(1)

ข้อเท็จจริงสำคัญที่ปฏิเสธไม่ได้หลังจาก คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน เปิดเผยผล ‘การสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ’ ก็คือ การ ‘เต้น’ ทั้งระบบของระบบราชการ

เพราะ 60% เคยพบการร้องขอสิ่งตอบแทนในการยื่นขออนุญาต 45% ของบริษัทยืนยันว่า เคยจ่ายเงิน ของขวัญ หรือผลประโยชน์ และ 37% ยืนยันว่า อุตสาหกรรมของตนต้องจ่ายเงินพิเศษเพื่อให้ได้สัญญาภาครัฐ

ขณะเดียวกัน ยังมีการระบุชื่อหน่วยงานที่มีปัญหา เช่น หน่วยงานตำรวจทางหลวง/ จราจร กระบวนการยุติธรรม องค์การบริหารส่วนตำบล กรมเจ้าท่า กรมทางหลวง กรมโยธาธิการและผังเมือง ตำรวจท้องที่ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมสรรพากร และกรมการขนส่งทางบก ในฐานะหน่วยงานที่เสนอให้สิ่งตอบแทนสูงสุด

นอกจากนี้ ยังระบุชื่อหน่วยงานที่มีมูลค่าสินบนเฉลี่ยสูงสุดวนเวียนอยู่ในหน่วยงานสิ่งแวดล้อม ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง และกระทรวงมหาดไทย

สร้างความเดือดดาลให้กับทั้งผู้บริหารหน่วยงานที่มีชื่อติดในลิสต์ รัฐมนตรีที่กำกับดูแล รวมถึงนายกรัฐมนตรีที่เปิดช่องให้หน่วยงาน ‘ฟ้องกลับ’

อันที่จริง หากมองย้อนกลับไป ปัญหาการทุจริตในแวดวงราชการเป็นเรื่องที่ทุกคนในประเทศนี้รู้กันดี แต่หลายครั้งเลือกที่จะไม่พูด

เพราะระบบพิสูจน์การทุจริตนั้นใช้เวลา ผู้กล่าวหาต้องเก็บรวบรวมหลักฐานไปต่อสู้เอง และส่วนใหญ่ ผู้กล่าวหาก็คือผู้ที่ต้องทำงานกับรัฐ เป็นคู่สัญญากับรัฐ หากไปแจ้งเบาะแสว่าหน่วยงานมีการทุจริต ก็แปลว่าจะไม่ได้งานในวันนี้ และไม่ได้งานตลอดไป

และระบบการทุจริตในประเทศนี้ ไม่ได้โอนเงินเข้าบัญชีกันโดยตรง แต่หลายครั้งเป็นการจ่าย‘เงินสด’ ผ่านบุคคลที่สาม เป็นการจ่ายเป็นทองคำแท่งผ่านคนขับรถ กระทั่งไปรับเงินกันในคาสิโนแถบประเทศเพื่อนบ้าน แล้วหน่วยงานจะ ‘ดูแล’ ให้เป็นพิเศษ

เปรียบเสมือนการ ‘ซื้อเสียงเลือกตั้ง’ ทุกคนในประเทศนี้รู้ดีว่า ‘มี’ แต่หลักฐานนั้นหายาก เพราะคนจ่ายไม่ได้มาเดินจ่ายให้โดยตรง หากแต่ผ่านบุคคลอื่นอีกที

รู้ตัวอีกทีก็มีเงินวางอยู่ที่บ้านเรียบร้อย ไม่รู้จะไปแจ้งใคร และไม่รู้จะใช้หลักฐานอะไรไปแจ้ง

(2)

ปัญหาใหญ่อีกอย่างก็คือ คนไทยไม่ไว้ใจว่า ‘ระบบ’ คือระบบที่พร้อมจะปราบทุจริต เป็นระบบที่พร้อมจะปราบโกงจริงหรือไม่

อาคารของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มไปเมื่อปีที่แล้ว ท่ามกลางข้อครหาว่า ระบบจัดซื้อ-จัดจ้างของหน่วยงานตัวเองก็มีปัญหา ทำให้ได้บริษัทรับเหมาก่อสร้างที่น่าสงสัยเข้ามารับงาน

และไม่นานมานี้ หน่วยงานปราบโกงอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คนหนึ่งเพิ่งถูกกล่าวหาว่ารับสินบนจากนายตำรวจใหญ่เป็นทองคำแท่ง หน่วยงานเดียวกันนี้ ยังออกคำวินิจฉัยกรณีซุกหุ้นของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยไม่เชื่อว่า ‘ซุกหุ้น’ จริง เป็นการกระทำโดยสุจริต

และหน่วยงานเดียวกันนี้ ยังเกิดปัญหาร้องเรียนกันภายในว่า ระยะหลัง ‘คนนอก’ เริ่มเข้ามามีบทบาทเหนือคนใน เริ่มเข้ามาแต่งตั้งโยกย้ายคนในหน่วยงานแบบแปลกๆ

ไม่นับเฉพาะ 2 หน่วยงานนี้ ในภาพอำนาจภาพใหญ่ กรรมการองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ ‘ให้คุณให้โทษ’ มีบทบาท มีอำนาจทางการเมืองอย่างสูง รวมถึงมีบทบาทในการ ‘ปราบโกง’ ทั้งโกงในเชิงเงินทอง และโกงในเชิงอำนาจ ล้วนต้องผ่านการเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

เป็น สว.ซึ่ง ‘ที่มา’ ก็มีปัญหา และถูกกล่าวหากันว่า ‘ฮั้ว’ กันเข้ามา แต่ก็ยังทำหน้าที่รับรองผู้ที่เป็นกรรมการองค์กรอิสระเข้ามาได้เรื่อยๆ

(3)

สัปดาห์ที่แล้วอีกเช่นกัน คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกมาโอดครวญว่า เป็นเวรกรรมของรัฐบาลชุดนี้ที่ต้องออกมารับผิดชอบเรื่องที่ค้างคาจากอดีตชาติ

แต่ในเวลาเดียวกัน ก็เป็นคุณอนุทินคนดี คนเดิม กับที่รับตำแหน่งในรัฐบาลทุกชุดต่อเนื่องกันมานานกว่า 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา

คำถามก็คือ ในระหว่างการดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น จะไม่รู้เลยหรือว่าหน่วยงานรัฐนั้น เรียกและรับเงินทอนกันอย่างไร

คำถามก็คือ คุณอนุทินจะไม่รู้เลยหรือว่าบรรดา ‘นักการเมือง’ รับเงินทอนจากโครงการขนาดใหญ่อย่างไร เรียกเงินทอนจากการซื้อขายตำแหน่งอย่างไร หรือส่งเงินต่อกันเป็นทอดๆ อย่างไร 

แล้วคุณอนุทินจะไม่รู้เลยหรือว่า วิธีเดียวกันนี้ ยังใช้ในหน่วยงานตำรวจ ในหน่วยงานกองทัพ แม้แต่บรรดาคนดีที่ทำรัฐประหารมา ก็ล้วนอยู่ภายใต้โครงสร้างแบบนี้

และคำถามก็คือ คุณอนุทินไม่รู้เลยหรือว่า พรรคการเมืองนั้นหาเงินไป ‘ทำทุน’ สำหรับการเลือกตั้งอย่างไร เพราะไม่ว่าจะข้าราชการ ไม่ว่าจะนักข่าวในประเทศนี้ ก็รับทราบข้อมูลมาด้วยกันทั้งนั้น

เรื่องพวกนี้ หลายคนในประเทศนี้รู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น เพียงแต่กระบวนการยุติธรรมและหน่วยงานตรวจสอบนั้นไม่ได้รับรู้ ถึงรู้ก็แทบเอาผิดใครไม่ได้…

(4)

ความยากในการจัดการคอร์รัปชันประเทศนี้ก็คือ ความ ‘เละ’ ที่กัดกินไปทั้งระบบ ข้าราชการเติบโตผ่านการซื้อขายตำแหน่ง ผ่านการส่งเงินให้ผู้บังคับบัญชา ผ่านการวิ่งเต้นกับนักการเมือง และผ่านการเรียนรู้ว่า หากอยากอยู่รอดในระบบราชการ ไม่ใช่เพียงต้องทำงานเป็น แต่ต้องรู้จักส่งเงินให้ถูกคน

เมื่อโตขึ้นมาด้วยระบบแบบนี้ ก็ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมองตำแหน่งราชการเป็นทุน มองอำนาจลงนามเป็นทรัพย์สิน มองงบประมาณเป็นผลประโยชน์ และมองประชาชนเป็นเพียงผู้ขออนุญาต หรือผู้ที่ต้องจ่ายเงินเพื่อให้ชีวิตเดินต่อไปได้

นี่คือเหตุผลที่การแก้ปัญหาคอร์รัปชันด้วยการจับคนเลวทีละคนจึงไม่เคยพอ เพราะคนเลวไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ หากแต่เกิดขึ้นจากระบบที่ให้รางวัลกับคนที่รู้จักเก็บ รู้จักแบ่ง รู้จักส่ง และรู้จักเงียบ

แน่นอนว่านี่คือระบบที่คนซื่อสัตย์อยู่ยาก คนเปิดโปงถูกลงโทษ คนไม่ยอมจ่ายจะถูกกลั่นแกล้ง ส่วนคนที่ทำตามระเบียบก็คือพวก ‘อยู่ไม่เป็น’ 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ใครเรียกรับสินบน ใครจ่ายเงิน ใครรับทองคำแท่ง หรือใครรับผลประโยชน์จากโครงการใด

แต่คำถามใหญ่กว่านั้นคือ ประเทศนี้สร้างระบบราชการ ระบบการเมือง ระบบตำรวจ ระบบกองทัพ ระบบองค์กรอิสระ และระบบยุติธรรมแบบใดขึ้นมา จึงทำให้การคอร์รัปชันกลายเป็นเรื่องปกติ กลายเป็นค่าใช้จ่ายประจำ กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ และกลายเป็นต้นทุนที่ทุกคนต้องยอมรับ

(5)

ที่น่ากังวลที่สุดก็คือ เมื่อการทุจริตกลายเป็นเรื่องปกติ ความโกรธของสังคมก็จะค่อยๆ ลดระดับลง จากเดือดดาล กลายเป็นเหนื่อยหน่าย จากเหนื่อยหน่าย กลายเป็นยอมรับ และจากยอมรับ กลายเป็นการปรับตัว

เอกชนก็ปรับตัวด้วยการบวกต้นทุนสินบนเข้าไปในราคางาน ประชาชนก็ปรับตัวด้วยการจ่ายเพื่อให้เรื่องจบ ข้าราชการดีๆ ก็ปรับตัวด้วยการเงียบเพื่อรักษาชีวิตราชการ นักการเมืองก็ปรับตัวด้วยการหาเงินเข้าพรรคผ่านระบบอุปถัมภ์เดิมๆ

สุดท้าย คนที่จ่ายแพงที่สุดก็คือประชาชน ถนนกลายเป็นถนนไร้มาตรฐาน อาคารที่ควรปลอดภัยก็ไม่ปลอดภัย งบประมาณที่ลงไปถึงระบบสาธารณูปโภคก็ค่อยๆ รั่วไหลไประหว่างทาง

คอร์รัปชันจึงไม่ใช่เรื่องนามธรรม ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลข ไม่ใช่แค่เรื่องศีลธรรมของใครบางคน แต่คือชีวิตของผู้คน คือภาษีของประชาชน คือโอกาสที่หายไป และคืออนาคตที่ถูกขายทิ้งไปทีละโครงการ

ยิ่งระบบปราบทุจริตเองถูกตั้งคำถาม ยิ่งหน่วยงานตรวจสอบถูกมองว่าไม่เป็นอิสระ ยิ่งองค์กรอิสระถูกสงสัยว่ามีที่มาจากกระบวนการที่ไม่โปร่งใส ความหวังว่าประเทศนี้จะปราบโกงได้จริงก็ยิ่งริบหรี่ลง

(6)

ดังนั้น หากรัฐบาลยังเห็นว่า ปัญหานี้เป็นเพียงเรื่องของการฟ้องกลับผู้เปิดเผยข้อมูล หรือเป็นเพียงเรื่องของการกู้ภาพลักษณ์หน่วยงานที่ถูกกล่าวถึง ก็แปลว่ารัฐบาลยังไม่เข้าใจขนาดของวิกฤต

มากกว่านั้น คุณอนุทินต้องยอมรับก่อนว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากข้าราชการเลวบางคน ไม่ได้เกิดจากเอกชนเลวบางราย และไม่ได้เกิดจากนักการเมืองเลวบางพรรค

แต่คือโครงสร้างอำนาจประเทศนี้ที่เลี้ยงดูระบอบคอร์รัปชัน ระบอบฉ้อฉลนี้มาอย่างยาวนาน เป็นโครงสร้างที่เชื่อมระหว่างระบบอุปถัมภ์ ระบบราชการ การเมือง ทุน ตำรวจ กองทัพ กับองค์กรตรวจสอบเข้าด้วยกัน เป็นโครงสร้างที่ทำให้คนจำนวนมากได้ประโยชน์จากความคลุมเครือ และทำให้คนที่อยากเปลี่ยนแปลงต้องเผชิญต้นทุนสูงเสมอ

หากคุณอนุทินไม่กล้าทำอะไรเลย คำประกาศปราบโกงทั้งหมดก็จะเป็นเพียงวาทกรรมซ้ำๆ ที่ดังขึ้นทุกครั้งเมื่อเกิดเรื่องอื้อฉาว แล้วเงียบหายไปเมื่อเวลาผ่านไป

สุดท้าย การคอร์รัปชันที่ใหญ่หลวงที่สุดก็คือ การปล่อยให้ประเทศนี้กลับไปอยู่กับความจริงเดิมว่า คนซื่อสัตย์นั้นอยู่ยาก คนโกงยังคงเดินเฉิดฉาย เชิดหน้าชูตา และสุดท้ายประชาชนคือคนสุดท้าย ที่ต้องจ่ายราคาให้กับระบบปราบทุจริตที่กำลังล้มเหลวทั้งระบบ

Tags: , , , ,