เลิฟ-ภัทรานิษฐ์ ลิ้มปติยากร นักแสดงที่หลายคนรู้จักในนาม ‘เลิฟรัก’ จากชื่อแอ็กเคานต์โซเชียลมีเดีย ‘loverrukk’ ตั้งแต่สมัยเธอยังเป็นนักเรียนมัธยมจากโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย เริ่มเข้าวงการบันเทิงไล่เลี่ยกับความคิดก่อร่างสร้างธุรกิจในวัย 19 ปี และวันนี้ในวัย 26 ปี เธอยังคงสวมหมวก 2 ใบไปพร้อมกัน
สำหรับพาร์ตงานแสดง บทบาทล่าสุดของเธอคือ ‘กอหญ้า’ ในซีรีส์ ‘Girl Rules กฎหลัก…ห้ามรักเธอ’ ที่เพิ่งจบลงไป แต่บทบาทการเป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอาง ‘TWENTYWENDY’ กับ ‘yoonighty’ ที่เป็นแบรนด์เสื้อผ้าในอีกพาร์ตธุรกิจยังดำเนินต่อไปอย่างมั่นคง
“ถ้าคนมาถามว่าเลิฟเป็นใคร คงตอบว่า ‘เป็นเลิฟ’ เพราะ เลิฟมองว่าเลิฟก็คนธรรมดาคนหนึ่ง เพียงแต่ว่าอาจจะถือหมวก 2 ใบใน 1 คน เพราะงานของเลิฟคือการเป็นนักแสดงและการทำธุรกิจ
ทั้งนี้ เลิฟเปิดเผยตัวตนกับ The Momentum ว่า ก่อนจะเป็นนักแสดง เธอเคยเป็นเด็กขี้อายมาก่อน และล่าสุดที่ได้รับบทกอหญ้า ทำให้เธอค้นพบตัวตนอีกด้านของตัวเอง นั่นก็คือความเซ็กซี่ นอกจากนี้ เลิฟยังเปิดใจถึงปัญหาที่ถาโถมเข้ามาในช่วงเบญจเพส ที่ถือว่าเป็นอุปสรรคครั้งใหญ่ที่ต้องข้ามผ่าน และเล่าว่าสิ่งเหล่านั้นฝากบทเรียนอะไรในการใช้ชีวิตบ้าง![]()
จากเด็กขี้อาย สู่ตัวตนอีกด้านที่ค้นพบผ่านการเล่นซีรีส์
ตอนอายุ 19 ปี เลิฟเซ็นสัญญาเข้ามาเป็นนักแสดงในสังกัด GMMTV เธอมีผลงานอย่างต่อเนื่องจนถึงวันนี้ เธอเป็นที่รู้จักในหลายประเทศทั่วโลกจากการเป็นนักแสดงนำซีรีส์แนว Girls’ Love (GL) ตั้งแต่เรื่อง 23.5 องศาที่โลกเอียง (2567), คุณวาฬร้านชำ (2568) และล่าสุด Girl Rules กฎหลัก…ห้ามรักเธอ (2569)
เธอเล่าว่าการเป็นนักแสดงคือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต เพราะก่อนหน้านี้เธอเป็นคนขี้อาย
“เมื่อก่อนเป็นคนขี้อายมากๆ แค่ไปพรีเซนต์หน้าห้องก็ไม่เอาแล้ว คือถ้าทำงานกลุ่มจะเลือกเป็นคนทำงาน แล้วให้เพื่อนไปพรีเซนต์ การที่ได้มาอยู่ใน GMMTV เป็นอะไรที่ใหม่มาก ตอนนั้นกลัวมาก แต่ได้รับแรงสนับสนุนจากครอบครัว ที่บอกว่าถ้าก้าวข้ามผ่านเซฟโซนแล้ว มันจะทำให้รู้สึกภูมิใจในตัวเอง จะได้เจอตัวตนใหม่ๆ ของเรานะ”
เวลา 7 ปีที่เลิฟอยู่ในวงการบันเทิง ถือเป็นระยะเวลาที่สามารถเปลี่ยนจากคนขี้อายให้กล้าแสดงออกได้จนกระทั่งตอนนี้ เธอบอกว่าไม่ใช่คนขี้อายแล้ว แต่ยังเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่งเหมือนเดิม
“ไม่ขี้อายแล้วค่ะ (หัวเราะ) มีบ้างที่ยังคุยกันแฟนคลับไม่เก่ง ถ้าเกิดว่าเจอต่อหน้า เวลาที่เจอแฟนคลับแซว จะทำตัวไม่ถูก แล้วเลิฟจะเขินมากเวลาคนชมแบบฉีดยา แต่เลิฟจะแก้เขินด้วยการแซวเขากลับ แต่เลิฟก็อยากคุยกับทุกคนให้ได้เยอะที่สุด เพราะว่าเขามาให้กำลังใจเรา ก็อยากให้กำลังใจเขากลับไปบ้าง” เลิฟเล่าด้วยความสุข
แม้การทำงานในวงการบันเทิงจะเปลี่ยนตัวตนของเธอไปบ้าง แต่สิ่งที่ยังเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนจนถึงปัจจุบัน คือความเป็น ‘คนธรรมดา’
โดยเธอขยายความว่า เธอใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดาคนหนึ่ง คือไลฟ์สไตล์ที่เธอยังทำอยู่ แม้วันนี้เธอจะมีชื่อเสียง และมีแฟนคลับหลากหลายประเทศแล้วก็ตาม
“การเป็นตัวเอง เป็นคนธรรมดาที่สามารถนั่งมอเตอร์ไซค์ได้ กินข้าวข้างทางได้ เดินทางด้วยรถไฟฟ้า ได้กลับไปเจอเพื่อน ๆ ที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก สิ่งเหล่านี้ทำให้เลิฟรู้สึกว่า ตัวเองยังคงเป็น ‘เลิฟคนเดิม’ ไม่เคยเปลี่ยน”
ตั้งแต่อายุ 19 ปีจนปัจจุบัน เลิฟได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากวงการบันเทิง รวมถึงบทบาทการแสดงที่เธอได้รับ ก็ทำให้เธอค้นพบตัวตนอีกหลายด้านในตัวเอง โดยเฉพาะบทกอหญ้าในซีรีส์ล่าสุด ที่ทำให้เลิฟเผยด้านเซ็กซี่ออกมาทั้งในซีรีส์และชีวิตจริง
ก่อนหน้านี้ บทที่เลิฟได้รับมักมีคาแรกเตอร์น่ารักสดใส ทั้งบท ‘ซัน’ จากเรื่อง 23.5 องศาที่โลกเอียง และ ‘แมวน้ำ’ ในคุณวาฬร้านชำ แต่สำหรับกอหญ้า บทสไตลิสต์สาวที่ทั้งแต่งตัวเก่งและเซ็กซี่ จึงเป็นความท้าทายใหม่
“ท้าทายมาก เพราะว่าก่อนนี้ที่เลิฟเล่น คนจะเห็นเลิฟในมุมน่ารัก สนุกสดใส แต่ว่าตัวกอหญ้าจะเป็นตัวละครที่คล้ายเลิฟในมุมที่เป็นคนตั้งใจ เป็นคนสู้ แต่กอหญ้าจะทวีคูณมากกว่าเลิฟไป 2-3 เท่า แล้วก็เปลี่ยนลุคเลิฟเลยให้เป็นคนที่เซ็กซี่ขึ้นมาก คำว่าเซ็กซี่อาจจะไม่มีในตัวเลิฟจริงๆ แต่ว่ากอหญ้าทำให้เลิฟค้นพบมุมนี้ในตัวเองเหมือนกัน”

เลิฟเล่าว่า ตัวละครหลายตัวที่แสดงมา มีบางด้านที่ตรงกับนิสัยหรือชีวิตจริงของเธอ ซึ่งเธอเล่าถึงวิธีการทำการบ้านกับบทแต่ละบท
“เวลาเลิฟแสดง เลิฟจะหาตัวตนใดตัวตนหนึ่งที่อยู่ในร่างกายเลิฟ แล้วแสดงมันออกมาให้มากขึ้น เลิฟพยายามนึกว่า แล้วตัวกอหญ้าที่เขา Sex Appeal สูงมาก มันอยู่ส่วนไหนของเลิฟ เลยนึกย้อนกลับไปตอนที่เราอยู่บนเวทีที่แสดงคอนเสิร์ต Blush Blossom Fan Fest 2025 เต้นเพลง Baby Tee ไปนั่งย้อนดูคลิปตัวเอง เอาความรู้สึกนั้นมาถ่ายทอดต่อแล้วพัฒนาต่อไป”
ทั้งนี้ เมื่อได้เล่นเป็นกอหญ้าแล้ว ในชีวิตจริงของเลิฟก็มีความเซ็กซี่และมั่นใจเพิ่มขึ้นด้วย
“การแต่งตัวของเลิฟเปลี่ยนไปเยอะเลย กอหญ้าด้วยความที่เขาเป็นสไตลิสต์ด้วย เขาแต่งตัวค่อนข้างจัดจ้าน แล้วเลิฟอยู่กับตัวละครนี้มานาน เลยติดมาด้วยในชีวิตประจำวัน จริงๆ ในหลายๆ ตัวละครก็ติดเอาคาแรกเตอร์ของตัวละครนั้นมาใช้” เลิฟเล่า
ธุรกิจของเด็กสาวธรรมดา ที่หวังให้คนรักตัวเอง
นอกจากบทบาทนักแสดง เลิฟยังเป็นเจ้าของธุรกิจเครื่องสำอางแบรนด์ TWENTYWENDY ซึ่งเริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2020 ประจวบกับตอนนั้นเลิฟอายุ 20 ปีพอดิบพอดี คำว่า ‘TWENTY’ จึงกลายเป็นคำสำคัญของชื่อแบรนด์ ส่วน ‘WENDY’ คือชื่อที่สื่อถึงเด็กผู้หญิงน่ารักและคล้องจองกับคำตั้งต้น และแทนการเรียกลูกค้าที่งานในบริษัทว่า WENDY
“จุดเริ่มต้นมันมาจาก Pain Point เคยซื้อลิปมาใช้แล้วแพ้ และด้วยความที่อยากลองทำธุรกิจอยู่แล้ว เลยลองกระโดดลงสนาม พร้อมความตั้งใจและมุ่งมั่นว่าจะทำสินค้าที่ดีมีคุณภาพเพื่อตัวเองและผู้บริโภค”
เลิฟเล่าต่อว่า คอนเซปต์หลักของแบรนด์คือ
‘An Ordinary Girl Loving who she is’

TWENTYWENDY มีสินค้าหลายตัว ทว่ามีผลิตภัณฑ์หนึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม สิ่งนั้นคือมาสคาร่า ซึ่งเลิฟบอกว่า เป็นเครื่องสำอางที่ใช้เวลานานเพื่อพัฒนาสูตรและคุณภาพสินค้า
“มาสคาร่าเป็นสินค้าที่ได้รับกระแสตอบรับดีมาก แต่หากพูดถึงระยะเวลาที่พัฒนาสูตร ก็ถือเป็นระยะเวลาที่นานมากเหมือนกันกว่าจะได้ตามคุณภาพที่ทางแบรนด์ต้องการ โดยมีการร่วมมือพัฒนาสูตรกับทางโรงงานต่างประเทศ” เลิฟเล่าถึงเบื้องหลังสินค้า
ในวันนี้ ตลาดเครื่องสำอางเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง ทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์ต่างชาติ ดังนั้น คุณภาพคือปัจจัยหลักที่ทำให้คนยังกลับมาซื้อ รวมไปถึงการบอกต่อของลูกค้าเก่าที่ช่วยดึงดูดลูกค้าใหม่ให้เข้ามาลองใช้
“TWENTYWENDY ค่อยๆ เติบโตด้วยคุณภาพของสินค้า และ Data”
นอกจากแบรนด์เครื่องสำอาง เลิฟยังกลับมาทำแบรนด์เสื้อผ้า ‘yoonighty’ ที่สวมใส่ในชีวิตประจำวัน แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอลงเล่นในธุรกิจประเภทนี้
“เลิฟพยายามทำแบรนด์เสื้อผ้ามาหลายรอบมากๆ ลองผิดลองถูกมาหลากหลายรูปแบบ ซึ่งรอบนี้ซุ่มทำนานตั้งแต่ประมาณมกราคม 2569 ได้ทีม TWENTYWENDY ช่วย ก่อนหน้านี้ที่ทำธุรกิจเสื้อผ้า เคยขายในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ แต่ว่ารอบนี้หันมาทำบนเว็บไซต์ด้วย เพื่อให้มีความเวิลด์ไวด์มากขึ้น” เลิฟเล่าถึงอีกธุรกิจหนึ่งที่ตั้งใจทำ
โบกมือลาเบญจเพส ที่มอบบทเรียนให้ชีวิต
ถึงตรงนี้ เมื่อทราบวิธีการทำงานของเลิฟ ทั้งในพาร์ตการแสดงและธุรกิจส่วนตัว หลายคนคงพอดูออกว่าเลิฟเป็นคนจริงจังกับชีวิต ซึ่งเธอยอมรับว่า ตัวตนในอดีตเป็นคนจริงจังมากกว่าทุกวันนี้เสียอีก
“เมื่อก่อนเลิฟเป็นคนจริงจังกับทุกเรื่องมาก มีเป้าหมายในชีวิตชัดเจนสุดๆ ถ้าใครย้อนกลับไปดูในช่อง YouTube ของเลิฟช่วงประมาณปี 2020 เลิฟเคยพูดไว้ว่าอยากซื้อรถ เพราะเลิฟเป็นคนไม่ชอบขับรถเอง ตอนนั้นตั้งเป้าเลยว่าปีหน้าต้องซื้อให้ได้ แต่มันเป็นการตั้งเป้าแบบกดดันตัวเองว่า ‘ต้องซื้อให้ได้เท่านั้น’ ไม่ใช่ความรู้สึกชิลๆ แบบที่ว่า ถ้าได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรเลยค่ะ”
“หรือการจะทำอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายหรือยาก เลิฟดันไปจริงจังกับมันทุกอย่างเลย คนรอบข้างก็รู้สึกว่าทำไมเราเครียดเกินไป เราจริงจังเกินไปหรือเปล่า” เลิฟเล่าถึงตัวตนของตัวเอง
ทว่าคนจริงจังคนนี้เจอจุดพลิกผันตอนก้าวเข้าสู่วัยเบญเพสในปีที่ผ่านมา เป็นช่วงที่เครียดและท้อมากที่สุดในชีวิต จากคนที่จริงจังกับชีวิตมากเกินไป ก็ต้องยอมปล่อยวางให้เป็นเพื่อบรรเทาความเครียด
“ตอนนั้นเป็นช่วงซ้อมคอนเสิร์ต Blush Blossom Fan Fest 2025 ตอนนั้นคือเครียดสะสมยาวไปจนถึงวันแสดงเลย มันกลายเป็นสิ่งที่เราต้องแบกรับไว้หนักมากในช่วงนั้น ไหนจะซ้อมคอนเสิร์ต ท่าเต้นก็ต้องจำ บล็อกกิงบนเวทีก็ต้องแม่น แล้วยังมีบางเรื่องเข้ามาทำให้เราไม่สบายใจและกังวลมากๆ จนถึงขั้นต้องขอหลบไปอยู่คนเดียวเพื่อทำสมาธิ แล้วค่อยกลับเข้ามาซ้อมใหม่ ยอมรับเลยว่านั่นคือช่วงเวลาที่เลิฟเครียดที่สุดในชีวิตแล้วค่ะ”
อย่างไรก็ตาม ‘การปล่อยวาง’ คือทักษะสำคัญที่เลิฟเริ่มฝึกฝนในวัยเบญจเพสปีที่ผ่านมา รวมถึงเป็นบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเธอด้วย
“สิ่งที่เลิฟบอกตัวเองเมื่อปีที่แล้ว และปีนี้ทำได้คือ เลิฟปล่อยวางมากขึ้น รู้จักคำว่าช่างมัน รู้สึกว่ามันผ่อนคลาย ชีวิตสบายขึ้น ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ แล้วก็รู้สึกว่าเราเต็มที่ได้มากขึ้นด้วย การที่เครียดหรือจมปลักมากเกินไป มันทำให้ชีวิตเราเป็นสีเทา มันดูหม่นๆ อย่างบอกไม่ถูก แต่ปีนี้รู้สึกว่าเป็นปีที่เลิฟสว่างมาก พอเจอปัญหาอะไรก็แล้วแต่ สิ่งแรกที่เลิฟทำคือแก้ไขอย่างเต็มที่ มันจะเพอร์เฟกต์ 100% ไหมไม่รู้ แต่เลิฟรู้สึกว่าได้ทำเต็มที่ก็พอใจ” เธอกล่าวทิ้งท้าย
วันนี้เลิฟอายุ 26 ปี ก้าวผ่านชีวิตสีเทาในวัยเบญจเพสได้อย่างสมบูรณ์ และหลังจากนี้ ไม่ว่าชีวิตจะเป็นสีอะไร ก็เชื่อว่าเธอจะเปลี่ยนแปลงมันให้เป็นสีสันสดใสได้ทุกปี



