วันนี้ (17 สิงหาคม 2569) กรมราชทัณฑ์ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีปล่อยตัว เล่าต๋า แสนลี่ อายุ 85 ปี ผู้ต้องขังคดียาเสพติดรายสำคัญ ซึ่งพ้นโทษจากเรือนจำกลางบางขวาง เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยยืนยันว่า การลดโทษและปล่อยตัวดำเนินการตามกฎหมายทุกขั้นตอน

กรมราชทัณฑ์ระบุว่า เล่าต๋าถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2559 ก่อนที่ศาลอาญาจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2562 ให้จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 2.5 ล้านบาท ในความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด

เนื่องจากเป็นการต้องโทษครั้งแรก เล่าต๋าจึงถูกจัดชั้นเป็นนักโทษเด็ดขาดเข้าใหม่ หรือชั้นกลาง ตามระเบียบกระทรวงยุติธรรม พ.ศ. 2559 อีกทั้งไม่อยู่ในข่ายกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด พ.ศ. 2562 ข้อ 3(5) ซึ่งกำหนดให้ผู้ต้องขังบางประเภทต้องอยู่ในชั้นต้องปรับปรุงมาก เนื่องจากกฎดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2563 ภายหลังคดีของเล่าต๋าถึงที่สุดแล้ว

ระหว่างถูกคุมขัง เล่าต๋ามีพฤติกรรมดีมาโดยตลอด ไม่กระทำผิดวินัยของเรือนจำ และได้รับการเลื่อนเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมในปี 2565

กรมราชทัณฑ์ระบุอีกว่า เล่าต๋าได้รับพระราชทานอภัยโทษรวม 6 ครั้ง โดยโทษจำคุกตลอดชีวิตถูกลดเหลือจำคุก 50 ปี ก่อนลดโทษลงตามสัดส่วนของพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษแต่ละครั้ง รวมถึงได้รับการลดโทษในฐานะผู้ต้องขังสูงอายุเกิน 70 ปี

เล่าต๋าได้รับพระราชทานอภัยโทษครั้งที่ 1 และ 2 ในปี 2563 ครั้งที่ 3 และ 4 ในปี 2564 ครั้งที่ 5 ในปี 2568 และครั้งที่ 6 ในปี 2569 หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษครั้งล่าสุด เหลือกำหนดโทษ 8 ปี 3 เดือน 28 วัน ขณะที่ถูกคุมขังมาแล้วตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2559-14 สิงหาคม 2569 รวม 9 ปี 10 เดือน 8 วัน จึงเข้าสู่กระบวนการปล่อยตัวตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม กรมราชทัณฑ์ยอมรับว่า กระแสความกังวลของประชาชนสะท้อนถึงความจำเป็นในการทบทวนหลักเกณฑ์ กฎ ระเบียบ และกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารโทษ โดยเฉพาะกรณีนักโทษประหารชีวิต นักโทษจำคุกตลอดชีวิต และผู้ต้องขังคดีร้ายแรงหรือคดีที่สร้างความสะเทือนขวัญ เพื่อให้การบริหารโทษเหมาะสมกับระดับความร้ายแรงของความผิด คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน และเป็นไปตามหลักสัดส่วนของการลงโทษ

กรมราชทัณฑ์ยืนยันว่า การบังคับโทษและปล่อยตัวเล่าต๋าเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายและหลักนิติธรรมที่ใช้กับผู้ต้องขังทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่มีการเลือกปฏิบัติหรือใช้ดุลยพินิจเป็นการเฉพาะบุคคล พร้อมระบุว่า กระบวนการปล่อยตัวต้องผ่านการกลั่นกรองและการพัฒนาพฤตินิสัยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดอย่างเข้มงวด

นอกจากนี้ กรมราชทัณฑ์ได้ส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านยาเสพติดและฝ่ายปกครองในพื้นที่ เพื่อติดตามพฤติกรรมของเล่าต๋าภายหลังพ้นโทษต่อไป

ก่อนหน้าการชี้แจงของกรมราชทัณฑ์ การปล่อยตัวเล่าต๋าก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะจาก พลตำรวจโท เรวัช กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ซึ่งเป็นผู้วางแผนจับกุมเล่าต๋าเมื่อปี 2559 โดยพลตำรวจโทเรวัชไลฟ์ระบุว่า มีการวางแผนจับกุมเล่าต๋าอย่างยาวนาน พร้อมระบุว่า ตำรวจ อัยการ และศาล ทำหน้าที่ตามพยานหลักฐานอย่างเต็มที่ จนศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต โดยคดีดังกล่าวตรวจยึดยาไอซ์ 20 กิโลกรัม อาวุธปืน และขยายผลยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องได้มากกว่า 1,000 ล้านบาท

อดีตผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดตั้งคำถามว่า เหตุใดผู้ต้องขังคดียาเสพติดร้ายแรงจึงได้รับการเลื่อนชั้นและลดโทษอย่างต่อเนื่องถึง 6 ครั้ง กระทั่งโทษจำคุกตลอดชีวิตลดลงเหลือ 8 ปี 3 เดือน 28 วัน พร้อมเรียกร้องให้กรมราชทัณฑ์อธิบายรายละเอียดและหลักเกณฑ์การพิจารณาให้สังคมเข้าใจอย่างชัดเจน

พลตำรวจโทเรวัชยังมองว่า การปล่อยตัวในลักษณะนี้อาจบั่นทอนกำลังใจของตำรวจและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งต้องเสี่ยงชีวิตและใช้เวลาวางแผนจับกุม ขณะเดียวกันอาจทำให้ผู้กระทำผิดมองเห็นช่องว่างว่า แม้ก่อคดียาเสพติดร้ายแรงและถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ก็อาจรับโทษจริงเพียงไม่กี่ปีก่อนกลับคืนสู่สังคมและมีโอกาสกระทำผิดซ้ำได้อีก

ทั้งนี้ เล่าต๋าเป็นอดีตกำนันตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และได้รับฉายาว่า ‘ราชายาเสพติดภาคเหนือ’ จากบทบาทและอิทธิพลที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายค้ายาเสพติดในพื้นที่ชายแดนภาคเหนือ ก่อนถูกจับกุมในปี 2559 จากปฏิบัติการล่อซื้อยาไอซ์ 20 กิโลกรัม

Tags: , , ,