เมื่อวานนี้ (22 มิถุนายน 2026) เคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) นายกรัฐมนตรีอังกฤษจากพรรคแรงงาน (Labour Party) ประกาศลาออกจากตำแหน่ง หลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักทั้งจากสมาชิกภายในพรรค รวมถึงกระแสความนิยมจากสาธารณชนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากความล้มเหลวในการจัดการปัญหาต่างๆ ภายในประเทศ ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
นอกเหนือจากคำถามสำคัญที่ว่า หลังจากนี้ทิศทางของอังกฤษจะเป็นอย่างไรต่อ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า แอนดี เบิร์นแฮม (Andy Burnham) นายกเทศมนตรีเมืองเกรตเทอร์แมนเชสเตอร์จากพรรคแรงงาน เจ้าของฉายา ‘ราชาแห่งแดนเหนือ’ (King of the North) อาจขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ และอาจกลายเป็นว่าที่แคนดิเดตนายกฯ คนต่อไปของอังกฤษ
อีกหนึ่งข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ สตาร์เมอร์ขึ้นสู่เก้าอี้นายกฯ เมื่อปี 2024 ซึ่งหากนับมาถึงปัจจุบันหมายความว่า เขาอยู่ในตำแหน่งได้เพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น และก่อนหน้านั้น ริชี ซูนัค (Rishi Sunak) นายกฯ คนก่อนสตาร์เมอร์ ก็อยู่ในตำแหน่งได้เพียง 2 ปีเช่นกัน (ระหว่างปี 2022-2024) โดยหากมองย้อนกลับไปในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อังกฤษผลัดเปลี่ยนผู้นำประเทศไปแล้วมากถึง 7 คน ซึ่งแต่ละคนไม่ได้ดำรงตำแหน่งจวบจนครบวาระอย่างที่ควรจะเป็นด้วยเช่นกัน
จากประเทศที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในต้นแบบของ ‘ระบอบประชาธิปไตย’ เป็นเวลาหลายร้อยปี เหตุใดจึงกลายมาเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญกับความผันผวนทางการเมืองและการเปลี่ยนผ่านผู้นำประเทศอย่างต่อเนื่อง อะไรคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้อังกฤษเดินทางมาถึงจุดนี้ The Momentum ชวนหาคำตอบในประเด็นดังกล่าว
‘Brexit’ จุดเปลี่ยนสำคัญ
ย้อนกลับไปในวันนี้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว หรือเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2016 อังกฤษเริ่มต้นทำประชามติในประเด็น ‘การถอนตัวสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป (European Union: EU)’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘Brexit’ โดยผลประชามติปรากฏว่า ผู้ลงประชามติร้อยละ 51.9 ต้องการถอนตัวออกจาก EU ขณะที่ร้อยละ 48.1 ของผู้ลงประชามติไม่ต้องการถอนตัว
ในช่วงเวลาดังกล่าว อังกฤษอยู่ภายใต้การนำของ อดีตนายกฯ เดวิด คาเมรอน (David Cameron) ซึ่งก่อนหน้านี้เคยหาเสียงไว้ว่า หากได้ขึ้นเป็นนายกฯ เขาจะจัดทำประชามติเกี่ยวกับการเป็นสมาชิก EU และแม้ว่าคาเมรอนจะสนับสนุนให้อังกฤษอยู่ใน EU ต่อไป แต่ผลประชามติที่ออกมา ตรงข้ามกับจุดยืนของเขา ด้วยเหตุนี้ คาเมรอนจึงประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้ผู้นำคนใหม่เข้ามารับหน้าที่ดำเนินกระบวนการถอนตัวออกจาก EU ต่อไป
สำหรับ ‘เหตุผลหลัก’ ของ Brexit เกิดจากข้อถกเถียงภายในประเทศที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนานว่า สหราชอาณาจักรอาจกำลังสูญเสียผลประโยชน์จากการเป็นสมาชิกของ EU หรือไม่ ทั้งจากการถูกจำกัดอำนาจอธิปไตยของประเทศ เพื่อมาอยู่ภายใต้กฎหมายและอำนาจของ EU รวมถึงการต้องแบกรับภาระผู้อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศตามนโยบายของ EU ซึ่งข้อจำกัดเหล่านี้ยังทำให้ มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ (Margaret Thatcher) หนึ่งในผู้นำคนสำคัญของประเทศ กล่าวว่า EU เปรียบเสมือนระบบราชการที่ประชาชนชาวอังกฤษไม่ได้เลือกมาด้วยซ้ำ
และนี่จึงเป็นที่มาของการประกาศถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกของ EU อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2020 หลังจากอังกฤษเป็นสมาชิกของ EU มานานกว่า 47 ปี
การตัดสินใจในครั้งนี้ นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชาติ นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ส่งผลให้เกิดความผันผวนทางการเมืองและเศรษฐกิจตกต่ำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และเหล่านี้คือผลจาก Brexit ที่เกิดขึ้นในตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ปัญหาเศรษฐกิจ
ภายหลัง Brexit อังกฤษต้องเผชิญกับปัญหาด้านเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากข้อจำกัดด้านการค้ากับเหล่าประเทศสมาชิกใน EU ซึ่งถือว่ายังคงเป็นคู่ค้าหลักของอังกฤษ โดยในปี 2025 อังกฤษส่งออกสินค้าไปยัง EU มากถึงร้อยละ 41
แม้ว่าอังกฤษและ EU จะทำข้อตกลงทางการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ระหว่างกัน แต่ด้วยข้อจำกัดทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff) ทำให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับอุปสรรคต่างๆ เช่น ความยุ่งยากของเอกสาร การรับรองสินค้าบริเวณชายแดน และข้อจำกัดด้านวีซ่า สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ต้นทุนและภาระทางการค้าเพิ่มสูงขึ้น เมื่อเทียบกับในช่วงที่อังกฤษเป็นสมาชิกของ EU
ในอีกทางหนึ่ง ความน่าเชื่อถือในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ (Foreign Direct Investment: FDI) ก็มีแนวโน้มลดลงเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาใช้อังกฤษเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกและกระจายสินค้าไปยังตลาดของ EU อาจต้องเผชิญกับข้อจำกัดเช่นเดียวกับที่ผู้ประกอบการภายในประเทศต้องเผชิญ โดยพบว่า ในปี 2025 การลงทุนภายในอังกฤษลดลงราวร้อยละ 12-15
อังกฤษยังต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคมในด้านอื่นๆ เพิ่มเติม อย่างการต้องเพิ่มงบประมาณประเทศเข้ามาอัดฉีดในระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (National Health Service: NHS) ตลอดจนปัญหาค่าครองชีพ และอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้ปรากฏขึ้นในทันที แต่ค่อยๆ สะท้อนให้เห็นผ่านอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอตัวลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง เมื่อประเทศต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน การตั้งกำแพงภาษีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ในสมัยที่ 2 ต่อเนื่องมาจนถึงวิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลาง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็น ‘ตัวเร่ง’ ที่ส่งผลให้ปัญหาเศรษฐกิจกลายเป็นปัญหาเรื้อรังของอังกฤษที่ยากจะแก้ไขเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ข้อมูลจากศูนย์วิจัย UK in a Changing Europe (UKANDEU) เผยว่า ในปี 2025 การเติบโตของ GDP อยู่ที่ราวร้อยละ 6-8 และนับตั้งแต่ Brexit เป็นต้นมา การเติบโตทางเศรษฐกิจของอังกฤษเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 4-8 เท่านั้น ขณะที่อัตราการจ้างงานลดลงร้อยละ 3-4 เช่นเดียวกับอัตราการผลิต
ปัญหาความมั่นคง
นอกเหนือจากปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นภายหลัง Brexit จนทำให้นายกฯ หลายคนต้องเข้ามารับมือและเร่งแก้ไขแล้ว ยังมีอีกปัญหาหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันนั่นคือ ปัญหาเรื่องผู้อพยพ
แม้ว่าหนึ่งในจุดยืนสำคัญของกลุ่มผู้สนับสนุน Brexit คือความต้องการในการแก้ปัญหาและควบคุมผู้อพยพได้ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริงตามที่หวังไว้ เมื่อภายหลัง Brexit อังกฤษต้องเปิดรับผู้อพยพที่มาจากนอกกลุ่มประเทศสมาชิก EU มากขึ้น
ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญประการหนึ่งอาจมาจากการปรับเปลี่ยนมาตรการวีซ่าและนโยบายตรวจคนเข้าเมือง ในช่วงรัฐบาลที่นำโดยพรรคอนุรักษนิยม (Conservative Party) ซึ่งมีการผ่อนปรนมากขึ้น เพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจที่ต้องการแรงงานจำนวนมาก อย่างเช่น ภาคแรงงานหรือภาคบริการเพื่อดูแลผู้สูงอายุ
อย่างไรก็ตาม ในแง่หนึ่ง นโยบายดังกล่าวอาจกลายเป็นช่องโหว่ในการควบคุมคนเดินทางเข้าประเทศ จนกระทั่งทำให้มีผู้ใช้ระบบวีซ่าที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานภายในอังกฤษ ส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา เช่น การก่อการร้าย
ยังไม่นับรวมกลุ่มผู้ลี้ภัยที่เดินทางมาจากประเทศต้นทางเพื่อหลบหนีสงครามและความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นผู้ลี้ภัยที่มาจากยูเครน อัฟกานิสถาน ซูดาน หรือกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อรองรับการตั้งถิ่นฐานให้กับคนกลุ่มนี้ กระทั่งสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนบางส่วนภายในประเทศ
ปัญหาทางการเมือง
นอกจากปัญหาด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงที่กล่าวไปข้างต้น สถาบัน Think Tank ของอังกฤษอย่าง Institute for Government (IfG) ยังวิเคราะห์เอาไว้เมื่อปี 2019 ว่า Brexit อาจทำให้เกิดปัญหาการเมืองภายในประเทศตามมาด้วยเช่นกัน
ประการแรก นายกฯ ของอังกฤษอาจจะต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากกลุ่มที่สนับสนุนและคัดค้าน Brexit ซึ่งมีความคิดเห็นเชิงนโยบายแตกต่างกัน โดยแรงกดดันดังกล่าว อาจทำให้นายกฯ ขาดเสถียรภาพในการบริหารงานอย่างเต็มที่ และอาจกระทบต่อความมั่นคงทางการเมืองของผู้นำรัฐบาลในระยะยาว
ขณะเดียวกัน Brexit อาจส่งผลให้การเมืองภายในรัฐสภาอังกฤษตึงเครียดมากขึ้น โดยสมาชิกรัฐสภาและพรรคการเมืองต่างแข่งขันกันเพื่อสร้างอำนาจต่อรองอย่างหนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อต้องการขึ้นมาควบคุมกระบวนการ Brexit
บรอนเวน แมดด็อกซ์ (Bronwen Maddox) อดีตผู้อำนวยการของ IfG เคยวิเคราะห์ไว้เมื่อปี 2019 ว่า นับจากนี้รัฐบาลจะไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ เนื่องจาก Brexit จะเข้ามาพลิกขนบธรรมเนียมทางการเมืองครั้งใหญ่ของประเทศ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานของรัฐบาล ความมั่นคงของรัฐสภา และโครงสร้างระบบราชการอย่างสิ้นเชิง
การจะกล่าวว่า Brexit เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การเมืองอังกฤษผันผวนต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันคงจะไม่เกินจริงนัก เมื่อประกอบกับแรงกดดันจากภายนอก อย่างสงครามที่เกิดขึ้นในหลายภูมิภาค ปัญหาผู้อพยพและผู้ลี้ภัย ต่อเนื่องมาจนถึงปัญหาจากการตั้งกำแพงภาษีของชาติมหาอำนาจ
ปัจจัยเหล่านี้ผลักดันให้การเมืองของอังกฤษมีลักษณะแตกแยก (Fragmented) และมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงอุดมการณ์ทางการเมืองเพิ่มขึ้น โดยมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปในทางอนุรักษนิยมในบางช่วง ความท้าทายเชิงโครงสร้างเหล่านี้ยังทำให้รัฐบาลที่ขึ้นมาบริหารประเทศต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง จนไม่สามารถสร้างความยั่งยืนในการบริหารประเทศเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
หลังจากนี้ จะเกิดอะไรขึ้นกับอังกฤษ?
ภายหลังการประกาศลาออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวานนี้ (22 มิถุนายน 2026) สตาร์เมอร์จะยังทำหน้าที่รักษาการนายกฯ จนกว่าจะมีการเลือกผู้นำคนใหม่ของประเทศต่อไป
โดยในวันที่ 9 กรกฎาคม 2026 พรรคแรงงานจะเริ่มเปิดให้มีการเสนอชื่อผู้ท้าชิงหัวหน้าพรรคคนใหม่ และจะปิดรับรายชื่อช่วงกลางเดือนกรกฎาคม ก่อนจะมีการคัดเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่เป็นลำดับต่อไป
อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่า เบิร์นแฮมอาจได้รับตำแหน่งนั้น หลังจากเขาเพิ่งจะประกาศชัยชนะเหนือคู่แข่งจากพรรคฝ่ายขวาอย่าง Reform UK ในสนามเลือกตั้งซ่อมสมาชิกผู้แทนราษฎรในเขตเมเกอร์ฟิลด์ จากเมืองเกรตเทอร์แมนเชสเตอร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากบรรดากลุ่มผู้นำภายในพรรคอย่าง เวส สตรีตทิง (Wes Streeting) ซึ่งได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขภายใต้รัฐบาลสตาร์เมอร์
หากเบิร์นแฮมได้รับเลือกให้ขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแรงงานจริง นั่นหมายความว่า เขาอาจมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นว่าที่แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 7 ของประเทศภายในรอบ 10 ปีเช่นกัน
และแม้ว่าในตอนนี้จะยังไม่มีการประกาศรายชื่อหัวหน้าพรรคแรงงานคนใหม่อย่างเป็นทางการ และยังไม่มีการประกาศแนวนโยบายด้านต่างๆ ออกมาจากเบิร์นแฮม
อย่างไรก็ตาม ไนเจล ฟาราจ (Nigel Farage) หัวหน้าพรรค Reform UK กลับเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้งระดับชาติโดยทันที
สำนักข่าว The Guardian วิเคราะห์ว่า หากเบิร์นแฮมได้รับเลือกให้เป็นนายกฯ คนต่อไป อาจถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการฟื้นฟูความนิยมของพรรคแรงงานอีกครั้ง ขณะเดียวกัน การได้ผู้นำคนใหม่จากพรรคเดิมยังอาจช่วยชะลอการขึ้นมาของพรรค Reform UK ซึ่งกำลังได้รับความนิยมจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วน
ที่มา:
– https://www.gov.uk/government/history/past-prime-ministers
– https://ukandeu.ac.uk/brexits-impact-on-the-uk-economy/
– https://www.instituteforgovernment.org.uk/publication/brexit-effect
Tags: ริชี ซูนัค, Brexit, พรรคแรงงาน, อังกฤษ, สหราชอาณาจักร, นายกรัฐมนตรีอังกฤษ, เคียร์ สตาร์เมอร์, Keir Starmer, Labour Party, Feature, แอนดี เบิร์นแฮม, UK




