นายกรัฐมนตรีของไทยคนปัจจุบันมีส่วนเกี่ยวข้องกับการ ‘จัดตั้ง’ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) หรือไม่ กลับมาเป็นสิ่งที่สังคมตั้งคำถามอีกครั้ง ภายหลังจาก ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) เปิดเผยหลักฐานเกี่ยวกับขบวนการฮั้ว สว.ชี้ว่า มีตั้งแต่คนระดับนายกฯ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และเครือข่ายพรรคภูมิใจไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้องในขบวนการ
ความน่าสนใจของหลักฐานครั้งนี้คือ การเปิดชื่อของผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างชัดเจน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งแม้ว่าประชาชนจะกดดันให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงข้อเท็จจริง แต่ท้ายที่สุด นายกฯ เลือกที่จะฟ้องผู้เปิดหลักฐานแทน ซึ่งไม่แตกต่างจากอีก 8 คนที่เหลือที่มีรายชื่อปรากฏในหลักฐาน และต่างมีท่าทีจะฟ้องดำเนินคดีเช่นเดียวกัน
ในฐานะที่คำตัดสินในคดีฮั้ว สว.นั้นจะนิยามการเมืองไทยในสภาฯ ตอนนี้ว่า บริสุทธิ์หรือมีผู้ชักใย ลุกลามไปถึงองค์กรอิสระที่แต่งตั้งมาโดย สว.ว่า อิสระแท้หรือเทียม และอาจนำไปสู่จุดชี้ชะตาการเมืองไทยในสภาฯ ที่ร้ายแรงถึงขั้นต้องเปลี่ยนตัวนายกฯ จึงไม่มีใครอยากจะมีส่วนเกี่ยวข้องหรือ ‘มีชื่อ’ อยู่ในคดีนี้ The Momentum พาไปดูหลักฐานที่ระบุพฤติการณ์ของนักการเมืองค่ายสีน้ำเงินว่า พวกเขามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรในการฮั้ว สว.ตามที่มีการกล่าวหา
สำหรับพฤติการณ์ตามหลักฐานที่มีการเปิดเผยโดย iLaw สรุปได้ว่า มีการวางแผนกันในกลุ่มนักการเมืองสีน้ำเงิน โดยจะมีการศึกษากติกาการเลือก สว.แต่ละรอบอย่างละเอียด มีการสร้างระบบสำหรับคำนวณคะแนนเป็นโปรแกรมแบบออฟไลน์ มีเครือข่ายหาคนมาสมัคร สว.จำนวนมาก ทั้งยังมีการนัดรวมตัวกันเพื่อแจกโพยลงคะแนนให้กับผู้สมัครที่อยู่ในเป้าหมาย
โดยผู้สมัคร สว.ทั่วไปจะได้รับผลประโยชน์จากการเข้าร่วมขบวนการฮั้ว สว.เป็นเงิน 4,000 บาท ผู้ที่ผ่านการเลือก สว.ระดับอำเภอจะได้รับเงิน 1 หมื่นบาท และสำหรับผู้ที่ผ่านการเลือก สว.ระดับประเทศจะได้รับเงิน 4 หมื่นบาท เพื่อเป็นแรงจูงใจให้คนเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการลงคะแนนให้คนที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายของนักการเมืองในขบวนการตามแผนที่วางเอาไว้
อนุทิน ชาญวีรกูล เกี่ยวข้องอย่างไรกับการฮั้ว สว.
จากหลักฐานของ iLaw ระบุว่า มีผู้สมัคร สว.ในกลุ่ม 14 ซึ่งเป็นกลุ่มสตรี ให้ข้อมูลว่า ภายหลังผ่านการเลือก สว.ระดับจังหวัดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2567 และเตรียมเข้าสู่การเลือก สว.ระดับประเทศ ตนเดินทางไปยังอาคารรัฐสภาและเข้าพบกับอนุทิน ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในคณะรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน และได้พูดคุยประเด็นการเลือก สว. จากนั้นอนุทินได้มอบหมายให้ ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการฯ แจ้งเบอร์โทรศัพท์ของ สุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย สำหรับพูดคุยเรื่องการเลือก สว. ซึ่งผู้สมัคร สว.กลุ่ม 14 รายนี้ มีการติดต่อพูดคุยกับสุขสมรวยหลังจากนั้น
ไม่เพียงเท่านั้น มีพยานในคดีฮั้ว สว.ให้ข้อมูลว่า พบเห็นอนุทินเดินทางไปยังโรงแรมพูลแมน บางกอก คิง เพาเวอร์ ภายหลังการเลือก สว.ระดับประเทศ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2567 และอยู่ในโรงแรมร่วมกับผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเป็น สว.มาแล้วมากถึง 100 คน โดยมีการประชุมร่วมกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า จะเลือกใครเป็นประธานและรองประธาน สว.
นักการเมืองอีก 8 คน ถูกกล่าวหาว่าเป็น ‘มดงาน’ ของขบวนการฮั้ว สว.
ไม่เพียงแต่อนุทินเท่านั้นที่ติดโผรายชื่อของผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. แต่ยังมีนักการเมืองอีก 8 คนที่ถูกระบุว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะ ‘มดงาน’ ของคดีที่อาจเป็นการทุจริตทางการเมืองไทยครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งแจกแจงหน้าที่ตามที่ถูกกล่าวหาได้ดังนี้
ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สั่งจัดทำบัญชีรายชื่อและดูแลเครือข่ายผู้สมัคร สว. โดยพยานอ้างว่า มีการกล่าวในที่ประชุมผู้สมัคร สว.ว่า ทรงศักดิ์สั่งให้แบ่งรายชื่อและรายงานไปยังตน ทั้งยังนัดหมายผู้สมัครราว 100 คนเข้าพักภายในโรงแรม โดยอ้างว่า จะมีทีมงานของทรงศักดิ์นำค่าตอบแทนมาให้ ซึ่งในภายหลัง ผู้สมัคร สว.ที่ทำหน้าที่ประสานงานให้ทรงศักดิ์ ได้รับเลือกเป็น สว.
ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.อ่างทอง เขต 1 พรรคภูมิใจไทย ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนออกแบบยุทธศาสตร์และระบบปฏิบัติการ โดยมีพยานซึ่งเป็นอดีต สส.ของพรรคภูมิใจไทยระบุว่า ในการจัดการเลือก สว. 2567 มีการจัดคนดูแลตามจังหวัด โดยเน้นไปยังจังหวัดขนาดเล็ก มีอำเภอไม่มาก เช่น จังหวัดเลย บึงกาฬ หนองบัวลำภู ขณะเดียวกัน พยานรายนี้รับทราบจากเพื่อน สส.ภูมิใจไทยว่า ในช่วงเดือนเมษายน 2567 พรรคภูมิใจไทยวางแผนเพื่อให้ได้ สว.และมีแกนนำคือภราดร พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่
พยานเล่าว่า คนรุ่นใหม่ของพรรคมีการนำระเบียบและข้อบังคับมาทำการวิเคราะห์และจัดทำระบบปฏิบัติการขึ้นมาด้วยโปรแกรมออฟไลน์ และมีการเสนอแผนดังกล่าวในที่ประชุมของกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย โดยเป้าหมายคือการได้ สว.มากกว่า 100 คน และยังวางแผนให้ได้ สว.อย่างน้อยกลุ่มละ 6 คน นอกจากนี้ พยานยังระบุว่า ทีมงานของภราดรที่เป็นผู้เสนอแผนปฏิบัติการนี้ขอค่าสนับสนุนให้ผู้สมัคร สว.คนละ 4,000 บาท สำหรับผู้สมัครที่ผ่านระดับอำเภอเข้าสู่ระดับจังหวัด อำเภอละ 3 คน ขอค่าสนับสนุนคนละ 1 หมื่นบาท และสำหรับผู้สมัคร สว.ที่ผ่านเข้าสู่ระดับประเทศจะได้เงินสนับสนุนรายละ 4 หมื่นบาท โดยมีผู้ช่วย สส.ของภราดรเป็นคนดำเนินการให้เป็นไปตามแผน
นอกจากนี้ ยังมีข้อกล่าวหาว่า กรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาลและน้องชายของภราดร ย้ายจากพรรคชาติไทยพัฒนามาสังกัดพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่ปี 2562 พบว่าเป็นหนึ่งในกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยรุ่นใหม่ที่มีส่วนในการวางแผนเพื่อให้ได้ สว. ทั้งยังอยู่ร่วมขณะที่แกนนำพรรคนำระบบผ่านโปรแกรมออฟไลน์มานำเสนอในที่ประชุม
ทั้งนี้ ก่อนวันเลือก สว.ระดับประเทศ สมพร บุญฤทธิ์ ผู้ช่วยของ สส.กรวีร์ ที่ได้รับเงินเดือนมาจากงบประมาณแผ่นดิน ขับรถพา นิทัศน์ อารีย์วงศ์สกุล หนึ่งในผู้สมัคร สว.ของจังหวัดอ่างทอง ไปยังโรงแรมวังยาว ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท จังหวัดนครนายก ซึ่งเป็นสถานที่ที่ถูกใช้เป็นที่ประชุมร่วมกันของผู้สมัคร สว.จำนวนหนึ่ง จากนั้นขับรถต่อไปที่โรงแรมมารวย การ์เด้น เพื่อลงทะเบียนเปิดห้องพัก โดยมีการออกใบเสร็จของโรงแรมในชื่อของสมพรเอง
ยังมีข้อมูลอีกว่า ผู้สมัคร สว.จากจังหวัดอ่างทองที่ผ่านเข้ารอบระดับประเทศจำนวนหนึ่ง เดินทางมาพักที่โรงแรมมารวย การ์เด้น เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2567 ก่อนการเลือก สว.ระดับประเทศเพียง 1 วัน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ สืบศักดิ์ แววแก้ว และนิทัศน์ที่ได้รับเลือกเป็น สว. และยังมีรายชื่อเลขานุการส่วนตัวของกรวีร์เป็นผู้เข้าพักของโรงแรมแห่งนี้ด้วย
พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งมีข้อเท็จจริงว่า ในช่วงที่พิพัฒน์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระหว่างปี 2562-2566 ได้แต่งตั้ง พิบูลย์อัฑฒ์ หฤหรรษ์ปราการ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี เพื่อทำงานร่วมกัน โดยพิบูลย์อัฑฒ์คือผู้ที่ถูกเลือกเป็น สว.ชุดนี้ ซึ่งมีพยานรายหนึ่งให้ข้อมูลว่า พิพัฒน์และพิบูลย์อัฑฒ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน
ขณะเดียวกัน ยังมีพยานให้ข้อมูลว่า นาที รัชกิจประการ ภรรยาของพิพัฒน์ มีความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ สว.คนหนึ่งในชุดดังกล่าว คือ ประเทือง มนตรี ซึ่งมีลูกชายคือ อธิวัฒน์ มนตรี เป็นผู้ประสานงานให้ผู้สมัคร สว.จำนวนหลายสิบคนเดินทางมาพูดคุยกันที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน และมีพยานอีกรายหนึ่งให้ข้อมูลว่า พบเห็นนาทีพร้อมด้วยลูกสาวคือ ปกรกานต์ รัชกิจประการ เข้าร่วมประชุมเพื่อเตรียมโพยเลือก สว.ที่โรงแรมธาราแกรนด์ จังหวัดปทุมธานี ในช่วงก่อนวันเลือก สว.ระดับประเทศไม่กี่วัน
นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตนักการเมืองท้องถิ่นจังหวัดราชบุรี และเป็น สว.จากการเลือกตั้งเมื่อปี 2543 ของจังหวัดราชบุรี โดยในช่วงปี 2567 นภินทรเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ สังกัดพรรคภูมิใจไทย มีพยานระบุว่า มีผู้สมัคร สว.หลายคนเข้าพบกับนภินทร และมีการตกลงกันว่า หากได้รับเลือกเป็น สว.แล้วจะต้องดำเนินการอย่างไร รวมทั้งให้คนเซ็นชื่อใบลาออกไว้ล่วงหน้า
สุขสมรวยเป็น สส.อำนาจเจริญของพรรคภูมิใจไทย ควบตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งในปี 2569 โดยมีพยานให้ข้อมูลว่า สุขสมรวยเป็นเจ้าของเบอร์โทรศัพท์ที่อนุทินมอบหมายให้เลขานุการฯ มอบให้เพื่อให้ผู้สมัคร สว.นำไปประสานงานพูดคุยประเด็นการเลือก สว.ต่อ ขณะเดียวกันยังพบว่า จากฐานข้อมูลผู้สมัคร สว.ทั้งหมด มีคนใช้นามสกุลเดียวกันกับสุขสมรวย 2 คน คือ สุพรรณษา วันทนียกุล ผู้สมัครกลุ่ม 14 กลุ่มสตรี ที่จังหวัดอำนาจเจริญ และวรรณา วันทนียกุล ผู้สมัครกลุ่ม 14 ที่จังหวัดสงขลา
นอกจากนี้ พยานยังเปิดเผยว่า ตนถูกชักชวนโดย พันตำรวจเอก วิเชียร โชคพิพัฒน์ทวี ให้ไปสมัคร สว.ที่จังหวัดอำนาจเจริญ และมอบเงินเป็นค่าป่วยการ 6,000 บาท โดยระหว่างกระบวนการ มีการประชุมร่วมกันกับผู้สมัคร สว.รายอื่นที่สุขสำราญรีสอร์ท จังหวัดอำนาจเจริญ และยังพบว่า พยานที่เป็นผู้สมัคร สว.ในจังหวัดอำนาจเจริญมีการกล่าวถึง กนก ศรศิลป์ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลพนา ว่าเป็นคนชักชวนและหาคนไปสมัคร สว. ซึ่งบุคคลนี้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพรรคภูมิใจไทยและสุขสมรวย
พิชัย ชมภูพล สส.สุราษฎร์ธานี เขต 6 พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเคยเป็นกำนันในตำบลเสวียด อำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี และยังเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) ของเขตอำเภอท่าฉาง มีข้อเท็จจริงว่า ในเดือนพฤษภาคม 2567 ก่อนการสมัคร สว. มีเงินโอนเข้าบัญชีของพิชัยจำนวน 5 แสนบาท โดยคนโอนอธิบายว่าเป็นการยืมเงิน
อย่างไรก็ตาม พยานซึ่งเป็นผู้สมัคร สว.ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เล่าว่า ได้รับการติดต่อจาก สุบิน ศักดา ผู้ต้องหาในคดีฟอกเงินของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งเขาเป็นผู้ช่วยของพิชัย โดยการติดต่อมาในครั้งนั้นเป็นการขอให้พยานช่วยลงคะแนนในการเลือก สว.ของอำเภอวิภาวดี แลกกับเงินสด 3,000 บาท ก่อนวันเลือก สว.ระดับอำเภอ หลังจากนั้นได้รับเงินอีก 2,000 บาท ก่อนการเลือก สว.ระดับจังหวัด
และยังพบว่า มีพยานเล่าถึงพฤติการณ์ของ สุภาส พิณกรต ผู้ช่วยของพิชัยอีกคนหนึ่งว่า เป็นผู้พาคนมากกว่า 10 คนไปสมัคร สว.ในพื้นที่อำเภอท่าฉางและในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทั้งนี้ เขต 6 ซึ่งเป็นเขตที่พิชัยเป็น สส.นั้นยังพบว่า นิสิตา หมั่นไชย ซึ่งเป็นเสมียนศูนย์ประสานงานพรรคภูมิใจไทย เขต 6 มีประวัติการโอนเงินหลักหมื่นและหลักแสนบาทหลายครั้งช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2567 ซึ่งพบว่า เงินที่โอนไปนั้นตรงไปยังผู้สมัคร สว.ด้วย
ศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรคภูมิใจไทย และครองตำแหน่ง สส. 4 สมัยในจังหวัดนครพนม ซึ่งถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตตามคำพิพากษาของศาลฎีกา มีพยานซึ่งเป็นผู้สมัคร สว.ในจังหวัดนครพนมระบุว่า ภายหลังผ่านการเลือก สว.เข้าสู่รอบระดับประเทศแล้ว ตนได้รับการติดต่อจากผู้สมัครคนหนึ่ง ซึ่งในตอนหลังผู้สมัครรายนี้ได้รับเลือกเป็น สว.ว่า ให้เข้าร่วมประชุมที่โรงแรมกรุงศรี ริเวอร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งตนพบกับศุภชัยที่นั่น พร้อมกับผู้สมัคร สว.อีกหลายคนในห้องประชุม
ในที่ประชุมมีการสั่งให้ตีตารางและจดหมายเลขของผู้สมัคร สว.ตามคำสั่ง ซึ่งเป็นกระบวนการจัดทำโพยในการลงคะแนนเสียง ขณะที่พยานระบุว่าตนแสดงความไม่เห็นด้วยกับกระบวนการดังกล่าว โดยศุภชัยได้เชิญออกไปคุยข้างนอกห้องประชุม และพูดเกลี้ยกล่อมให้อยู่ร่วมกระบวนการเลือก สว.ต่อไป
ทั้งนี้ ศุภชัยให้การในชั้นสอบสวนของ DSI และยอมรับว่า ตนเดินทางไปที่โรงแรมกรุงศรี ริเวอร์ ในวันและเวลาที่มีการประชุมจริง แต่อ้างว่าเป็นการเข้าไปให้กำลังใจกลุ่มผู้สมัคร สว.ของจังหวัดนครพนม รวมถึงเข้าไปสังเกตการณ์และแนะนำตัว และยังระบุว่า ตนไม่เห็นการทำโพยฮั้ว สว.ที่โรงแรมดังกล่าว
กระนั้น มีคลิปปรากฏออกมาภายหลังการเลือก สว.ระดับประเทศไม่นาน โดยปรากฏภาพขณะที่ศุภชัยยืนกล่าวแสดงความยินดีกับ สว.ของจังหวัดนครพนมที่ได้รับเลือกอยู่ภายในงานเลี้ยง ซึ่งเขาเป็นเจ้าของคำกล่าว ‘สว. สีน้ำเงิน’ ที่พูดออกมาในงานเลี้ยงครั้งนั้น
ฮั้ว สว.คดีในมือ กกต.หน่วยงานที่มีเสียงข้างมากแต่งตั้งโดย สว.ที่ถูกกล่าวหา
ภายหลังการเลือก สว.ระดับประเทศเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 ผู้สมัคร สว.และผู้สมัครที่ติดสำรอง พร้อมด้วยประชาชน ได้ยื่นคำร้องคัดค้านผลการเลือก สว.เป็นจำนวนมาก เนื่องจากมองว่า คุณสมบัติของผู้สมัครหลายคนมีปัญหา รวมทั้งชี้ว่าเป็นการจัดตั้งผู้สมัครเข้ามาเลือก มีการแจกโพย บล็อกโหวต และเอื้อผลประโยชน์ให้คนบางกลุ่ม
ต่อมา ในเดือนมีนาคม 2568 กกต.แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง คณะที่ 26 เป็นผู้รับผิดชอบสำนวน โดยมีเจ้าหน้าที่ กกต.เป็นหลัก และแต่งตั้งพนักงานสอบสวนจาก DSI 3 คนเข้าร่วม ซึ่งจากการเรียกพยานมาสอบสวน ตรวจรูปแบบคะแนน ตรวจประวัติการนัดประชุมและโพย และหาความเชื่อมโยงระหว่างผู้สมัคร สว. คณะกรรมการชุดนี้ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรวม 229 คน แบ่งเป็น สว.ชุดปัจจุบัน 138 คน นักการเมือง สมาชิกพรรค ผู้ประสานงาน และบุคคลอื่นๆ อีก 91 คน และเสนอให้ดำเนินคดี
อย่างไรก็ดี ในวันที่ 16 กันยายน 2568 อิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.ขณะนั้น แต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 จำนวน 7 คน ขึ้นมาพิจารณาสำนวนฮั้ว สว.เป็นการเฉพาะ ซึ่งในวันที่ 12 มีนาคม 2569 คณะที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนนั้นไม่มีมูล และเสนอให้ ‘ยกคำร้อง’ สวนทางกับคณะที่ 26 อย่างชัดเจน
ปัจจุบัน สำนวนคดีฮั้ว สว.อยู่ในความรับผิดชอบของ กกต.ชุดใหญ่ ซึ่งจะต้องเลือกว่า จะเห็นตามคณะที่ 26 หรือคณะที่ 36 หรือจะมีการสั่งสอบหรือขอข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อมีมติในเรื่องนี้ โดย ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.คนปัจจุบัน ระบุว่า กกต.ชุดใหญ่กำลังพิจารณาข้อกล่าวหา 7 กลุ่มประเด็น และจะเข้าสู่ส่วนที่พาดพิงนักการเมืองในช่วงกลางเดือนสิงหาคม โดยตั้งเป้าหมายสรุปคดีภายในเดือนสิงหาคมปีนี้
หาก กกต.วินิจฉัยว่า ข้อกล่าวหาเรื่องโกงเลือก สว.นั้นไม่มีมูล กกต.จะไม่ยื่นสำนวนใหญ่ต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพราะฉะนั้น ศาลจะไม่มีโอกาสเปิดกระบวนการพิจารณา เรียกพยาน และชั่งน้ำหนักหลักฐานชุดนี้ด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนจากคณะกรรมการชุดที่ 26 ซึ่งรวมถึง สว.ปัจจุบัน 138 คน จะไม่ถูกเพิกถอนสิทธิหรือให้พ้นตำแหน่ง และยังดำรงตำแหน่งต่อไปได้ตามปกติจนครบวาระ
สิ่งที่น่ากังวลคือ ที่มาของ กกต.ชุดปัจจุบันมี 4 ใน 7 คนที่ผ่านความเห็นชอบจาก สว.ชุดปี 2567 ซึ่งนับเป็นเสียงข้างมาก ทั้งนี้ในระหว่างที่คดีฮั้ว สว.ยังไม่สิ้นสุด สว.ผู้ถูกกล่าวหายังคงมีอำนาจในการลงมติให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่ตำแหน่ง เช่น กกต. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ตรวจการแผ่นดิน และกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน คำถามที่สำคัญคือ กกต.ที่มีส่วนในการกำหนดทิศทางของคดีนี้มี ‘อิสระ’ มากแค่ไหนในการพิจารณาอย่างเป็นธรรม ไร้การชักใยอยู่เบื้องหลัง และทำงานอย่างตรงไปตรงมาอย่างแท้จริง
Tags: รัฐบาล, พรรคภูมิใจไทย, อนุทิน ชาญวีรกูล, คณะกรรมการการเลือกตั้ง, สว.สีน้ำเงิน, ฮั้ว สว.




