงเวลานั้นเอง ทำให้มุมมองที่ฟิล์มมีต่อตัวเองในฐานะนักแสดงเปลี่ยนไปชั่วขณะ จนถึงขั้นรู้สึกว่าตัวเองอาจไม่เหมาะกับการเป็นนักแสดงอีกต่อไป

“น่าจะเป็นเพราะว่าเล่นไปแล้ว หลอกสมองอยู่ดีๆ สมองก็รู้ตัวว่าเรากำลังแสดงอยู่ จนเรารู้สึกว่า ฉันไม่เชื่อว่าคนคนนี้มีอยู่บนโลก มันอธิบายออกมาไม่ได้ แต่เป็นแบบนั้นจริงๆ ขณะถ่ายทำ อยู่ดีๆ ก็ไม่เชื่อในสถานการณ์ตรงหน้า ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เจอความรู้สึกแบบนี้ 

“ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะตัวละครมันไกลจากตัวเรามากเกินไปหรือเปล่า จนทำให้มุมมองที่มีต่อการเป็นนักแสดงเปลี่ยนไปชั่วขณะ ถึงขั้นรู้สึกว่าตัวเองอาจไม่เหมาะกับการเป็นนักแสดง เพราะคิดว่าถ้าไม่มีความเชื่อ เราก็คงเป็นนักแสดงต่อไปไม่ได้แล้ว แต่สุดท้ายก็พยายามหาเทคนิคใหม่ๆ เพื่อทำให้ตัวเองกลับมาเชื่อในการแสดงได้อีกครั้ง”

ส่วนน้ำตาล มุมมองที่มีต่อศิลปะการแสดงอาจแตกต่างออกไป เพราะตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้รู้จักกับศิลปะการแสดงตั้งแต่สมัยเรียน เธอก็พอเข้าใจแล้วว่าการแสดงคืออะไร และตัวเองทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร อย่างไรก็ตาม เธอเคยมีช่วงที่ตั้งคำถามว่า ‘จะทำต่อไปดีไหม’ ไม่ใช่เพราะหมดความสุขกับการแสดง หากเป็นผลจากหลายปัจจัยที่เธอควบคุมไม่ได้ ซึ่งส่งผลต่อแพสชันในการทำงาน

“เราคาดหวังว่าอย่างน้อยสัก 1 คนจะได้อะไรจากตรงนี้ แล้วพอมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้เข้ามากระทบ มันก็ทำให้เราไม่อยากทำ และกลับมาถามตัวเองว่าจะทำต่อไปดีไหม แต่เรายังรักศิลปะการแสดงเหมือนเดิม มันไม่ได้ถึงขั้นหมดไฟ เพียงแต่เราต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าจะทำมันต่อไปดีไหม

พอตอบคำถามนั้นกับตัวเองได้ เราก็รู้ว่าปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้เหล่านั้นไม่ควรมีผลกับคนที่กำลังรอเสพผลงานของเราอยู่ เพราะฉะนั้นเมื่อเราตัดสินใจได้แล้ว สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ได้มีผลกับเราอีกต่อไป”

บทบาทที่เป็นจุดเปลี่ยน คือการแสดงตัวละครใหม่ให้ไม่ซ้ำภาพจำเดิม

หากพูดถึงบทบาทที่เป็นจุดเปลี่ยนของตัวเอง น้ำตาลยกให้ ‘ไออุ่น’ และ ‘โอบอุ้ม’ จากซีรีส์ Pluto นิทาน ดวงดาว ความรัก เพราะเป็นงานที่ทำให้เธอได้กลับมาทบทวนวิธีการทำงานของตัวเองอีกครั้ง โดยก่อนหน้านั้น น้ำตาลเคยรับบทฝาแฝดเป็นครั้งแรกใน Who are you เธอคนนั้น คือ ฉันอีกคน ซึ่งตอนนั้นไม่มีเรื่องให้เปรียบเทียบมากนัก นอกจากการทำให้ตัวละคร ‘มาย’ และ ‘มีน’ แตกต่างกัน แต่เมื่อได้รับบทฝาแฝดอีกครั้ง เธอจึงตั้งคำถามว่า แล้วงานนี้จะยังท้าทายตัวเองอยู่หรือไม่

“พอต้องกลับมาเล่นฝาแฝดอีกครั้ง ตอนแรกพูดตรงๆ ว่าไม่อยากทำ เพราะกลัวคนพูดว่าเล่นเป็นฝาแฝดอีกแล้ว จนรู้สึกว่า หรือสิ่งนี้จะไม่ท้าทาย แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นงานที่ท้าทายตัวเองมาก บทบาทไออุ่นกับโอบอุ้มทำให้เห็นว่า ต่อให้ต้องเจอบทฝาแฝดอีกกี่ครั้ง หรือเล่นเป็นคนที่มีหลายร่าง ถ้าเราทำการบ้านและเตรียมตัวมาอย่างดี ก็ทำให้ทุกตัวละครแตกต่างกันได้ มันเลยเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้รู้ว่า สิ่งที่เรากังวลก่อนหน้านั้นไม่ได้เป็นอย่างที่คิด และยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่จะช่วยเราในการทำงาน”

ด้านฟิล์ม ตอนแรกเธอตั้งใจจะตอบว่า ‘เม’ จาก Pluto นิทาน ดวงดาว ความรัก แต่เมื่อได้มาเจอกับ ‘เจ’ ใน เงาใต้พระจันทร์ Moonshadow เธอกลับรู้สึกว่าบทนี้ยากกว่าที่คิด ด้วยความกังวลว่าอาจติดภาพจำจากบทก่อนหน้า เพราะ ‘เจ’ มีลักษณะบางอย่างคล้ายกับตัวละครที่เธอเคยเล่น ทำให้ฟิล์มรู้สึกว่างานนี้ยาก และสร้างความเครียดให้กับตัวเอง

“เราเห็นภาพตัวละครเดิมซ้อนมาตลอด พอผู้กำกับบอกให้ทำไฮไลต์ผม ยิ่งเหมือนเลย ต่างกันแค่ไม่ได้ลอนผม เราเลยตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะทำให้ยังไงให้ต่าง เลยรู้สึกว่ายากมากและเครียดมาก แต่ทำให้เราได้วิธีการทำงานและเทคนิคใหม่ๆ ของตัวเอง สุดท้ายพอไปเจอ ก็รู้สึกว่ามันคือคนละคน แค่เราต้องทำการบ้านให้หนักขึ้น”

ความกดดันจากคนอื่นจัดการได้ แต่ความกดดันจากตัวเองต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน

เมื่อถามว่าทั้งคู่มีวิธีจัดการกับความคาดหวังและความกดดันอย่างไร สำหรับฟิล์ม เมื่อไรก็ตามที่เกิดความคาดหวังขึ้นมา สิ่งที่ทำคือกลับมาโฟกัสที่หน้าที่ของตัวเอง หากเราทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่แล้ว ความคาดหวังที่เข้ามาจากคนอื่นก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ฟิล์มรู้สึกว่าต้องสนใจ ในทางกลับกัน หากรู้สึกว่าตัวเองยังทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ ฟิล์มก็จะกลับมาคาดหวังและกดดันตัวเองอีกครั้ง

ฟิล์มจึงแบ่งความคาดหวังออกเป็น 2 ก้อน คือความคาดหวังจากคนอื่น และความคาดหวังจากตัวเอง เช่นเดียวกับความกดดันจากคนอื่นและความกดดันจากตัวเอง ซึ่งฟิล์มไม่ได้มีปัญหากับสิ่งที่มาจากคนอื่นมากนัก เพราะเลือกที่จะตัดระบบจากคนข้างนอกออกไปทั้งหมด ฟิล์มไม่ค่อยเล่นโซเชียลมีเดีย เพราะการเสพสิ่งต่างๆ มากเกินไปมีผลมาก รวมถึงการพูดคุยหรือรับรู้เรื่องราวจากข้างนอกมากเกินไปก็มีผลต่อความกดดันและความคาดหวังเช่นกัน

ดังนั้นปัญหาส่วนใหญ่ที่ฟิล์มต้องจัดการจึงเป็นเรื่องของตัวเองมากกว่า ทั้งการคาดหวังและการกดดันตัวเองมากเกินไป สิ่งที่ฟิล์มทำได้ในตอนนี้คือการเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองในแต่ละวัน และให้อภัยตัวเอง เพราะสุดท้ายแล้ว เรายังต้องก้าวไปข้างหน้า

“ทุกครั้งที่ต้องเผชิญกับความกดดันและความคาดหวัง เรามองว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ตัวเองยังต้องเรียนรู้ อย่างที่เคยบอกว่าตัวเองเปลี่ยนไปจากวันแรกที่เข้ามาทำงาน ด้วยความไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ทำไปแล้วมีความสุข รู้สึกสนุกกับสิ่งที่ทำมาเรื่อยๆ แต่ทุกวันนี้กลับมีความเป็น Perfectionist เพิ่มขึ้นมา เพราะอยากทำหน้าที่ทุกอย่างที่ได้รับในขณะนั้นให้ดีที่สุด แต่เมื่อสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามที่คิดไว้ จึงเกิดความเครียดขึ้นมา และจนถึงตอนนี้ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าควรจะจัดการกับตัวเองอย่างไร เรายังต้องใช้เวลาในการค้นหาวิธีของตัวเองอยู่เหมือนกัน”

ส่วนน้ำตาล เมื่อก่อนน้ำตาลไม่ค่อยรู้สึกตื่นคน แต่ทุกวันนี้การออกอีเวนต์หรือการต้องเจอคนเยอะๆ กลับมีความแพนิกและตื่นเต้นเกิดขึ้นบ้าง เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะและเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ทั้งการถูกจับจ้องจากสายตาคนจำนวนมาก หรือความไม่มั่นใจว่าคนอื่นจะชอบหรือไม่ชอบสิ่งที่เราตั้งใจทำ

น้ำตาลมองว่านี่เป็นสิ่งที่ต้องเจอเมื่อมีคนรู้จัก ติดตาม และชื่นชอบมากขึ้น วิธีรับมือคือกลับมาอยู่กับตัวเอง อยู่กับลมหายใจ รู้ว่ากำลังทำอะไร และมีสมาธิกับสิ่งตรงหน้า เพราะตัวเองเป็นคนกังวลและชอบคิดล่วงหน้า จึงต้องเตือนตัวเองว่า วันนี้คือโอกาส และทำหน้าที่ตรงหน้าให้ดีที่สุด

ถึงแม้ภายนอกจะดูเป็นคนมั่นใจ กล้าพูดและพูดเสียงดัง แต่ลึกๆ แล้วน้ำตาลเป็นคนขี้อาย ความมั่นใจที่เห็นส่วนหนึ่งเกิดจากการกดความไม่มั่นใจของตัวเองไว้ เมื่อทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็เริ่มผ่อนคลายและกลายเป็นธรรมชาติ แต่ถ้าถามว่ายังมีความตื่นเต้นอยู่ไหม คำตอบคือมี และมากกว่าเดิม

“จริงๆ เราเพิ่งได้คำตอบเรื่องการจัดการกับความคาดหวังเมื่อไม่นานมานี้ เพราะเราเป็นทั้งศิลปินและแฟนคลับ เราเองก็มีความคาดหวังและรอคอยผลงานของศิลปิน เพราะฉะนั้นในพาร์ตที่เราเป็นแฟนคลับ เราเลือกที่จะจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง เพราะความคาดหวังของแฟนคลับเป็นปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ เรารู้แค่ว่าถ้าเราทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ที่สุดแล้ว ความคาดหวังเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่ต้องรับผิดชอบความคาดหวังของใครที่เราไม่สามารถควบคุมได้

“เราคิดว่าเราผ่านช่วงที่ตั้งคำถามแล้วว่าทำไมถึงเกิดความคาดหวังขึ้น เพราะสุดท้ายมันเกิดขึ้นอยู่แล้ว สิ่งที่เราทำได้คือทำให้ดีที่สุด ถ้าเราภูมิใจกับมาตรฐานของตัวเอง รู้ว่านั่นคือมาตรฐานที่เราทำได้ และเราให้ไปหมดแล้ว ความคาดหวังก็ไม่ได้มีผลกับเราอีกต่อไป”

ความแตกต่างที่เป็นบทเรียนของการเข้าใจคนอื่นและตัวเอง

การทำงานร่วมกันของทั้งคู่ไม่ได้มอบเพียงผลงาน แต่ยังกลายเป็นพื้นที่ให้ได้เรียนรู้กันและกัน ฟิล์มบอกว่าเธอเรียนรู้จากน้ำตาลเยอะมาก จนรู้สึกว่าการทำงานกับน้ำตาลเหมือนกับการเข้าโรงเรียน ได้เรียนวิชา ‘การเข้าสังคม 101’ และ ‘การทำงานเป็นทีม 101’

“ดีใจที่ปรับอะไรบางอย่างของเขา แล้วทำให้ดูนิ่งและเย็นลงมากจากวันแรก ทำให้เรารู้สึกสบายใจและสบายตัวที่จะพูดคุยและเข้าหาด้วย” ฟิล์มกล่าว

น้ำตาลเล่าเสริมว่า ฟิล์มทำให้น้ำตาลได้รู้ว่า บนโลกใบนี้มีคนที่ ‘ไม่เคยรู้’ หรือ ‘ไม่รู้’ สิ่งนั้นจริงๆ อยู่ด้วย ทั้งที่ตัวเธอเองเคยคิดว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องรู้ เมื่อได้เจอฟิล์ม เธอจึงเริ่มกลับมาคิดกับตัวเองว่า บางทีสิ่งที่เราไม่รู้ก็มีอยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่อีกคนจะไม่รู้ในสิ่งเดียวกัน

การที่ใครสักคนยังไม่รู้ หรือแม้แต่ตัวเราเองที่ยังไม่รู้ แต่ยังอยากได้โอกาสเรียนรู้สิ่งนั้นต่อไป กลายเป็นสิ่งที่ทำให้น้ำตาล ‘เย็นลง’ และเปิดใจกับคนอื่นมากขึ้น เมื่อมีเรื่องไหนที่รู้สึกว่าช่วยเหลือกันได้ เธอก็ยินดีที่จะช่วยอย่างเต็มที่

“สิ่งที่ปรับคือเราเย็นลง เพราะมาเจอฟิล์ม เมื่อก่อนเราเข้าใจตัวเองมาตลอด แต่ไม่เคยเข้าใจคนอื่นขนาดนั้น รวมไปถึงบางอย่างในตัวฟิล์มที่ตอนนั้นเรามองว่า ความเอ็กซ์โทรเวิร์ตของเรามันสนุก แต่พอได้ลองอยู่กับตัวเองจริงๆ และใช้เอเนอร์จีแบบเขา มันทำให้เราสงบ มีสมาธิกับบางอย่างมากขึ้น และทำให้เราเข้าใจมนุษย์คนอื่นมากขึ้น”

ว่าด้วยเรื่องความสำเร็จและสิ่งที่อยากลองทำ

เมื่อถามว่าวางภาพ ‘ความสำเร็จ’ ในชีวิตไว้อย่างไร สำหรับน้ำตาล คำว่า ‘ความสำเร็จ’ เกิดขึ้นได้ทุกวันและเป็นเรื่องๆ ไป การได้รับรางวัลไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว ความสำเร็จอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสังคม การช่วยเหลือใครสักคน หรือแม้แต่การไปทำแฟนมีตแล้วทำให้แฟนคลับเดินทางกลับไปพร้อมกับความสุข สิ่งเหล่านี้ก็เรียกว่าความสำเร็จได้

น้ำตาลจึงมองความสำเร็จเป็นระยะสั้นว่า วันนี้หน้าที่ของเราคืออะไร และเราทำสิ่งนั้นได้หรือไม่ ซึ่งไม่จำเป็นว่าทุกวันจะต้องประสบความสำเร็จเสมอ เพราะบางวันเราอาจทำไม่ได้ด้วยเหตุผลต่างๆ และนั่นก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้

เมื่อพูดถึงสิ่งที่อยากทำในอนาคต น้ำตาลยังมีความฝันอยากไปฮอลลีวูด แม้กระทั่งการเป็นนักแสดงประกอบฉาก (Extra) ที่เดินอยู่ในเรื่องก็ได้ เพราะอยากเห็นวิธีการทำงานของอุตสาหกรรมบันเทิงระดับโลกด้วยตัวเอง

“พอได้เห็นงานของฮอลลีวูดที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ก็รู้สึกว่าอยากเป็นส่วนหนึ่งของตรงนั้น แม้จะเป็นแค่นักแสดงประกอบฉากที่ไม่มีบทพูดก็ได้ ขอแค่ได้ไปเดินผ่าน หรือนั่งดื่มกาแฟอยู่ข้างหลังก็ยังดี และอีกอย่างที่อยากทำคืออยากเล่นละครกับฟิล์ม และอยากให้ผลงานของเราได้ไปอยู่บนแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Netflix ไม่จำเป็นต้องเล่นคู่กันก็ได้ แต่อยากให้สิ่งที่เราตั้งใจทำและทำการบ้านมาอย่างเต็มที่ เดินทางไปถึงคนดูที่ไกลกว่านี้”

ขณะที่ฟิล์มบอกว่า อยากเป็นมากกว่านักแสดง และอยากลองออกจากกรอบของตัวเอง ด้วยการหาสิ่งใหม่มาท้าทายอยู่เสมอ เพราะมองว่าความสำเร็จเกิดขึ้นเป็นเรื่องๆ และอยู่ที่ว่าในวันนั้น เราทำผลงานออกมาเต็มที่อย่างที่ตัวเองต้องการหรือไม่

“ตอนนี้เราสนุกกับการทำโชว์ แปลกเหมือนกัน คือรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขเวลาอยู่บนเวที รู้สึกมีความสุขมากกว่าการยืนพูด เคยอยากเป็นพิธีกรแต่รู้สึกว่าพูดไม่ได้ เพราะเรื่องการพูดเป็นสิ่งที่ยากมากสำหรับเรา เราเลยรู้สึกว่าทำแบบนั้นน่าจะมีความสุขกว่า ถ้ามีโอกาสได้ทำก็จะพยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดในทุกบทบาท”

เมื่อแฟนคอนกลายเป็นแพสชันใหม่ให้ทั้งคู่ได้เล่าเรื่องของตัวเอง

สำหรับน้ำตาล หากถามถึงแพสชันในช่วงเวลานี้ สิ่งที่ชัดที่สุดคงเป็นแฟนคอนที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นแพสชันชิ้นใหญ่และชิ้นใหม่ที่อยากทำให้ออกมาดีที่สุด อยากให้คุ้มค่ากับเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ทุกคนเสียมา และคุ้มค่ากับสิ่งที่ตัวเองอยากเล่า

“มันแตกต่างจากการเล่าเรื่องผ่านตัวละคร เพราะบางทีตัวละครก็ไกลตัวมาก ที่ผ่านมาเราเหมือนใช้ชีวิตเพื่อเล่าเรื่องของตัวละคร แต่เราไม่เคยได้เล่าชีวิตของเรา 2 คนเลย ทุกคนต่างมีเรื่องราวของตัวเอง และไม่มีใครผ่านอะไรมาได้โดยง่าย พอเป็นคอนเสิร์ตหรือแฟนคอนที่มีธีมชัดเจน และเราคิดมาแล้วว่าอยากให้มันสนุก มันเลยกลายเป็นพื้นที่ให้เราได้หยิบความสนุกที่อยากเล่ามาแชร์ มีบางอย่างที่เราไม่เคยทำเหมือนกัน ไม่รู้ว่าทำได้ไหม แต่ก็อยากลองทำให้คนอื่นเห็น อยากท้าทายตัวเอง และไม่อยากทำอะไรที่ซ้ำกับใคร”

ส่วนฟิล์ม คำถามเรื่องแพสชันเป็นสิ่งที่เพิ่งกลับมาถามตัวเองได้ไม่นานว่า นอกจากการทำงานแล้ว ตอนนี้ตัวเองมีแพสชันกับอะไรอยู่บ้าง เมื่อกลับไปเปิดตารางงานและมองดูสิ่งที่ทำในแต่ละวัน กลับพบว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ฟิล์มทำแต่สิ่งที่ ‘ต้องทำ’ จนลืมไปแล้วว่าสิ่งที่ตัวเอง ‘ชอบ’ คืออะไร

ดังนั้นแม้ตอนนี้อาจยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่าแพสชันอันแรงกล้า แต่มีสิ่งหนึ่งที่กำลังจะกลายเป็นแพสชันใหม่ นั่นคือการนำความชอบของตัวเองใส่ลงไปในแฟนคอนครั้งนี้

“ถ้าให้สปอยล์ สิ่งที่จะได้เห็นเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่เคยเห็นมาก่อน และเป็นสิ่งที่เราเองก็ไม่เคยเห็นเหมือนกัน”

อยากให้คนจดจำ ‘น้ำตาล-ฟิล์ม’ แบบไหน

เมื่อถูกถามว่าอยากให้ผู้คนจดจำ ‘น้ำตาล-ฟิล์ม’ แบบไหน ฟิล์มตอบว่า อยากให้ทุกคนจดจำฟิล์มในฐานะ ‘ฟิล์ม’ และน้ำตาลในฐานะ ‘น้ำตาล’ เป็นตัวของตัวเอง

“พอถามว่าอยากให้คนจดจำเราแบบไหน มันเหมือนเป็นการคาดหวังให้คนต้องจดจำเราแบบหนึ่ง ซึ่งจริงๆ แล้ว เราอยากให้ทุกคนจดจำที่ฟิล์มเป็นฟิล์ม น้ำตาลเป็นน้ำตาล เราเป็นตัวของตัวเอง ส่วนจะมองว่าเราทำได้ดีในพาร์ตศิลปินหรือไม่ เป็นเรื่องความชอบของแต่ละคนที่เราไม่สามารถควบคุมได้ สุดท้ายก็แค่อยากให้ทุกคนรัก สนับสนุน และจดจำเราในแบบที่เราเป็น”

ขณะเดียวกัน น้ำตาลก็อยากให้คนจดจำที่เป็น ‘น้ำตาล ทิพนารี’ มากกว่าจดจำจากภาพแรกที่เห็น ถ้าวันหนึ่งไม่ได้เป็นนักแสดงแล้ว น้ำตาลอาจเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่งที่คุณชื่นชอบวิธีคิดหรือทัศนคติที่มีต่อศิลปะการแสดง และรู้สึกสนุกหรือหลงรักตัวละครที่เธอเคยเล่น นั่นคือสิ่งที่อยากให้จดจำมากกว่า

“ทุกคนจะจดจำเราแบบไหนก็ได้ บางคนอาจชอบตอนเราอยู่บนเวที บางคนอาจชอบตัวละครที่เราเล่น แต่อยากให้เข้าใจว่าในทุกบทบาท เราคือนักแสดง และเมื่อจบหน้าที่ของตัวละครนั้น เราก็ต้องไปทำเรื่องใหม่ เราชื่นชอบและชื่นชมกันและกันได้ แต่อย่ายึดติดกับภาพที่คิดว่าเราจะต้องเป็นแบบนั้นตลอดไป เพราะทุกคนเปลี่ยนไปทุกวัน

“ถ้าจะชื่นชอบกัน ก็อยากให้รักและเคารพในตัวตนของเราจริงๆ มากกว่าคาดหวังให้เราเป็นเหมือนภาพเดิมตลอดไป เพราะความคาดหวังไม่ควรถูกนำมาใช้ทำร้ายตัวตนของใคร”

Tags: , , , , , , , , , ,