เมื่อคราวก่อนหากยังจำกันได้ คอลัมน์ Indianiceation ได้ชวนคิดชวนอ่านเกี่ยวกับวันอาสาฬหบูชาในมุมมองของศาสนาอื่นที่ไม่ใช่พุทธ (ย้อนอ่านได้ที่ ชวนคุยเรื่องวันพระเดือน 8 เพราะเป็นวันครู พระพุทธเจ้าจึงเทศนา (?)) ในเมื่อพูดถึงวันอาสาฬหบูชาแล้ว วันสำคัญอีกวันหนึ่งที่ต่อพ่วงกันมา คงไม่พ้นวัน ‘เข้าพรรษา’ ซึ่งอย่างที่เราทราบกันดีว่า เป็นห้วงเวลาที่ยาวนานตลอด 3 เดือนตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 (ปีนี้คือ 30 กรกฎาคม 2569) ที่ผ่านมา หนึ่งไตรมาสนี้พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นจะพักประจำที่ ไม่ไปค้างอ้างแรม ณ สถานที่อื่น เพื่อหลีกเลี่ยงหนทางที่ไม่สะดวก ทั้งการเหยียบข้าวกล้าให้เกิดความเสียหาย ทำให้สัตว์เล็กน้อยตาย มิให้ประชาชนพากันติเตียนว่า 

ในอีกแง่ การหยุดนิ่งอยู่กับที่ก็เป็นไปเพื่อการทบทวนพระธรรมคำสอนที่พุทธองค์ทรงถ่ายทอดไว้ดีแล้ว การอ้างเอาวันเวลาแห่งการแสดงปฐมเทศนาเป็นหมุดหลักปักหมายไว้ พระพุทธเจ้าเคยตรัสสิ่งใดไว้ ได้กลับมาทวนกันในห้วงเวลาของวันนั้นก็ดูจะเข้าที 

แต่มิได้มีเพียงศาสนาพุทธที่หยุดนิ่งตลอดฤดูฝน ศาสนาไชนะก็จะหยุดจาริกไปตามที่ต่างๆ ชั่วคราว เพื่อป้องกันไม่ให้หลักอหิงสาเสื่อม ในทางตรงกันข้าม ศาสนาฮินดูกลับมีการเฉลิมฉลองมากมายจนยาวยืดไปถึงช่วงปลายฝนต้นหนาว โดยหนึ่งในนั้นคือ ‘การออกเดิน’ พร้อมแบกสิ่งของหนักๆ ไปด้วยตลอดทาง เขาทำไปทำไม ทำเพื่ออะไร ลองค่อยๆ อ่านกันไปพร้อมกันทีละนิดนะครับ 

เดือนแห่งพระศิวะ

ตามปฏิทินจันทรคติของศาสนาฮินดู ช่วงเวลาระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมของทุกปี จะเป็นระยะเวลาที่ดวงจันทร์จะโคจรเข้าใกล้ดาวศรวณะ นักษัตร (Shravana Nakshatra) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มดาวมกร (ราศีมกร) ห้วงการโคจรดังกล่าวนี้ถูกเรียกว่า ศรวณะ มาสะ (Shravana Masa) หรือเดือนศรวณะ นอกจากจะตรงกับช่วงฤดูมรสุมแล้ว (ผมจึงเรียกเล่นๆ ว่า เดือนเข้าพรรษาแขก) ยังเชื่อกันว่าเป็นเดือนของ ‘พระศิวะ’ เพื่อระลึกถึงพระกรุณามหาศาลของพระองค์ที่เคยทรงดื่มพิษหลาหะละ (Halahala) หรือกาลกูฏ (Kalakutha) ซึ่งหลั่งไหลออกมาระหว่างการกวนเกษียรสมุทร ทั้งยังเชื่อกันอีกว่า ในเดือนนี้เองที่พระนางปารวตีทรงสำเร็จตบะที่ทรงบำเพ็ญเพื่อบูชาพระศิวะ ก่อนทั้ง 2 พระองค์จะทรงเสกสมรสกัน ณ เขาหิมาลัย 

ภาพพระศิวะทรงดื่มพิษกาลกูฏะ โดย นันทะลาล โบส (Nandalal Bose) หนึ่งในยอดศิลปินร่วมสมัยชาวเบงกอล (ที่มา: https://en.wikipedia.org/wiki/Halahala#/media/File:Myths_of_the_Hindus_&_Buddhists_-_Shiva_drinking_the_World-Poison.jpg )

ชาวฮินดูผู้ศรัทธาในพระศิวะจึงนิยมถือศีลในทุกวันจันทร์ตลอดเดือนศรวณะ (ศิวะปุราณะระบุให้วันจันทร์เป็นวันของพระศิวะ) ทั้งยังสรงศิวลึงค์ด้วยน้ำนม น้ำผึ้ง หรือน้ำบริสุทธิ์ เพื่อช่วยระงับพิษแห่งความตาย อันนำไปสู่พระนาม ‘นิลกัณฏะ’ พระเป็นเจ้าผู้มีพระศอดำ มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ผมเคยได้ฟังจากมิตรสหายชาวอินเดียคนหนึ่งว่า คนอินเดียสมัยก่อนแม้จะมองว่าสีดำเป็นสีไม่มงคล แต่ก็เหลือพื้นที่เล็กๆ ในใจ ให้สีดำเป็นสีแห่งความรักจากการเสียสละตนเองเพื่อผู้อื่น คัมภีร์อย่างศรีมัทภาควตัม (Srimad Bhagavatam) ยกย่องการกระทำนี้ของพระศิวะว่าเป็นการเสียสละอย่างยิ่ง จนนำไปสู่วลีที่ว่า รักนั้นดำประดุจศอของพระศิวะ ผมไม่รู้ว่าสุดท้ายมิตรสหายคนนั้นขี้โม้หรือเปล่า แต่ฟังแล้วรู้สึกว่าช่างเปรียบเทียบดี เลยเก็บมาฝากกัน ณ ตรงนี้

แบกนี้เพื่อเธอ  

พันธกิจทางศาสนาหนึ่งที่ชาวฮินดูผู้ศรัทธาในพระศิวะนิยมกระทำกันในช่วงเดือนศรวณะ คือการจาริกไปยังบุญสถานสำคัญต่างๆ อันเนื่องด้วยพระศิวะ แต่การจะไปเข้าพบพระผู้เป็นเจ้าผู้เสียสละพระองค์เพื่อช่วยเหลือสรรพชีวิตนั้น จะไปมือเปล่าก็คงดูไม่ดีนัก 

ภาพการแสวงบุญการวัร ยาตรา ณ เมืองหริทวาร (ที่มา:  https://en.wikipedia.org/wiki/Kanwar_Yatra#/media/File:Har-ki-Pauri_during_Kavad_Mela,_Haridwar.jpg)

ชาวฮินดูจำนวนมากจึงนิยมประกอบกานวัร (Kanvar) หรือในภาษาสันสกฤตเรียกว่า กานวันรถี (Kanvanrathi) คานหามขนาดย่อม แบกพาดบนบ่า บ้างตกแต่งอย่างเวอร์วัง บ้างก็เรียบง่ายตามประสา ตรงปลายทั้งสองแขวนหม้อน้ำเอาไว้ เพื่อจะเดินเท้าจากที่พำนักไปยังต้นน้ำคงคา จุดที่เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เช่น คังโคตรี (Gangotri) รัฐอุตตราขัณฑ์ หรือเมืองหริทวาร (Haridwar) เพื่อตักน้ำคงคาใส่หม้อไหของตน ก่อนจะเดินกลับไปยังวัดพระศิวะประจำหมู่บ้าน หรือวัดประจำองค์พระศิวะ ณ เมืองศักดิ์สิทธิ์ เช่น วัดกาศีวิศวะนาถ เมืองพาราณสี การแสวงบุญด้วยการแบกกานวัรนี้เรียกว่า กานวาริอาส (Kanvariyas) หรือการวัร ยาตรา (Kanvar Yatra)

ย้อนกลับมาที่ประเด็นเกริ่นนำ ผมว่านี่เป็นความสุดขั้วอย่างหนึ่งของความหลากหลายเชิงวัฒนธรรมในอินเดีย เพราะเมื่อเรามองย้อนดูศาสนาสายนักบวชอย่างพุทธ-ไชนะ นักบวชผู้สมาทานความคิดเหล่านั้นจะหยุดนิ่ง แต่กลุ่มชนผู้มีรากฐานบนศาสนาอีกแขนงหนึ่ง (แม้พระไศวนิกายมักจะถูกจำแนกเป็นฝ่ายนิยมบวชในฝั่งฮินดู) กลับออกเดินไปอย่างแข็งขัน ประหนึ่งว่าเรื่องอหิงสา การเหยียบย่ำพันธุ์กล้า ไม่ได้ถูกจัดเป็นข้อพึงหลีกเลี่ยงเลยแม้แต่น้อย 

การเดินหน้าควบคู่กับการหยุดนิ่งนี้ สำหรับผมนับว่าเป็นสีสันที่หาได้ยากจากที่อื่น มันคือการอธิบายคำว่า ‘ศรัทธา’ ที่ต่างออกไปของแต่ละกลุ่มผู้มีความคิด ความเชื่อที่ยึดถือต่างกัน ศาสนาพุทธและไชนะ เชื่อและยึดถืออย่างมากเรื่องการละเว้น ว่ากันว่าตลอดช่วงเข้าพรรษา พระไชนะจะค่อยๆ ลดปริมาณอาหารที่บริโภคลงเรื่อยๆ เพื่อลดการเบียดเบียนผู้อื่นให้มากที่สุด 

เพราะเมื่อพวกท่านหยุดเดินทาง ชาวบ้านจะต้องสละเวลาในการทำไร่ทำนานำอาหารมาแบ่งให้พวกท่าน ในอีกทางหนึ่ง ศรัทธาของชาวฮินดูนั้นมีส่วนหนึ่งที่ก่อร่างขึ้นบนฐานคิดอันว่าด้วยความเสียสละ อุทิศตนเพื่อสิ่งหนึ่งๆ ที่เหนือตัว การลอกเลียนและวิถีปฏิบัติที่ยากลำบากเพื่ออุทิศแด่พระเป็นเจ้า จึงเป็นพันธกิจหนึ่งทางศาสนาที่ยอมรับได้ เมื่อพระผู้เป็นเจ้าเสียสละองค์ดื่มพิษเพื่อเรา การที่เราออกเดินไปหาท่านจึงนับว่าเล็กน้อย ฉะนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องที่ว่า ศรัทธาใครสูงกว่าใคร แต่มันกลับเป็นเรื่องอันว่าด้วยพื้นฐานและความซื่อตรงต่อความเชื่อมากกว่า 

ที่สำคัญ ความหลากหลายเช่นนี้เองที่อนุญาตให้เราเห็นคุณค่าที่หลากหลายของมนุษย์คนอื่น เพื่อเข้าใจและยอมรับเขาเหล่านั้น หากมัวแต่ยกย่องว่า ข้อวัตรของฉันนั้นเป็นเลิศ แล้วสังคมเราจะมีพื้นที่ให้ความเป็นอื่นได้อย่างไร หากมีวิถีทางแบบเดียว ชีวิตทุกชีวิตเหมือนกันจนแยกไม่ออก โลกใบนี้คงจะเงียบเหงาน่าดู  

ที่มา: 

Garg, Garima. 2023. Heavens and Earth: The Story of Astrology through Ages and Cultures. New Delhi: Penguin.

Tags: , , , , ,