ปัญหาการดำเนินคดี SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) คือการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะ โดยการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อคุกคามหรือขัดขวางประชาชนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะในหลายรูปแบบ เช่น ประชาชนถูกดำเนินคดีจากการคัดค้านภาคธุรกิจเหมืองแร่[1] นักข่าวถูก นายสุชาติ ชมกลิ่น ดำเนินคดีจากกรณีการเสนอข่าวขบวนการค้ามนุษย์กรณีแรงงานไทยเก็บเบอร์รีในฟินแลนด์[2]
ลักษณะของ SLAPP มิได้เพียงแต่เพื่อให้เกิดความลำบากต่อผู้ถูกดำเนินคดี สูญเสียทุนทรัพย์ และระยะเวลาในการต่อสู้คดี แต่ยังก่อให้เกิดภาวะหวาดกลัว (Chilling Effect) ไม่กล้าออกมาแสดงความคิดเห็นอีก ทำให้ผู้ถูกดำเนินคดีต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี เสียเวลาและเผชิญความเครียดในการต่อสู้คดีอาญาที่ยาวนาน แม้สุดท้ายคดีจะถูกยกฟ้อง แต่สิ่งที่ต้องสูญเสียไปของผู้ถูกดำเนินคดีไม่อาจกลับคืนมาได้
ทั้งยังมีการดำเนินคดี SLAPP ในพื้นที่ห่างไกลเพื่อสร้างภาระที่หนักหนากว่าให้แก่ผู้ถูกดำเนินคดี เช่น กรณีวิจารณ์คุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในโซเชียลมีเดีย โดย ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า แจ้งความดำเนินคดีต่อประชาชนมากกว่า 270 คดีในจังหวัดพะเยา[3] การใช้กระบวนการ SLAPP เริ่มเด่นชัดขึ้น โจ่งแจ้งและมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีรูปแบบการใช้กฎหมายหลากหลาย ตามวัตถุประสงค์หรือผลประโยชน์ และกลุ่มผู้ถูกดำเนินคดี
แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ให้อำนาจศาลในการยกฟ้อง หากพบว่าเป็นคดีฟ้องโดยไม่สุจริตหรือกลั่นแกล้ง หรือบิดเบือนข้อเท็จจริง แต่ในทางปฏิบัติ สถิติการนำมาใช้ยกฟ้องตั้งแต่ชั้นไต่สวนมูลฟ้องยังคงมีน้อยมาก ปัจจัยหนึ่งมาจากการขาดแนวทางการตีความที่ชัดเจน[4]
ต่อมามีคำแนะนำประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569 ภายใต้ ป.วิ.อาญา มาตรา 161/1 ให้อำนาจศาลมีอำนาจตรวจสอบกลั่นกรองการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาให้อยู่ในกรอบแห่งความสุจริต ไม่นำคดีมาฟ้องกลั่นแกล้งกัน ถือเป็นก้าวแรกในการตั้งกลไกป้องกัน SLAPP ในกระบวนการยุติธรรม โดยได้กำหนดพฤติการณ์หรือลักษณะของการดำเนินคดี SLAPP เช่น พฤติการณ์นำคดีไปฟ้องยังศาลที่ห่างไกล พฤติการณ์ฟ้องเพราะจำเลยมีส่วนเรียกร้องสิทธิจากการกระทำ หลังจากออกคำแนะนำ ได้เริ่มมีการนำแนวทางนี้ไปใช้ยกฟ้องในหลายคดี เช่น คดีปลัดจังหวัดภูเก็ตฟ้องเจ้าของที่ดินกรณีกล่าวหาว่าปลัดเรียกรับสินบน[5]
อย่างไรก็ตาม แนวทางตามมาตรา 161/1 ประกอบกับคำแนะนำประธานศาลฎีกา อาจยังเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้พิพากษาค่อนข้างมาก อีกทั้งมาตรานี้ยังใช้ได้เฉพาะกับคดีที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องเองต่อศาล ยังไม่รวมถึงในกรณีที่มีการแจ้งความดำเนินคดีในชั้นตำรวจ ทำให้กลไกป้องกันการ SLAPP ยังไม่เพียงพอ และยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาในระยะยาวได้
เมื่อพบว่าปัญหายังไม่ถูกแก้ไข บทความนี้จึงชวนผู้อ่านสำรวจข้อจำกัดของกฎหมายป้องกัน SLAPP ในปัจจุบัน และข้อเสนอต่างๆ ในการแก้ไขปัญหา
ข้อจำกัดของกลไก SLAPP
เราอาจคุ้นเคยกับกรณีที่มีผู้ตกเป็นข่าวหรือถูกพูดถึงในทางสาธารณะ หรืออาจคุ้นหูกับคำว่า “รับคำขอโทษเป็นเงินสด” หรือ “ถ้าคิดว่าพูดจริงจะกลัวอะไร” ทำให้กระบวนการดำเนินคดีเพื่อกลั่นแกล้งหรือตบปาก (SLAPP) เหล่านี้กลายเป็นเรื่องปกติ เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย เหตุการณ์เหล่านี้ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยังมีข้อจำกัดทางกฎหมายอยู่หลายประการ เช่น
ข้อจำกัดแรก ยังมีช่องว่างในกระบวนการยุติธรรมให้ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้ง โดยไม่มีกลไกหรือกฎหมายคุ้มครอง SLAPP อย่างรอบด้าน เช่น คดีอาญาที่ถูกดำเนินคดีโดยการแจ้งความผ่านพนักงานสอบสวน กระบวนการสั่งไม่ฟ้องคดีของพนักงานอัยการในกรณีชัดเจนว่าเป็นการดำเนินคดีเพื่อกลั่นแกล้ง หรือการคุ้มครองในคดีฟ้องแพ่งที่มีการเรียกค่าเสียหายปริมาณสูง
ข้อจำกัดที่ 2 ขาดกลไกให้โจทก์ที่ฟ้องคดีไม่สุจริต ให้รับผิดชอบต่อผู้ถูกดำเนินคดี SLAPP โดยอัตโนมัติ โดยเยียวยาความเสียหายที่เกิดจากการดำเนินคดีไม่สุจริต ไม่ว่าจะเป็นโดยการชดใช้เงิน หรือการห้ามกระทำในลักษณะเดียวกันในคดีอื่นๆ อีก
ข้อจำกัดที่ 3 ขาดคำนิยามหรือขอบเขตที่เข้าใจตรงกันในทางกฎหมายของคำว่า ‘การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะ’ เพื่อป้องกันการใช้ดุลยพินิจที่ไม่เป็นบรรทัดฐานอย่างเดียวกัน และลักษณะการดำเนินคดี SLAPP ให้ผู้บังคับใช้กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นศาลตำรวจหรืออัยการ ดำเนินการยกฟ้องหรือจำหน่ายคดีไปก่อนที่จะรับเป็นคดีตั้งแต่แรก
ปัจจุบันมีความพยายามผลักดันร่างกฎหมาย Anti-SLAPP หรือกฎหมายป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะอยู่ 3 ร่าง และอยู่ระหว่างรอบรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร[6] ได้แก่ ร่างกฎหมายของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ร่างกฎหมายของพรรคประชาชน และร่างกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกา
พบว่าร่างกฎหมายของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และร่างของพรรคประชาชน มีจุดร่วมกันที่สำคัญหลายประการ เช่น การให้มีคำนิยาม ‘เพื่อประโยชน์สาธารณะ’ ให้มีความชัดเจน พนักงานสอบสวนปล่อยตัวได้ และให้พนักงานอัยการสั่งยุติคดี (สั่งไม่ฟ้อง) ได้ ตลอดจนมีกลไกของการให้ผู้ดำเนินคดีเพื่อกลั่นแกล้งบุคคลอื่นจะต้องชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนร่างของพรรคประชาชนมีกลไกยกเลิกโทษจำคุกในคดีหมิ่นประมาทและดูหมิ่นโดยทำให้เป็นคดีค่าปรับพินัย เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาการดำเนินคดี SLAPP เหล่านี้
ขณะที่ร่างกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกากลับมีแนวทางที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน โดยไม่ได้มุ่งแก้ไขปัญหาในเชิงกลไกคุ้มครองแบบรอบด้านเช่นเดียวกับ 2 ร่างข้างต้น แต่เน้นการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเป็นหลัก ซึ่งจำกัดอยู่เฉพาะการดำเนินคดีในทางแพ่งเท่านั้น ไม่ครอบคลุมไปถึงคดีอาญาหรือชั้นการแจ้งความสอบสวนแต่อย่างใด โดยมีวัตถุประสงค์เบื้องหลังสำคัญคือ การยกระดับกฎหมายไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลเพื่อรองรับการเข้าเป็นสมาชิก OECD มากกว่าจะเกิดจากแรงผลักดันเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนโดยตรงเช่นเดียวกับอีก 2 ร่าง[7]
ช่องว่างที่ยังเหลืออยู่
อย่างไรก็ตาม แม้ 2 ร่างแรกจะออกแบบมาครอบคลุมกว่า แต่ก็ยังมีจุดที่ต้องตั้งคำถามเพื่อพัฒนาต่อไป
ประการแรก การให้อำนาจดุลยพินิจยังเป็นหัวใจของกลไกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นดุลยพินิจของศาลในการวินิจฉัยว่าเป็น SLAPP หรือไม่ หรือดุลยพินิจของอัยการในการสั่งไม่ฟ้อง ตราบใดที่ยังไม่มีบรรทัดฐานการตีความที่เป็นเอกภาพ ปัญหาเดียวกับที่เกิดขึ้นกับมาตรา 161/1 ในปัจจุบัน คือการบังคับใช้ที่ไม่สม่ำเสมอและขึ้นอยู่กับดุลยพินิจรายบุคคล ก็อาจเกิดซ้ำได้อีก โดยเฉพาะเส้นแบ่งระหว่าง ‘เรื่องส่วนบุคคล’ กับ ‘ประโยชน์สาธารณะ’
ยกตัวอย่างเช่น นักการเมือง A มีเรื่องชู้สาวหรือหนี้สินส่วนตัวในอดีตที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง แต่นาย B นำเรื่องนี้มาโพสต์พร้อมข้อความว่า “คนแบบนี้ไว้ใจให้บริหารบ้านเมืองได้อย่างไร” กรณีนี้จะตัดสินอย่างไรว่าเป็นการเปิดเผยเพื่อประโยชน์สาธารณะ (เพราะประชาชนควรรู้ตัวตนที่แท้จริงของผู้มีอำนาจ) หรือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลที่ไม่เกี่ยวกับหน้าที่การงาน
ตัวอย่างนี้สะท้อนให้เห็นว่ากลไกทางกฎหมายที่จะออกใหม่ ท้ายสุดย่อมต้องอาศัยการตีความของผู้บังคับใช้กฎหมาย และการวางบรรทัดฐานต่อไป
บทสรุป
ปัญหาการดำเนินคดี SLAPP ในประเทศไทยสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างเชิงโครงสร้างของกระบวนการยุติธรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้มีอำนาจหรือทุนมากกว่าใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือปิดปากประชาชน แม้จะมีความพยายามแก้ไขผ่านคำแนะนำประธานศาลฎีกาภายใต้มาตรา 161/1 แต่ก็ยังเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะจำกัดอยู่เฉพาะคดีที่ผู้เสียหายฟ้องเองต่อศาลเท่านั้น
การผลักดันร่างกฎหมาย Anti-SLAPP ทั้ง 3 ฉบับในเวลาเดียวกัน นับเป็นพัฒนาการที่สำคัญ โดยเฉพาะร่างของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และร่างของพรรคประชาชนที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ข้อจำกัดทั้ง 3 ข้อได้ค่อนข้างมาก ทั้งการวางนิยามให้ชัดเจน การให้อำนาจยุติคดีตั้งแต่ชั้นต้น และการสร้างกลไกความรับผิดชอบของโจทก์ที่ฟ้องโดยไม่สุจริต
ทว่าคำถามสำคัญที่ยังไม่มีคำตอบคือ กฎหมายจะถูกนำไปปฏิบัติได้จริงมากน้อยเพียงใด เมื่อกลไกหลักยังต้องพึ่งพาดุลยพินิจของผู้บังคับใช้กฎหมายเป็นสำคัญ ตราบใดที่กระบวนการทางนิติบัญญัติยังไม่คืบหน้าไปสู่การบังคับใช้จริง ผู้ที่ออกมาปกป้องประโยชน์สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นนักข่าว นักปกป้องสิทธิมนุษยชน หรือประชาชนทั่วไป ก็ยังคงต้องแบกรับความเสี่ยงจากการถูกฟ้อง SLAPP ต่อไปเช่นเดิม
เชิงอรรถ
[1] กนกพร จันทร์พลอย, “เปิดสถิติ! คนไทยถูกฟ้องปิดปาก จากการคัดค้าน ‘เหมืองแร่’ มากที่สุด”, THE MOMENTUM, เข้าถึงเมื่อ 31 สิงหาคม 2569, https://themomentum.co/slapp/
[2] ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, “ยกฟ้อง ‘โกวิท’ ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง กรณีถูก ‘สุชาติ ชมกลิ่น’ ฟ้องหมิ่นประมาท ชี้ข้อความที่แชร์เป็นเรื่องประโยชน์สาธารณะ เรียกร้องความเป็นธรรม-เป็นกระบอกเสียงให้ประชาชน”, ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, 8 มิถุนายน 2569, https://tlhr2014.com/archives/83899
[3] ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, “ย้อนทบทวนรอบ 8 ปี ‘ธรรมนัส’ มอบอำนาจไปกล่าวหาคดีหมิ่นประมาท ‘ประชาชน-คู่แข่งทางการเมือง’ ต่อเนื่อง”, ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, 18 ธันวาคม 2568, https://tlhr2014.com/archives/81078
[4] Greenpeace Thailand, “เมื่อการใช้สิทธิในการปกป้องสิ่งแวดล้อมโดยสุจริต ถูก SLAPP สกัดกั้น”, Greenpeace Thailand, 29 พฤศจิกายน 2567, https://www.greenpeace.org/thailand/story/55656/slapp-fossil-gas/#:~:text=แต่ในทางปฏิบัติศาลยังมีความลังเลต่อการนำมาตรา%20161%2F1%20มาปรับใช้เพื่อยกฟ้องในการยกฟ้องคดี%20SLAPP%20ส่งผลให้จำเลยต้องเผชิญกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการฟ้อง%20SLAPP%20ได้แก่%20ภาระด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี
[5] “ศาลอาญายกฟ้องคดีแรก Anti-SLAPP อดีตปลัดภูเก็ตฟ้องกลับปมสินบน ชี้ใช้สิทธิไม่สุจริต”, เดลินิวส์, 31 กรกฎาคม 2569, https://www.dailynews.co.th/news/6071510/
[6] “เทียบ 3 ร่างกฎหมาย Anti-SLAPP ป้องกันการฟ้องปิดปาก”, The Standard, 31 สิงหาคม 2569, https://thestandard.co/anti-slapp-law-comparison/
[7] เพิ่งอ้าง
Tags: หมิ่นประมาท, คดีอาญา, Rule of Law, SLAPP, ฟ้องปิดปาก, กฎหมายปิดปาก, ประธานศาลฎีกา, การวิพากษ์วิจารณ์, กฎหมาย




