ฟุตบอลโลกปี 2026 เปิดฉากแล้วอย่างเป็นทางการ และกว่าที่บทความชิ้นนี้จะได้รับการเผยแพร่ คงมีนักกีฬาที่สร้างสถิติหรือซัดลูกบอลเข้าตาข่ายไปแล้วหลายต่อหลายคน อย่างน้อยที่สุด โลกก็ได้เห็น ลิโอเนล เมสซี ที่เพิ่งซัดแฮตทริกไปตั้งแต่นัดแรกที่ลงแข่งในสนาม เออร์ลิง ฮาลันด์ ที่ประเดิมเวิลด์คัพครั้งแรกในวัย 25 ปีกับทีมชาตินอร์เวย์ ด้วยการเคาะเข้าไป 2 ลูก เป็นตัวเลขเดียวกันกับที่ คีลิยัน เอ็มบัปเป หวดพาฝรั่งเศสชนะเซเนกัลไป 3-1
ในแง่ความนิยม ฟุตบอลถือเป็นกีฬาที่ครองสถิติได้รับความนิยมและมีคนรับชมมากที่สุดมาหลายทศวรรษ ยิ่งกับมหกรรมกีฬาขนาดใหญ่อย่างเวิลด์คัพ (World Cup) ที่จัดขึ้น 4 ปีครั้ง ก็อาจเรียกได้ว่า เป็นปรากฏการณ์ใหญ่ที่หลายคนตั้งตารอ
และจากข่าวคราวของเวิลด์คัพปีนี้ ซึ่งจัดร่วมโดยสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก เราคงได้เห็นแล้วว่า ฟุตบอลมีอิทธิพลต่อผู้คนเพียงใด นับตั้งแต่ข่าวบราซิลทำพิธี Water Salute ให้เครื่องบินที่นักเตะใช้โดยสาร นักกีฬาโครเอเชียเข้าพิธีมิสซาก่อนออกเดินทาง หรือแฟนบอลชาวสกอตแลนด์ที่ดื่มเบียร์จนเกลี้ยงทั้งบาร์ในบอสตัน (!!)

ฟุตบอลยังส่งอิทธิพลมาถึงโลกภาพยนตร์และเรื่องเล่า มีหนังจำนวนมากที่พาผู้ชมไปสำรวจโลกลูกหนัง ทั้งในแง่เกมการเล่น ไปจนถึงการจับจ้องเพียงตัวนักเตะอย่างเดียว หรือกระทั่งเป็นฉากหลังเลือนๆ ที่ฉายให้เห็นความยิ่งใหญ่ของฟุตบอล อันจะเห็นได้จาก What Do We See When We Look at the Sky? (2021) หนังร่วมทุนสร้าง 2 สัญชาติระหว่างเยอรมนี-จอร์เจีย กำกับโดย อเล็กซานเดร โคเบริดเซ (Aleksandre Koberidze) คนทำหนังชาวจอร์เจีย ที่ภาพยนตร์ของเขานั้นเปรียบเสมือนบทกวีชิ้นหนึ่ง เช่นเดียวกับ What Do We See When We Look at the Sky? ซึ่งเข้าชิงรางวัลหมีทองคำจากเทศกาลหนังเบอร์ลิน หนังว่าด้วยชีวิตแสนอัศจรรย์ของหนุ่มสาว 2 คนในคูทาอีซี เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในจอร์เจีย
ลิซา (อานี คาร์เซลาดซี) เป็นนักศึกษาเภสัชศาสตร์ เธอบังเอิญพบกับ จอร์จี (จอร์จี โบโชริชวีลี) นักฟุตบอลหนุ่ม ทั้งคู่ตกหลุมรักกันอย่างรวดเร็ว แต่แล้วเธอกลับโดนคำสาป (?) บางอย่างที่ทำให้ชะตากรรมของเธอกับจอร์จีต้องเคลื่อนผ่านกันเสมอ ทั้งคำสาปยังทำให้คนทั้งคู่จดจำกันไม่ได้โดยสิ้นเชิง หนักไปกว่านั้น มันยังทำให้ทั้งสองสูญเสียความสามารถพิเศษเฉพาะตัว
ทั้งลิซาที่พบว่า ความรู้ความเข้าใจต่อเรื่องการใช้ยาของตัวเองที่ทุ่มเทเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยหลายปีสูญหายไปสิ้น เช่นเดียวกับทักษะด้านฟุตบอลของจอร์จีที่อันตรธานไปราวกับไม่เคยมีมาก่อน คำสาปยังทำให้โค้ชจำเขาไม่ได้ และไล่เขาออกจากสนาม และแม้ทั้งลิซากับจอร์จีจะได้พบกันอีกครั้ง หากแต่คำสาปเจ้ากรรมก็ทำให้พวกเขาจดจำกันไม่ได้ แม้อยู่ในพื้นที่เดียวกันหลายต่อหลายครั้ง แต่พวกเขาก็ยังเป็นคนแปลกหน้าต่อกันอยู่ร่ำไป
และในช่วงเวลาภายใต้คำสาป ทั้งเขาและเธอไม่อาจทำตามความฝันได้ จึงต้องผันตัวมาทำงานอื่นอย่างการเปิดร้านกาแฟ และนั่นคือขวบปีเดียวกันกับที่มีการจัดมหกรรมฟุตบอลโลกขึ้น ชีวิตของพวกเขาจึงเลื่อนไหลไปท่ามกลางบรรยากาศแห่งการร้องเชียร์ เฉลิมฉลองกับความมหัศจรรย์เล็กๆ ที่ถือกำเนิดขึ้นหลังจากนั้น
หนังของโคเบริดเซไม่ได้จับจ้องไปยังฟุตบอลโดยตรง หากแต่เป็นหนังอีกเรื่องที่ฉายอิทธิพลของฟุตบอลโลกได้อย่างน่าประทับใจที่สุด ทั้งภาพเด็กชายที่เอาสีวาดเป็นคำว่า ‘Messi’ บนแผ่นหลัง เช่นเดียวกับเสื้อกีฬาทีมชาติอาร์เจนตินาหมายเลข 10 ที่แขวนบนผนัง เด็กสาวที่ฝึกซ้อมยิงลูกโทษใส่ประตูเก่าๆ ขึ้นสนิม รวมทั้งเจ้าหมาน้อยที่เลือกเชียร์ทีมอังกฤษ และนี่ย่อมไม่ใช่อะไรอื่น นอกเสียจากการประกาศว่า ฟุตบอลนั้นเป็นของทุกคน ที่ถูกบอกเล่าภายใต้เรื่องราวของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง ในเมืองและในวาระที่ทุกสายตาจับจ้องไปยังมหกรรมเวิลด์คัพ
และพูดถึงเมสซี แม่ทัพชาวอาร์เจนตินา ที่เป็นแชมป์ลำดับล่าสุดของฟุตบอลโลกเมื่อปี 2022 หลายคนอาจคุ้นเคยกับ Messi (2014) สารคดีสัญชาติสเปน กำกับโดย อเล็กซ์ เดอ ลา อิเกลเซีย (Álex de la Iglesia) ที่ท่าทีของหนังไม่ได้เป็น ‘สารคดี’ จ๋าเสียทีเดียว เพราะมันผสมปนเปไปกับการใช้นักแสดงมารับบทเป็นเมสซีตอนเด็ก สมาชิกในครอบครัว รวมถึงเพื่อนร่วมทีม ที่พูดถึงตัวตนของเมสซีผ่านมุมมองของพวกเขา โดยมีฉากที่เป็นหนึ่งในฉากประจำของหนังสารคดีอย่างทอล์กกิงเฮด หรือการตั้งกล้องสัมภาษณ์ถามตอบ แต่อิเกลเซียให้ซับเจกต์แต่ละคนนั่งล้อมวงสนทนาในร้านอาหารสักแห่ง บรรยากาศของหนังทั้งเรื่องจึงปะปนความเป็นเรื่องแต่งและความเป็นสารคดีเข้าด้วยกัน
อิเกลเซียขึ้นชื่อเรื่องการทำหนังคัลต์ (Cult Film) หนังของเขามักเต็มไปด้วยตลกร้าย ความสยดสยอง และประเด็นท้าทายสังคม อันจะเห็นได้จากหนังแจ้งเกิดของเขาอย่าง The Day of the Beast (1995) ที่มากับพล็อตสุดเหวอ ว่าด้วยบาทหลวงกับหนุ่มเมทัลที่หาทางยับยั้งไม่ให้ปฏิปักษ์พระคริสต์ (Antichrist) ถือกำเนิด และกับ Messi เขาก็เลือกหาทางเล่าหนังที่ไม่ซ้ำรอยหนังสารคดีเรื่องอื่นๆ และได้ ฆอร์เก บัลดาโน (Jorge Valdano) อดีตผู้จัดการทีมชาติอาร์เจนตินามาช่วยเขียนบทให้ โดยอิเกลเซียเล่าว่า “ฆอร์เกเป็นนักเขียนที่ดีมากเลยนะ เขาเขียนหนังสือตั้งหลายเล่ม แถมยังปราดเปรื่อง มีสติสัมปชัญญะและน่าสนใจสุดๆ เลย”
และแม้จะเป็นหนังที่เกี่ยวกับเมสซี หากแต่เมสซีตัวจริงไม่ได้มาปรากฏตัวเป็นส่วนหนึ่งของสารคดีเรื่องนี้เลย มีเพียงแต่ภาพฟุตเทจสมัยเขายังเด็ก และในวัยหนุ่มที่ก้าวขึ้นเป็นนักเตะในบาร์เซโลนา กับเพื่อนร่วมทีมระดับตำนานทั้ง โรนัลดินโญ, การ์ลัส ปูโยล ที่คอยดูแลและช่วยเหลือเมสซีมาตลอด รวมทั้งเพื่อนร่วมทีมที่ปรากฏตัวในสารคดีทั้ง ฆาบิเอร์ มาสเชราโน ที่เอ่ยปากเล่าติดตลกว่า “ถ้าลีโอโกรธใคร เขาจะเตะลอดขาหมอนั่นไปดื้อๆ เลย” เคราร์ด ปิเก ในฐานะกองหลังของทีมที่เฝ้ามองเมสซีมาหลายต่อหลายปี และอันเดรส อิเนียสตา รุ่นพี่ที่สรุปความเป็นเมสซีสั้นๆ ว่า “การทำแฮตทริกน่ะเป็นเรื่องธรรมชาติของลีโอไปแล้ว”
คู่กันมาอีกเรื่องคือ Ronaldo (2015) สารคดีว่าด้วย คริสเตียโน โรนัลโด กองหน้าชาวโปรตุเกสที่ถูกมองว่าเป็นนักกีฬาคู่แข่งตลอดกาลกับเมสซีในโลกฟุตบอล หนังกำกับโดย แอนโทนี วองเคอ (Anthony Wonke) คนทำหนังสารคดีชาวอังกฤษจาก The Battle for Marjah (2010) ปฏิบัติการกองทัพสหรัฐฯ บุกเข้ายึดเมืองมาร์จาห์ อันเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มตาลีบันในอัฟกานิสถาน Fire in the Night (2013) โศกนาฏกรรมแท่นขุดเจาะและผลิตน้ำมันไพเพอร์ แอลฟา เมื่อปี 1988 ทั้งนี้ Ronaldo ยังได้ ‘เจ้าพ่อ’ แห่งการทำหนังสารคดีอย่าง อาซิฟ คาปาเดีย (Asif Kapadia) มาเป็นโปรดิวเซอร์ให้ด้วย
จุดเด่นของการทำหนังสารคดีของวองเคอคือ ความเข้มข้น ยิ่งกับกรณีที่เป็นสารคดีบุคคล เขามักหาเหลี่ยมมุมที่เป็นส่วนตัวออกมาเล่าได้เสมอ เช่นเดียวกันกับ Ronaldo ซึ่งน่าจะเป็นไม่กี่ครั้งที่โรนัลโดยอมให้โลกได้เห็นช่วงเวลาที่เขาอยู่กับลูกชายตัวน้อย (แต่ตอนนี้สูงทะลุ 190 เซนติเมตร และลงเล่นให้ทีมชาติโปรตุเกส รุ่นอายุน้อยกว่า 16 ปีอยู่) โดยวองเคอใช้เวลาถ่ายทำโรนัลโดทั้งสิ้น 14 เดือน สนทนากับเพื่อนสนิท เพื่อนร่วมทีม และสมาชิกในครอบครัวเขา ตลอดจนช่วงเวลาที่เมสซีเข้ามาทักทายลูกชายโรนัลโด ซึ่งเป็นฟุตเทจที่วองเคอใส่ไว้ในหนังด้วย
แต่แม้จะเป็นคนทำหนังสารคดีมือฉมัง วองเคอก็ออกตัวว่า เขาไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับฟุตบอลมากนัก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านักเตะของเรอัล มาดริด ในเวลานั้นมีใครบ้าง “ผมบอกโรนัลโดไปแบบนี้แหละ แล้วเขาก็เข้าใจ บอกว่าไม่เป็นอะไรหรอก ไม่จำเป็น” วองเคอเล่า “ผมคิดว่าตัวโรนัลโดน่ะ มีความสัมพันธ์แบบทั้งรักทั้งเกลียดกับกล้องนะ ข้างนอกบ้านเขามีแต่ปาปารัสซี เฝ้ามองหาตัวเขาเต็มไปหมด ตัวโรนัลโดเองก็ตระหนักเรื่องการรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวเช่นนี้ดี แต่ขณะเดียวกัน เพราะอะไรแบบนี้แหละ ตอนเรายกโขยงเอากล้องเข้าไปถ่ายทำในบ้านเขา เขาก็ชินกับกล้องแล้ว”
สารคดีว่าด้วยนักฟุตบอลอีกเรื่อง ที่กำกับโดยเจ้าพ่อแห่งการทำหนังสารคดีอย่างคาปาเดีย คือ Diego Maradona (2019) ที่เข้าชิงรางวัลสารคดียอดเยี่ยมจากเวทีแบฟตา จุดแข็งของหนังที่คาปาเดียกำกับ ไม่ว่าจะ Senna (2010) ชีวิตนักแข่งรถ หรือ Amy (2015) นักร้องสาวชื่อดังชาวอังกฤษ มันมักเข้มข้นและลงไปสำรวจเหลี่ยมมุมความเป็นมนุษย์ ความหมกมุ่นกับบางสิ่งบางอย่างของซับเจกต์ กรณีสารคดีที่เล่าถึง ดิเอโก มาราโดนา เองก็เช่นกัน คาปาเดียบอกเล่าถึงชีวิตมาราโดนา นักเตะชาวอาร์เจนตินา ในฐานะ ‘พระเจ้า’ แห่งสโมสรนาโปลี ไปจนถึงความดำมืดของการพัวพันกับยาเสพติด และแก๊งมาเฟียในอิตาลีที่ส่งอิทธิพลต่อเขามหาศาล
Diego Maradona เต็มไปด้วยฟุตเทจมากมายที่ไม่เคยได้รับการเผยแพร่ที่ไหนมาก่อน ตั้งแต่มาราโดนาอายุยังน้อย แต่ฉายแววการเป็นราชาแห่งโลกฟุตบอล ลวดลายที่เขาวาดไว้ในสนามแข่งซึ่งไม่อาจเลียนแบบได้ ตัดสลับกับเรื่องราวส่วนตัว ทั้งความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด ความเป็นคนรักสนุก รื่นเริง และในขณะเดียวกันก็มีบางส่วนเสี้ยวที่ดูลึกลับ หรือกระทั่งเอาแน่เอานอนไม่ได้
คาปาเดียต่างจากวองเคอตรงที่เขาเป็นคนทำหนังที่บ้าฟุตบอลเป็นการส่วนตัว เขาเล่าว่า ความยากของการถ่ายทำ Diego Maradona คือความยิ่งใหญ่ของตัวมาราโดนา และความยิ่งใหญ่ของกีฬาฟุตบอล ที่ทำให้เขารู้แน่ชัดว่า หากจับประเด็นไม่แม่นหรือเล่าไม่ดี ความปรารถนาในการจะถ่ายทอดชีวิตของชายผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘หัตถ์พระเจ้า’ ของโลกฟุตบอลคงออกมาไม่สมบูรณ์แบบ หากแต่คาปาเดียก็พยายามจับเส้นเรื่องที่เขาอยากถ่ายทอดออกมาจากชีวิตของมาราโดนาให้ได้มากที่สุด “เขาคือวีรบุรุษของชาวละติน ที่สร้างความภาคภูมิใจให้คนในประเทศในช่วงที่ยากลำบากที่สุด จากนั้นเขาก็มีปัญหายาเสพติดเข้า” คาปาเดียบอก
“เวลาเราพูดถึงมาราโดนา เรามักเห็นภาพเขาในยุคหลังๆ ใช่ไหมล่ะ เราไม่ค่อยนึกภาพมาราโดนาที่ออกจะโดดเดี่ยว หลงทาง หรือเปราะบางหรอก แต่เราจะนึกถึงภาพชายแท้สุดๆ ที่สรรหาสร้างความโกลาหล พูดจาอะไรที่ดูเป็นประเด็นอยู่บ่อยๆ แต่สิ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจคือ ตอนทำการบ้านเรื่องราวของมาราโดนาตอนหนุ่มๆ สมัยที่เขาเพิ่งไปเนเปิลส์ ผมเห็นเขาแล้วคิดในใจว่า ‘เหมือนเห็นเด็กเลย’
“ดังนั้นสำหรับผม มาราโดนาในวัยนั้นจึงเป็นเด็กที่เปราะบางเหลือเกิน หวาดกลัวและโดดเดี่ยว เขาตื่นตกใจเวลาถูกคนรุมล้อมมหาศาล ซึ่งคุณเห็นได้จากสีหน้าเขานี่แหละว่าเขาไม่ชอบใจเท่าไร” คาปาเดียบอก “และนี่แหละที่ผมชอบหนังเรื่องนี้ เพราะมันทำให้เราฉายอารมณ์ดิบๆ ของเขาออกมาได้ ผมไม่จำเป็นต้องบอกคนดูเลยว่าเขารู้สึกอย่างไร คุณเห็นได้จากแววตาเขาเลย แววตาของมาราโดนาไม่เคยโกหกสักครั้ง”
Diego Maradona กวาดคำชมเชยมหาศาล และหลังจากหนังออกฉายได้เพียง 1 ปี มาราโดนาก็เสียชีวิตลงอย่างสงบ สารคดีของคาปาเดียจึงถือเป็นหนังเรื่องท้ายๆ ในชีวิตของมาราโดนา ที่บอกเล่าเรื่องราวอันเป็นส่วนตัวของเขาได้อย่างมีหัวจิตหัวใจมากที่สุดเรื่องหนึ่ง
Tags: People Also Watch, World Cup 2026, เมสซี, ลิโอเนล เมสซี, ดิเอโก มาราโดนา, ภาพยนตร์, สารคดี, ฟุตบอลโลก, คริสเตียโน โรนัลโด, บอลโลก




