1.9% คือตัวเลขที่สร้างความตกใจให้กับสังคมไทยไม่น้อย ตัวเลขที่ว่าคือ ‘อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ’ ของประเทศไทย ประจำไตรมาส 2 ปี 2569 ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ประกาศออกมา ท่ามกลางภูมิภาคที่คู่แข่งโตเกิน 5% ในหลายประเทศ ทั้งมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย รวมถึงเวียดนาม ส่งผลให้ไทยกลายเป็นประเทศเศรษฐกิจโตช้ารั้งท้ายในอาเซียน
แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวอาจสร้างความกังวลให้กับหลายคน แต่ในรายงาน ใช่ว่าเศรษฐกิจไทยจะมืดมนไปเสียหมด การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวสูงขึ้น 13.4% มากที่สุดในรอบ 54 ไตรมาส หรือเมื่อกว่า 14 ปีที่แล้ว กลายเป็นจุดแข็งสำคัญทางเศรษฐกิจ
มักมีข้อวิจารณ์เกี่ยวกับยุคหลังของเศรษฐกิจไทยหลายต่อหลายครั้งว่า เศรษฐกิจไทย ‘ตกขบวน’ กระแสโลก และยังเลือกพึ่งพาอุตสาหกรรมเก่าเป็นหัวหอกในการหาเงินเข้าประเทศ เช่น ยานยนต์สันดาป และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
อย่างไรก็ดี ไม่นานนี้ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ออกมาเปิดเผยว่า ยังมี ‘ข่าวดี’ เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจไทย นั่นคือ ประเทศไทยกำลังเริ่มเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมใหม่ระดับโลกแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มการลงทุนด้าน AI
เพียงแต่อุตสาหกรรมนี้ยังใหม่ เปรียบเสมือน ‘ผู้ชนะ’ แม้โตเร็ว แต่ยังมีขนาดเล็ก ขณะที่อุตสาหกรรมกลุ่ม ‘ผู้แพ้’ เช่น ยานยนต์และปิโตรเคมีกำลังหดตัว แต่ยังมีขนาดใหญ่
อาจสรุปได้ว่า ประเทศกำลังก้าวไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ แต่ยังมีโจทย์คือ การเพิ่มมูลค่าให้อยู่ในระบบเศรษฐกิจ รวมถึงการเคลื่อนย้ายทรัพยากรทั้งแรงงานและทุน ให้ไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่มีโอกาสมากกว่า
วันนี้ The Momentum มีโอกาสได้สนทนาอย่างเป็นทางการกับหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เพื่อเจาะลึกตัวเลขทางเศรษฐกิจ ประเด็นการเคลื่อนย้ายทรัพยากรจากอุตสาหกรรมเดิมมาสู่อุตสาหกรรมใหม่ รวมถึงเปิดมุมมองปัญหาที่ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายในอนาคต
ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ มองตัวเลข GDP ไทยที่โต 1.9% ในไตรมาส 2 ว่าสะท้อนอะไรออกมาผ่านตัวเลขนี้
ผมว่ามี 2 มิติคือ ตัวเลขไตรมาส 4/ 2568 และ 1/ 2569 ค่อนข้างดี โตขึ้นไปถึง 2.5% การลดลงมาเหลือ 1.9% ชัดเจนว่าเป็นการชะลอลง เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น รวมไปถึงทำให้ยอดนักท่องเที่ยวหาย เพราะตั๋วเครื่องบินมีราคาแพงมากขึ้น
ไตรมาส 2 ผมมองว่าเป็นการชะลอตัวเพียงชั่วคราว หวังว่าไตรมาส 3 น่าจะดีขึ้น เพราะว่ามีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลัง (Fiscal Stimulus) เข้ามาช่วย และนักท่องเที่ยวเริ่มทยอยกลับเข้ามา ขณะที่ตัวเลขการลงทุนและการส่งออกน่าจะกลับมาดีขึ้นเช่นกัน
แต่ในมิติที่ 2 การที่ตัวเลขเศรษฐกิจโตที่ 1.9% นั้น ‘ดีกว่าที่คาด’ เพียงแต่ประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น ไต้หวันโต 12.9% มาเลเซียโต 6.5% เวียดนามโต 8% สิงคโปร์โต 4% จึงนำมาสู่การตั้งคำถามทำนองว่า “เมื่อเทียบกัน ทำไมเราถึงโตแค่นี้” ทั้งๆ ที่ภูมิภาคนี้กำลังเป็นขาขึ้นกันหมด
ผมคิดว่า ช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของซัพพลายเชนเอเชีย จากการมาของกระแสการลงทุน AI ของบริษัทเทคโนโลยี (AI Capital Expenditure: AI Capex) จุดสำคัญของโลกตอนนี้คือ AI การลงทุนกับ AI นั้นเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะหุ้นเทค แต่ผู้ที่ได้ประโยชน์เยอะกลับกลายเป็นเศรษฐกิจในเอเชีย เพราะว่าเอเชียเป็นซัพพลายเชนสำคัญของอิเล็กทรอนิกส์
คำถามที่เกิดขึ้นคือ เพราะอะไรไทยถึงโตแค่ 2% มันจะดูต่ำเกินไป มันต่ำมากเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค หรือแม้กระทั่งคนที่รวยกว่าเราอย่างสิงคโปร์ก็โต 4% คำถามคือ ในช่วงเวลานี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของภูมิภาค น้ำขึ้นกันหมด แต่เหตุใดเมืองไทยเป็นเช่นนี้
แต่ผมก็ไม่ได้หมายความว่า ประเทศไทยแย่ขนาดนั้น หากดูตัวเลขการส่งออก ประเทศไทยโต 18% YTD (Year to Date) การส่งออกไทยเกินดุลสหรัฐฯ เป็นอันดับ 6-7 ของสหรัฐฯ และการลงทุนเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรก ถ้าดูการลงทุนรวม (Gross Investment) โตตัวเลขสองหลักเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
แม้ดูเหมือนว่าจะมีหลายจุดที่ดูดี แต่ก็มีคำอธิบายที่เข้าใจได้ว่า เหตุใดเศรษฐกิจไทยถึงโตแค่ 1.9% ทั้งๆ ที่การส่งออกโต 18% แต่ประเทศไทยมีตัวเลขการนำเข้าที่โตเกือบ 40% เช่นเดียวกัน แสดงว่า จุดที่สำคัญคือ ยอดรวม (Gross) ไม่เท่ากับยอดสุทธิ (Net)
ส่วนเหตุผลที่การลงทุนโตได้สองหลัก ส่วนมากเป็นการลงทุน Data Center รวมไปถึงการลงทุนใหม่ๆ ที่นำเข้าชิ้นส่วนเยอะมาก แต่ก็ยังเป็นการโตแบบ K-Shaped เช่น การส่งออกที่โต 18% เราจะเห็นว่าการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์เครือข่าย (Network Equipment) รวมถึงอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ แสดงให้เห็นว่า จริงๆ ประเทศไทยร่วมกับคลื่น AI Capex เพียงแต่สัดส่วนยังไม่ได้ใหญ่มาก เมื่อเทียบกับการส่งออกสินค้าประเภทที่ไม่ใช่เทคโนโลยี (Non-Tech Export)
ขณะที่อุตสาหกรรมที่เคยเป็นพระเอกของไทย เช่น ยานยนต์ ปิโตรเคมี เครื่องใช้ไฟฟ้า กลับลดลงหมด ถามว่าในห้วงเวลา AI Capex ประเทศไทยได้ประโยชน์หรือไม่ เราได้ เราเข้าไปสู่อุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ แต่ขนาดยังไม่ใหญ่พอ เพราะยังมีอุตสาหกรรมที่ได้รับแรงกดดันจากการแข่งขันต่างประเทศอยู่ เช่น รถยนต์ เมื่อก่อน 90% ของรถยนต์ที่ขับอยู่ในประเทศไทยประกอบในประเทศ
แต่ในวันนี้ สัดส่วนการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า (EV Penetration) เพิ่มขึ้นจาก 0% มาเป็น 30% ซึ่งพูดได้ว่า มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (Value Added) ของรถไฟฟ้า ‘น้อยกว่า’ รถยนต์สันดาปแน่นอน เพราะรถยนต์สันดาปมีสายป่านซัพพลายเชนที่ยาวมากในประเทศ
สัดส่วนนี้สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในหลายอุตสาหกรรมจริงๆ และรถยนต์เป็นเพียงหนึ่งในอุตสาหกรรมนั้น
สถานการณ์วันนี้จึงกลายเป็นว่า ‘ของใหม่โตจริงแต่ยังเล็ก ของเก่าที่ใหญ่กว่ากำลังหดตัว’ ดังนั้นโจทย์สำคัญวันนี้คือ ทำอย่างไรให้ ‘ของใหม่’ ใหญ่ขึ้น และหยั่งรากสู่เศรษฐกิจในประเทศเยอะขึ้น ไม่ใช่แค่วิ่ง แต่ต้องทำให้ Value Added เกิดขึ้นในประเทศไทย
ในมุมมองของ ดร.พิพัฒน์ การที่เศรษฐกิจโตได้เพียง 1.9% นั้นแย่กว่าที่คิดไว้หรือไม่
ผมมองว่า ประเทศไทยกำลังเจอความท้าทายใหญ่มาก ปัญหาของเศรษฐกิจไทยคือ ‘แก่ก่อนรวย’ แปลว่าเราอยู่ในสถานะที่ประชากรวัยทำงานกำลังลดลง ขณะที่ประเทศยังไม่ได้เข้าสู่ประเทศรายได้สูง หากเทียบในอาเซียน ประเทศที่รวยแล้วคือสิงคโปร์ ในอาเซียนมีเพียงสิงคโปร์กับประเทศไทยที่ประชากรวัยทำงานกำลังหดลง ซึ่งสิ่งที่จะตามมาคือ ตลาดที่เล็กลง
คนเดินบนท้องถนนของไทยจะน้อยลงในทุกปี นั่นจึงอธิบายเหตุผลได้ว่า ทำไมจึงไม่มีการลงทุนใหม่ในประเทศ และเราจะเห็นธุรกิจที่ออกจากประเทศไทยไปเรื่อยๆ หากสังเกตให้ดี ปั๊มน้ำมันวันนี้ไม่มีแบรนด์ต่างประเทศแล้ว ธุรกิจ Retail ก็เป็นแบรนด์ไทยหมด ธนาคารพาณิชย์เองตอนนี้ก็ไม่มีของต่างชาติเข้ามาแล้ว หรือธุรกิจโทรคมนาคมที่ผู้เล่นต่างประเทศก็หายไป แสดงว่าตลาดไทยไม่ใช่ตลาดเติบโตอีกต่อไป เพราะฐานประชากรกำลังลดลง
ถามว่าประเทศอื่นเป็นหรือไม่ หลายประเทศก็เป็น ทั้งไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ฮ่องกง แม้กระทั่งจีน ต่างเจอปัญหาเดียวกันทั้งหมด แต่เขาแก้ไขปัญหาฐานประชากรที่ลดลงได้ คือเน้น ‘การลงทุน’ ให้มากขึ้น 
ยกตัวอย่างเปรียบเทียบประเทศเป็น ‘เครื่องจักร’ เครื่องจักรนี้ต้องการ Input 3 ส่วนด้วยกัน ประกอบด้วย แรงงาน ทุน และผลิตภาพ (Productivity) หากใส่แรงงานและทุนลงไปในเครื่องยนต์ ปล่อยให้ทำงานไปเรื่อยๆ เครื่องก็จะเก่าลง ผลิตภาพก็จะแย่ลงตามไปด้วย ดังนั้นจำเป็นต้องมีการลงทุนเพิ่มขึ้น เพื่อให้ใส่ Input เท่าเดิม แต่ได้ผลิตภาพมากขึ้น หรือที่เรียกว่า Productivity Growth
วันนี้ประเทศไทยมี Input น้อยลง เพราะแรงงานน้อยลง ขณะที่การลงทุนก็ค่อยๆ ลดน้อยลง เพิ่งจะมีมาในปีนี้ที่การลงทุนกลับมาดีขึ้น จึงอาจบอกได้ว่า เป็นสัญญาณที่ดีขึ้นว่าการลงทุนเริ่มกลับเข้ามา แต่ปัญหายังมี คือความสามารถในการแข่งขัน เราโดนการแข่งขันจากที่อื่นเข้ามาค่อนข้างเยอะ และเรายังไม่สามารถหาเครื่องจักรใหม่แทนเครื่องจักรเก่าได้ ดังนั้นการที่เศรษฐกิจโต 2% สะท้อนว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่าน
แล้วประเทศไทยเพิ่มการลงทุนให้มากขึ้นเหมือนจีนหรือญี่ปุ่นได้หรือไม่
เรื่องนี้ต้องมองย้อนกลับไปไกลๆ ว่า เหตุผลที่เศรษฐกิจไทยโตมาได้ตลอด คือประเทศไทยโชคดีที่มีการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เข้ามาตลอด ตั้งแต่ยุค Eastern Seaboard เจอก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย มีการลงทุนจากญี่ปุ่น เราเก่งในสิ่งที่เข้ามาลงทุนจากการผลิตที่ใช้คนจำนวนมาก (Labour Intensive) ทำเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า มาสู่การผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ต่างๆ
แต่สังเกตว่า สิ่งที่เราขาดคือ การได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) ที่นำไปต่อยอดได้คือ ประเทศไทยรับจ้างผลิตเก่ง แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยี ในอดีตผมว่าเราส่งออกสินค้าหลายอย่าง แต่คนไม่ค่อยรู้ เครื่องใช้ไฟฟ้าเราผลิตและส่งออกเป็นอันดับ 1 แต่ก็เป็นของญี่ปุ่นทั้งหมด
ขณะที่การเติบโตของอุตสาหกรรมในหลายประเทศอย่างเกาหลีใต้ ก็มีรถยนต์เป็นของตัวเอง มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงแบรนด์ต่างๆ เป็นของตัวเอง แสดงว่าเขามีการต่อยอดเทคโนโลยี ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยของเราขาด
ในภาวะที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังโตแบบ K-Shaped ซึ่งมีคนได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ ประเทศไทยจะออกจากสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้ได้อย่างไร
มันไม่มีทางออกอื่น นอกเหนือจากการพัฒนา ‘คุณภาพแรงงาน’ เพราะปัญหาที่เกิด K-Shaped เนื่องจากเศรษฐกิจโตไม่เหมือนเดิม เมื่อก่อนเวลาเศรษฐกิจโตพร้อมกัน คนต่างจังหวัดก็เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ กลายเป็นคนชนชั้นกลาง จากคนชนชั้นกลางก็กลายเป็นคนรวย ทำให้ทุกคนก็รู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆ
แต่พอมาอยู่ในภาวะที่เศรษฐกิจโตช้าลง การเลื่อนชั้นทางสังคมยากขึ้นเรื่อยๆ ทรัพยากรไม่พอที่จะแบ่งให้ทุกคน คนที่มีโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมมากกว่าจึงเข้าถึงทรัพยากรและดึงออกไปได้มากกว่า
ยิ่งบทบาทของรัฐไม่สามารถกระจายทรัพยากรได้อย่างเท่าเทียม ยิ่งทำให้ปัญหา K-Shaped หนักขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ ทำอย่างไรก็ได้ให้เศรษฐกิจโต และเศรษฐกิจจะโตแบบยั่งยืนได้นั้น ต้องทำให้ค่าแรงที่แท้จริง (Real Wage) สูงขึ้น กล่าวคือ แรงงานต้องมีคุณภาพ การลงทุนต้องเพิ่ม ผลิตภาพต้องดี
หากบอกว่าเศรษฐกิจในประเทศวันนี้เหนื่อย โจทย์การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศน่าจะเป็นตัวเลือกที่สำคัญ เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศไม่เพียงพอที่จะจุดให้เศรษฐกิจดี ก็จำเป็นต้องใช้อุปสงค์ต่างประเทศ ซึ่งมีแค่ 3 เรื่อง ได้แก่ การลงทุนจากต่างประเทศ การท่องเที่ยว และการส่งออก
แต่การดึงการลงทุนจากต่างประเทศมาได้ ประเทศไทยต้องปฏิรูปหลายเรื่อง ก่อนอื่นต้องตั้งคำถามว่า ทำไมนักลงทุนถึงไม่อยากเข้ามา ซึ่งอาจได้คำตอบทำนองว่า
1. ประเทศไทยมีแรงงานฝีมือไม่เพียงพอ ซึ่งสอดคล้องกับคำตอบระยะยาวว่า เราต้องทำให้คุณภาพแรงงานดี ในเมื่อประชากรมีน้อยลง ก็ต้องสร้างคนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น คุณภาพแรงงานเป็นประเด็นสำคัญมาก ซึ่งแก้ไขไม่ได้ในระยะสั้น แต่อย่างน้อยการจัดเตรียมแรงงานให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมที่ไทยอยากดึงเข้ามานั้น เป็นประเด็นสำคัญ
2. เหตุผลที่ FDI ในวันนี้มีค่อนข้างจำกัด เพราะเหตุใดประเทศอื่นไม่อยากเข้ามาลงทุน หากเป็นเรื่องกฎระเบียบ คอร์รัปชัน เรื่องการกำกับดูแล เราก็ต้องไปแก้ การเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คือการปฏิรูปโครงสร้าง (Structural Reform) ทำให้มาตรฐานของสถาบันทางเศรษฐกิจและการเมืองทัดเทียมกับเศรษฐกิจโลก 
ประเด็นพวกนี้ช่วยส่งเสริมการลงทุนในประเทศได้จริงๆ และทำให้คนที่อยากเข้ามาลงทุนในประเทศมีความมั่นใจ เพราะประเทศไทยมีจุดแข็งเรื่องเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจ แต่คุณภาพของสถาบันยังเป็นประเด็นที่คนอาจจะตั้งคำถามกันอยู่ ปัญหาพวกนี้เรามีมาเป็น 10 ปี การแก้เพียงจุดหนึ่ง ไม่สามารถช่วยได้ทั้งหมด
มีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ว่า ประเทศไทยที่พึ่งพาอุตสาหกรรมและรูปแบบเศรษฐกิจเดิมๆ ทำให้รายได้ของประชาชนโตช้า และท้ายที่สุดสะท้อนปัญหากลับมาในรูปแบบ ‘หนี้ครัวเรือน’
สิ่งนี้คือปัญหาเลย ถามว่าหนี้ครัวเรือนมาจากอะไร ผมว่าหนี้ครัวเรือนไม่ได้มาจากการโฆษณาให้ไปกู้เงิน แต่ผมว่าปัญหาสำคัญของหนี้ครัวเรือนคือ ‘รายได้ไม่พอรายจ่าย’ หนี้จะเยอะ เพราะคนมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ หากเศรษฐกิจโตได้ดี หนี้ครัวเรือนจะเป็นประเด็นเล็กมาก แต่ปัญหาที่ทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นมา เพราะว่าคนที่มีปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลังเยอะขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าอาจจะแก้ด้วยวินัยทางการเงิน แต่ประเด็นภาพใหญ่ที่สุดคือ ‘เศรษฐกิจโตไม่ทันกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น’
ถ้าเราปลุกเศรษฐกิจให้กลับมาโตได้ จริงๆ เศรษฐกิจมันไม่ใช่แค่ภาคอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีภาคเกษตรกรรมและภาคบริการด้วย ถ้าทุกเซกเตอร์กลับมาโตได้ สร้างงานดีๆ สร้างงานที่มีการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างโดยรวมที่ดี ปัญหาหนี้ครัวเรือนก็จะเบาลงได้
ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ เรากังวลกับหนี้เสียจากหนี้ครัวเรือนอย่างไรบ้าง
กังวลมาก เวลามีปัญหาหนี้ครัวเรือน สิ่งที่คนกังวลคือ เรื่องความสามารถในการจ่ายคืนหนี้ จริงๆ การเป็นหนี้นั้นไม่ใช่เรื่องผิด หากคนอยากมีบ้าน แต่เงินเดือนไม่พอที่จะซื้อบ้าน การกู้ก็คือการยืมรายได้ในอนาคตซึ่งจะไม่เป็นปัญหาเลย ถ้ารายได้ในอนาคตโต และทำให้มีความสามารถในการจ่ายหนี้ที่กู้มาได้
แต่ปัญหาคือ คนคาดการณ์ผิดหรือคนไม่มีความสามารถในการจ่ายคืน พอไม่มีความสามารถในการจ่ายคืน จะมีเรื่องที่ตามมา 2 มิติ คือ
1. ผู้กู้เองสุดท้ายจะเจอปัญหา Debt Overhang คือมีหนี้เต็มไปหมด หลักประกันโดนยึด และทำให้การกู้เพื่อมาใช้จ่ายหรือประกอบอาชีพ ตลอดจนการใช้จ่ายในภาวะฉุกเฉินไม่สามารถทำได้ และหากหนี้กลายเป็นหนี้เสีย (Non-Performing Loan: NPL) ความสามารถในการกู้ในอนาคตก็จะมีปัญหา
2. คนให้กู้หรือสถาบันการเงิน ภาคธนาคารทำหน้าที่สำคัญคือการจัดสรรทรัพยากร หากสินเชื่อที่ปล่อยออกไป และผู้กู้จำนวนมากไม่มีความสามารถในการจ่ายคืน ก็จะกลายเป็นว่าสินเชื่อที่ปล่อยไปค้างอยู่ ไม่สามารถนำกลับมาปล่อยกู้ให้เซกเตอร์อื่นๆ ทำให้ภาคธนาคารไม่สามารถส่งผ่านหรือทำหน้าที่ตัวเองได้
และที่สำคัญปัญหาหนี้ครัวเรือนนั้น ประเด็นที่สร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ที่เห็นชัดที่สุด ผมคิดว่าหน่วยที่ได้รับผลกระทบคือ ‘รถยนต์’ และ ‘บ้าน’ เนื่องจากเป็น 2 เซกเตอร์ที่ต้องการสินเชื่อมากที่สุด เมื่อหนี้ครัวเรือนสูง ธนาคารพาณิชย์จะระมัดระวัง ไม่กล้าปล่อย และเมื่อธนาคารไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ ผู้กู้จำนวนมากถูกปฏิเสธ ทำให้ยอดขายบ้านและรถยนต์ลดลง
การที่หนี้เสียเพิ่มมากขึ้น ยิ่งทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจได้รับผลกระทบ เพราะรถยนต์กับบ้านเป็น 2 เซกเตอร์ใหญ่ มีการจ้างงานจำนวนมาก มีผลกระทบเชิงเศรษฐกิจเต็มไปหมด พอวันนี้ที่ธนาคารไม่กล้าปล่อยกู้ การลงทุนใหม่ๆ การสร้างบ้านใหม่ หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาคอสังหาริมทรัพย์ก็จะได้รับผลกระทบหมดเลย
ธนาคารในฐานะที่เป็นผู้ปล่อยสินเชื่อ จะช่วยแก้ไขปัญหาหนี้เสียได้อย่างไรบ้าง
ธนาคารก็ต้องดูแลลูกค้า พร้อมเข้าไปให้การช่วยเหลืออยู่แล้ว เช่น หากลูกหนี้คนไหนมีปัญหา รู้ว่าเขาจ่ายไม่ไหว ‘การปรับโครงสร้างหนี้’ เป็นสิ่งที่เข้าไปช่วยได้จริงๆ เพราะว่าถ้าธนาคารไม่เข้าช่วย สุดท้ายลูกหนี้ก็จ่ายไม่ไหวอยู่ดี การได้กลับมาบางส่วนผ่านการพูดคุยกัน และทำให้มีความสามารถในการจ่ายคืน ก็เป็นทางออกร่วมกันเพื่อให้ปัญหาผ่านไปได้
แต่ผมคิดว่าธนาคารเองก็คงไม่อยากเข้าไปยึดบ้าน ยึดรถยนต์มาขายทอดตลาด ขณะเดียวกันก็จะมีประเด็น Moral Hazard ด้วย ทั้งนี้ผมคิดว่า การที่ภาครัฐเข้ามาพร้อมมาตรการ เช่น คุณสู้เราช่วย ก็บรรเทาปัญหาได้เหมือนกัน เนื่องจากบางครั้งการปรับโครงสร้างหนี้และการปล่อยให้หนี้กลายเป็นหนี้เสีย ก็มีต้นทุนของธนาคารพาณิชย์ หากภาครัฐเข้ามาช่วยจูงใจ ผมว่ามันช่วยทำให้การแก้ไขปัญหาหนี้ได้ดีมากขึ้น
ถ้าเศรษฐกิจไทยกำลังมีข้อจำกัดจากอุตสาหกรรมเดิม เราจำเป็นต้องหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอุตสาหกรรมใหม่ที่รัฐกำลังส่งเสริม เช่น Data Center, AI หรืออุตสาหกรรมเทคโนโลยี จะกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ได้จริง ไม่ใช่เพียงการลงทุนที่ดูใหญ่ แต่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยมาก
ผมว่าตอนนี้มันเป็นอยู่ ถ้าไม่มีการลงทุน ไม่มีการส่งออก หรือไม่มีการผลิตอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่ว่า ผมว่าเศรษฐกิจวันนี้น่าจะแย่กว่านี้เสียอีก ตอนนี้มันกำลังเป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจใหม่แน่ๆ ยกตัวอย่างเช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ เมื่อ 3 ปีก่อนทุกคนมองว่ามันกำลังตาย ไม่มีใครใช้แล้ว แต่พอกระแส AI Capex เข้ามา นี่คือเศรษฐกิจใหม่ เพราะมีความต้องการเพิ่มขึ้นมหาศาล
วันนี้อุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์กลับมาเดินกำลังการผลิต 100% การเข้ามาของ AI Capex ทำให้อุตสาหกรรมเก่ากลายเป็นเครื่องจักรใหม่ จากรายงาน July 2026 World Economic Outlook บอกว่า ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตชิ้นส่วน AI หลายเรื่อง เป็นหนึ่งใน Top 4 รวมกับไต้หวัน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย
อีกทั้งวันนี้ ประเทศไทยก็เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ส่งสัญญาณทางแสง (Photonic Equipment) ถามว่าอุตสาหกรรมดิจิทัลเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจให้ไทยหรือยัง ในมุมมองผมคือ ‘เป็นแล้ว’ แต่สิ่งที่เราอยากเห็นคือ ไม่อยากให้อุตสาหกรรมพวกนี้มาประกอบในไทยอย่างเดียว เราอยากเห็นซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมนี้หยั่งรากลึกในประเทศไทย ให้มี SME และผู้ประกอบการเข้าไปสู่ซัพพลายเชนให้ได้ รวมถึงควรจะต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี ไม่ใช่มาลงเฉยๆ แต่เราควรเห็นการพัฒนาเทคโนโลยีให้ต่อยอดได้
ในกรณีของ Data Center ที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าดึงดูดการลงทุนจำนวนมาก ดร.พิพัฒน์มองว่า อุตสาหกรรมนี้จะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ไทยมากน้อยแค่ไหน ทั้งในแง่การลงทุน การจ้างงาน และการสร้างรายได้
Data Center เป็นที่ถกเถียงในสังคมมาก ในอุตสาหกรรมดิจิทัลอาจจะมีความกังวลแค่มี Value Added น้อย แต่ยังไม่มีต้นทุน กลับกัน Data Center มีปัญหาสำคัญคือ ‘ใช้ทรัพยากรจำนวนมาก’ ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า น้ำประปา หรือความร้อน ไม่รู้ว่าทำไมตอนนี้ Data Center กลายเป็นอุตสาหกรรมการเมืองไปเสียแล้ว เราไม่อยากให้ต้องกลัวหรือกังวลขนาดนั้น แต่ควรพิจารณาในมุมต้นทุนและผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น
ในมุมของต้นทุน ตัวแรกคือ ‘ไฟฟ้า’ ประเทศไทยมีกำลังไฟฟ้าสำรองเหลือ เราไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ แต่เราจำเป็นต้องใช้วัตถุดิบมาผลิตไฟเพิ่ม เช่น ก๊าซในอ่าวไทยหรือการนำเข้า LNG
ดังนั้นประเด็นสำคัญคือ ทำอย่างไรไม่ให้ Data Center ทำให้ต้นทุนไฟฟ้าของผู้ใช้งานคนอื่นสูงขึ้น เช่น การเก็บค่าไฟฟ้าของอุตสาหกรรมนี้สูงกว่าอุตสาหกรรมอื่น หรือถ้าการมี Data Center ทำให้ประเทศไทยต้องนำเข้า LNG เพิ่มเพื่อผลิตไฟฟ้า ต้นทุนส่วนเกิน (Marginal Cost) ที่เกิดจาก LNG ก็ควรถูกสะท้อนไปในค่าไฟฟ้าของ Data Center ไม่ใช่นำก๊าซธรรมชาติราคาถูกจากอ่าวไทยมาช่วยลดต้นทุนของ Data Center เพราะก๊าซธรรมชาติเป็นทรัพยากรของประเทศ ควรจัดสรรให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าในประเทศ
ต้นทุนตัวที่ 2 ‘น้ำประปา’ ต้องทำอย่างไรให้ทรัพยากรน้ำถูกบริหารจัดการ อาจจะต้องศึกษาการใช้น้ำระบบปิด ทำให้น้ำกลับมาใช้ใหม่ได้
นอกจากนั้น ผมคิดว่าประเทศไทยยังมีข้อจำกัดอีกอย่างคือ ระบบสายส่งไฟฟ้า แม้ว่าประเทศไทยยังมีกำลังไฟฟ้าสำรองโดยรวมเพียงพอ แต่บางพื้นที่มีข้อจำกัดเรื่องสายส่ง
Data Center นั้นเป็นอุตสาหกรรมใหม่ มีการใช้ทรัพยากรสูง เพราะฉะนั้นการลงทุนทรัพยากรใหม่ ต้องสะท้อนต้นทุนของการลงทุนใหม่ 
ขณะที่มุมของผลประโยชน์ แน่นอนว่า Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ซึ่งวันนี้มีความจำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องตั้งคำถามต่อว่า ประเทศไทยจะได้ประโยชน์อย่างไร ไม่ใช่เอา Data Center มาวาง แล้วแทบไม่มีการจ้างงานเลย ผมว่ามีวิธีดำเนินการได้ 2 เรื่อง คือ
1. ตอนลงทุนสร้าง เป็นไปได้หรือไม่ที่ประเทศไทยจะกำหนดว่า จำเป็นต้องมีการกำหนดสัดส่วนการใช้ ‘Local Content’ เพื่อให้การลงทุนหลายแสนล้านบาทในอุตสาหกรรมนี้ก่อให้เกิดการย้ายฐานการผลิตอุตสาหกรรมอื่นๆ เพื่อเข้ามาป้อนให้กับการลงทุน Data Center หากมีการคาดการณ์ว่า ในอนาคตจะมีการลงทุน Data Center เพิ่มขึ้นอีกหลายแสนล้านบาท อาจจะเป็นเงื่อนไขที่ดึงดูดซัพพลายเชนมาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยได้เยอะขึ้น
2. ในเมื่อมี Data Center แล้ว เราจะยกระดับการได้ประโยชน์อย่างไร เช่น ทำให้ประเทศไทยกลายเป็น AI Hub หรือทำอย่างไรให้นักพัฒนาเข้ามาอยู่ในเมืองไทยมากขึ้นเพื่อให้เราต่อยอดได้ขึ้นไปอีก
ทั้งนี้ ระหว่างการลงทุน Data Center ต้องมั่นใจว่าจะมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตภายในประเทศเข้าไปมีส่วนในอุตสาหกรรมนี้ สำคัญคือต้องหาว่าประเทศจะได้รับประโยชน์อย่างไรเพราะ Data Center นั้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ
เราควรบริหารจัดการความสมดุลอย่างไร ระหว่างการเร่งสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ให้มีสัดส่วนในเศรษฐกิจมากขึ้น กับการประคองอุตสาหกรรมดั้งเดิมให้ก้าวผ่านช่วงเปลี่ยนผ่าน
ผมมองว่า เป็นเรื่องปกติของการพัฒนาเศรษฐกิจ หากถอยมามองภาพกว้าง ประเทศไทยไม่ได้มายืนอยู่ในจุดนี้ตั้งแต่ต้น เมื่อก่อนประเทศไทยเราทำอุตสาหกรรมทอผ้าด้วยซ้ำ มันจะเป็นการทำลายอันสร้างสรรค์ (Creative Destruction) กล่าวคือ มีอุตสาหกรรมใหม่ขึ้นมา ขณะที่อุตสาหกรรมเก่าค่อยๆ ตายไป ทุกวันนี้ประเทศไทยไม่ได้เย็บผ้าขายแล้ว อุตสาหกรรมนี้มันก็ย้ายไปบังกลาเทศหรือประเทศอื่น เป็นการส่งต่อไปเรื่อยๆ ระหว่างที่ประเทศพัฒนามากขึ้น
ประเด็นของประเทศไทย อุตสาหกรรมดั้งเดิมที่เป็นพระเอก เช่น รถยนต์สันดาป เครื่องใช้ไฟฟ้า ปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ และอาหาร วันนี้อิเล็กทรอนิกส์กับอาหารยังไปได้ดี แต่อีก 3 ตัวเหนื่อย คำถามคือ เราประเมินอย่างไรว่าอุตสาหกรรมพวกนี้ในอนาคตจะยังแข่งขันได้หรือไม่
วันนี้เราเห็นชัดเลยว่า อุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วนที่อยู่มา 30-40 ปี มีซัพพลายเชนยาวมาก จ้างงานเป็นแสนคน แต่วันนี้ตลาดกำลังถดถอย และชัดว่าเรากำลังมุ่งไปที่ Hybrid หรือ EV แต่สิ่งที่เราเห็นคือ ผู้ประกอบการกำลังได้รับผลกระทบ คำถามคือเราจะเปลี่ยนผ่านทรัพยากรพวกนี้อย่างไร เป็นไปได้หรือไม่ที่เราหาวิธีรองรับทั้งแรงงาน เทคโนโลยี และทุนที่อยู่ในนั้น
วันนี้ก็อาจจะมีความพยายาม เช่น แรงงานย้ายไปอยู่อุตสาหกรรมอื่น เช่น จากเดิมทำอยู่ในอุตสาหกรรมทำชิ้นส่วนยานยนต์ ย้ายไปทำในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนเครื่องมือแพทย์
ผมว่าเป็นโจทย์ใหญ่ มิเช่นนั้นจะกลายเป็นว่า เรามีอุตสาหกรรมใหม่เกิดขึ้น แต่อุตสาหกรรมเก่าไม่สามารถเปลี่ยนผ่านไปหาอุตสาหกรรมใหม่ได้เลย อย่างที่บอกว่า ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมใหม่เกิดขึ้นจริงๆ แต่วิธีทำให้อุตสาหกรรมเก่าจากไปอย่างสมเกียรติ คือรักษาระดับผลิตภาพเพื่อให้แข่งกับคนอื่นได้
การ Transition แรงงานควรทำอย่างไร
ถ้ามองในมิติของคน หนีไม่พ้นต้อง Reskill ดูศักยภาพของแรงงานในโรงงานที่กำลังจะปิดและหาอุตสาหกรรมที่ต้องการแรงงาน แน่นอนวันนี้ประเทศต้องการแรงงานรูปแบบใหม่ ซึ่งต้องหาคอร์สหรือแพลตฟอร์มในการพัฒนาทักษะแรงงานที่มีประสิทธิภาพมากพอ
ส่วนมิติผู้ประกอบการ ผมมองว่า รัฐต้องมาชี้เป้าว่า หากไม่ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์แล้ว นำไปทำอย่างอื่นได้หรือไม่ ผมว่าโจทย์นี้ไม่ง่าย แต่ต้องลองดูว่ารัฐชี้ช่องผู้ประกอบการได้หรือไม่ ผมว่าการเปลี่ยนผ่านแรงงานนั้นง่ายกว่าการเปลี่ยนผ่านทุนหรือเครื่องจักรเสียอีก
อย่างไรก็ดี การจะพัฒนาทักษะแรงงานย่อมจำเป็นต้องการ ‘การศึกษาที่มีคุณภาพ’ แต่ประเทศไทยยังมีความท้าทายในประเด็นนี้อยู่พอสมควร ในเรื่องนี้ ดร.พิพัฒน์มองอย่างไร
ผมว่ามันจะกลายเป็นระบบการศึกษาอีกรูปแบบหนึ่ง ไม่ใช่การศึกษาของเด็ก แต่จะเป็นการศึกษาของแรงงาน
การศึกษาของเด็กจำเป็นต้องมีการเตรียมคนให้พร้อมกับอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งยังเป็นเรื่องหนักใจของมหาวิทยาลัยหรืออาชีวะ เพราะหลายอุตสาหกรรมจะถูกแทนที่ด้วย AI ฉะนั้นการศึกษาต้องทำให้มั่นใจว่า แรงงานที่จะออกมาสามารถใช้ AI ได้ ส่วนแรงงานที่จบการศึกษาไปแล้ว จำเป็นต้องพึ่งการ Upskill และ Reskill
หากให้ ดร.พิพัฒน์มองไปข้างหน้า ประเทศไทยยังมีโจทย์สำคัญอะไรที่รอการแก้ไข
สำหรับผม ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ การสู้กับความท้าทาย ‘แก่ก่อนรวย’ ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่มาก เพราะผมว่ามีไม่กี่ประเทศที่เจอปัญหานี้ ประเทศไทยดันเข้าสู่สภาวะสังคมผู้สูงอายุเร็วมาก ซึ่งมีปัญหาตามมาเต็มไปหมด ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการคลัง
อย่างที่เราเห็นกันว่า ระบบตาข่ายรองรับทางสังคม (Social Safety Net) ของประเทศก็ยังดีไม่พอ และจะระเบิดในไม่ช้า ขณะที่โจทย์เศรษฐกิจก็ท้าทายมากขึ้น เมื่อมีแรงงานลดลง การจะทำให้คนมีลูกเพิ่มมากขึ้นก็ยากตามไปด้วย 
ดังนั้นเราจะทำอย่างไรให้มีกลุ่มแรงงานที่มีคุณภาพเยอะขึ้น คงหนีไม่พ้นเรื่องการศึกษา หรืออาจจำเป็นต้องพูดเรื่อง ‘Immigration’ เพื่อดึงแรงงานที่มีทักษะเข้ามาให้มีมากขึ้น
ในแง่ของสังคม เราจะเตรียมความพร้อมอย่างไร เพราะคนจำนวนมากกำลังจะเข้าสู่วัยเกษียณอายุ ในขณะที่ไม่มีความพร้อมทางเศรษฐกิจ ในประเทศที่ Social Safety Net เขาพร้อม เขาก็สบาย มีทรัพยากรเพียงพอ
‘แก่ก่อนรวย’ โจทย์ที่ใหญ่มาก แต่ทางออกก็อย่างที่บอกไปคือ ทำให้แรงงานมีคุณภาพ ดึงดูดการลงทุนให้มากขึ้น เพิ่มผลิตภาพให้ได้ พูดง่ายๆ คือ ใช้คนให้น้อยลง แต่ทำให้ GDP โตขึ้นได้ ผมว่าเป็นความท้าทายมาก และจะทำไม่ได้เลยถ้าเราไม่มีการลงทุน และการลงทุนจะเป็นทางออกที่สำคัญ แต่การลงทุนต้องมาพร้อมกับผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น กับเศรษฐกิจในประเทศที่หยั่งรากลึกลงไป
Tags: ธนาคารเกียรตินาคินภัทร, การลงทุน, เศรษฐกิจ, อุตสาหกรรม, สังคม, จีดีพี, Close-Up, KKP, สภาพัฒน์, พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย




