ท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมากว่า 75 วัน โลกกำลังเผชิญความผันผวนครั้งใหม่ในแทบทุกสินทรัพย์การเงิน ตั้งแต่ทองคำ ตลาดหุ้น ไปจนถึงตลาดตราสารหนี้ ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกเริ่มตั้งคำถามว่า ความขัดแย้งครั้งนี้เป็นเพียงแรงกระแทกระยะสั้น หรือกำลังกลายเป็น ‘จุดเปลี่ยน’ สำคัญของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว

แม้ทองคำจะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงวิกฤต แต่ครั้งนี้ ราคาทองกลับไม่ได้พุ่งขึ้นรุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายคาด ขณะที่ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจกลับมา และทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศชะลอการลดดอกเบี้ย ส่วนตลาดหุ้นโลกแม้เผชิญแรงขายในช่วงแรก ทว่าหลายตลาดกลับฟื้นตัวได้ โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่ม AI และ Data Center ที่ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของโลกการลงทุนยุคใหม่ ท่ามกลางความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกอาจกำลังเข้าใกล้ภาวะ ‘Stagflation’

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ตลาดการเงินโลกตอบสนองต่อสงครามครั้งนี้แตกต่างจากอดีต ราคาน้ำมันยังมีโอกาสพุ่งต่อหรือไม่ ทองคำจะกลับมาเป็น Safe Haven อีกครั้งเมื่อใด และโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสุดท้ายของน้ำมันแพงจริงหรือเปล่า

The Momentum พูดคุยกับ ชยนนท์ รักกาญจนันท์ CEO and Co-Founder Finnomena Funds เพื่อวิเคราะห์ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจโลก ทิศทางสินทรัพย์การลงทุน และความเสี่ยงสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตาหลังจากนี้

ทำไมทองคำไม่พุ่งแรงหรือทำหน้าที่เป็น Safe Haven แบบที่ควรจะเป็น

ชยนนท์เปิดเผยว่า แม้ทองคำมักถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงสงครามหรือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่สถานการณ์ครั้งนี้กลับแตกต่างออกไป เพราะตั้งแต่เกิดสงครามจนถึงปัจจุบัน ราคาทองคำยังคงติดลบ โดยสาเหตุสำคัญมาจากก่อนหน้านี้ทองคำปรับตัวขึ้นแรงไปมากแล้ว ตั้งแต่ช่วงต้นปีจนถึงช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ราคาทองพุ่งจากประมาณ 4,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.36 แสนบาท) ขึ้นไปแตะราว 5,400 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.75 แสนบาท) หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 30% ภายใน 1 เดือน ซึ่งถือว่าผิดปกติเมื่อเทียบกับผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลังราว 30 ปี ที่ทองคำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียงปีละประมาณ 5-6% เท่านั้น จึงสะท้อนว่า มีแรงเก็งกำไรจำนวนมากเข้ามาก่อนหน้าแล้วกลายเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำในระยะสั้น

ขณะเดียวกัน ตลาดยังกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลาง โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve: Fed) อาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งนักลงทุนจะหันไปถือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย เช่น ตราสารหนี้ แทนการถือทองคำ อีกปัจจัยคือการแข็งค่าของดอลลาร์ เนื่องจากทองคำซื้อขายในสกุลดอลลาร์ เมื่อดอลลาร์แข็งค่า ต้นทุนการซื้อทองสำหรับนักลงทุนทั่วโลกจะสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ซื้อบางส่วนชะลอการลงทุนในทองคำออกไป จึงกลายเป็นอีกแรงกดดันสำคัญต่อราคาทองในช่วงนี้เช่นกัน

ทั้งนี้ ในระยะถัดไปยังมองว่า ทองคำมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้น แม้อาจไม่ได้ปรับขึ้นรุนแรงเหมือนช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ปัจจัยสำคัญมาจากมุมมองต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำค่อนข้างมาก โดยหากดอลลาร์อ่อนค่า ราคาทองมักจะปรับตัวขึ้น 

“ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงนโยบายด้านการค้าของสหรัฐฯ เช่น การตั้งกำแพงภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้า ทำให้หลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ไม่ได้พึ่งพาหรือทำการค้ากับสหรัฐฯ มากนัก เริ่มลดความเชื่อมั่นต่อสหรัฐฯ และอาจลดการถือครองดอลลาร์ในฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศลง เมื่อความต้องการดอลลาร์ลดลง ก็มีแนวโน้มทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อทองคำในระยะยาว”

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะหลังอิหร่านปฏิเสธข้อเสนอของสหรัฐฯ ทำให้ความเสี่ยงที่จะกลับมาปะทะกันอีกครั้งยังอยู่ในระดับสูง ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ สินทรัพย์ที่ทำหน้าที่เป็น Safe Haven ได้ดีที่สุดยังคงเป็นดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อดอลลาร์กลับมาแข็งค่า จึงทำให้ทองคำยังไม่สามารถปรับขึ้นได้เต็มที่ ดังนั้น ทองคำจะกลับมาฟื้นตัวได้ชัดเจนก็ต่อเมื่อข่าวสงครามยุติ และดอลลาร์กลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่า

หุ้นปรับฐานเบาที่สุดเมื่อเทียบกับสงครามตะวันออกกลางในอดีต

ชยนนท์กล่าวว่า หากมองภาพรวมตลาดหุ้นโลก หลังเกิดความขัดแย้งและสงครามในตะวันออกกลาง ตลาดหุ้นทั่วโลกมีการปรับฐานลงในช่วงแรก แต่ถือว่าปรับตัวลงน้อยมากเมื่อเทียบกับวิกฤตในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียหรือตะวันออกกลางในอดีต โดยมองว่า นี่อาจเป็นหนึ่งในรอบการปรับฐานที่เบาที่สุดครั้งหนึ่งในรอบประมาณ 40-50 ปีที่ผ่านมา

สาเหตุสำคัญเป็นเพราะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันมีการกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานมากขึ้น แม้ว่าช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นเส้นทางสำคัญของการขนส่งน้ำมันโลก แต่ปัจจุบันหลายประเทศไม่ได้พึ่งพาน้ำมันจากภูมิภาคนี้เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป โลกมีทั้ง Shale Oil (น้ำมันหินดินดาน) และ Shale Gas (ก๊าซหินดินดาน) มีพลังงานสะอาดอย่างพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เข้ามาช่วยรองรับความต้องการพลังงาน จึงทำให้ผลกระทบจากความเสี่ยงในการปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อเศรษฐกิจโลกไม่ได้รุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายกังวล ส่งผลให้ตลาดหุ้นปรับฐานเพียงเล็กน้อย

ตลาดหุ้นหลายแห่งก็ฟื้นตัวกลับขึ้นมา (Rebound) โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับไปทำจุดสูงสุดใหม่ หรือ All Time High ได้อีกครั้ง เช่นเดียวกับดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่น และตลาดหุ้นไต้หวันที่ต่างทำจุดสูงสุดใหม่เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ยังมีบางตลาดที่ไม่สามารถกลับไปทำจุดสูงสุดใหม่ได้เมื่อเทียบกับก่อนเกิดสงคราม เช่น ตลาดยุโรป จีน อินเดีย เวียดนาม รวมถึงประเทศไทย 

“นักลงทุนทั่วโลกยังคงเล่นธีมการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI Supply Chain แม้นักลงทุนจะทราบดีว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจะสร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และอาจทำให้หลายประเทศต้องปรับลดประมาณการ GDP ลงในปีนี้ แต่อุตสาหกรรมที่แทบไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้คือ การลงทุนด้าน AI Infrastructure, AI Supply Chain และ Data Center”

ด้วยเหตุนี้ ประเทศใดที่มีหุ้นเกี่ยวข้องกับ Data Center และเทคโนโลยี AI อยู่ในดัชนีจำนวนมาก ตลาดหุ้นของประเทศนั้นก็ยังสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ โดยในสหรัฐฯ มีกลุ่ม Hyper Scaler อย่าง Microsoft (MSFT), Google (GOOGL), และ Amazon (AMZN) รวมถึงหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ สำหรับ AI Data Center อย่าง NVIDIA (NVDA), Qualcomm (QCOM), Intel (INTC) และ Broadcom (AVGO) ซึ่งยังเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ

นอกจากนี้ เกาหลีใต้สามารถปรับตัวขึ้นได้ เพราะมี SK Hynix และ Samsung Electronics ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของโลก ส่วนไต้หวันได้แรงหนุนจาก Taiwan Semiconductor Manufacturing Company Limited (TSMC) ผู้ผลิตชิปสำคัญให้กับ NVIDIA ด้านญี่ปุ่นก็มีบริษัทอย่าง Advantest และ Tokyo Electron ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์สำคัญสำหรับการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และ Data Center

“แม้สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์จะดูน่ากังวล แต่ตลาดหุ้นโลกหลายแห่งยังสามารถเดินหน้าปรับตัวขึ้นต่อได้”

ขณะที่ตลาดหุ้นไทยกลับฟื้นตัวช้ากว่าตลาดโลก เพราะไทยมีหุ้นเทคโนโลยีในตลาดน้อย โดยมีเพียง Delta Electronics (DELTA) ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี แต่ธุรกิจหลักยังเน้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากกว่ากลุ่ม Data Center จึงไม่ได้รับอานิสงส์จากกระแส AI อย่างเต็มที่ อีกทั้งเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาพลังงานและน้ำมันค่อนข้างมาก เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น เงินเฟ้อก็เพิ่มขึ้นและเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัว

อินเดียก็เผชิญสถานการณ์คล้ายกัน เนื่องจากยังพึ่งพาพลังงานจากช่องแคบฮอร์มุซในระดับสูง และแม้จะมีหุ้นเทคโนโลยีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มีน้ำหนักมากพอเหมือนในตลาดหุ้นหลักอื่นๆ จึงทำให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดโลก (Underperform)

ส่วนตลาดหุ้นจีนยังอยู่ในแนวโน้มขาลง แม้จะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในช่วง 2-3 สัปดาห์ โดยปัจจัยสำคัญมาจากความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่ดำเนินมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว และการที่สหรัฐฯ เข้าโจมตีอิหร่านยิ่งทำให้การเจรจาระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆ นักลงทุนเลยกังวลว่า นี่อาจกลายเป็นความเสี่ยงเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจจีน

“หากการเจรจาระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ออกมาในทิศทางที่ดี ตลาดหุ้นจีนอาจกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่มีโอกาสฟื้นตัวได้มากที่สุด เพราะที่ผ่านมาเป็นตลาดที่ Underperform มากที่สุดหลังวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ และรีบาวด์ขึ้นมาน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดอื่นทั่วโลก”

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไม่ได้รีบาวด์แรงเหมือนหุ้นในกลุ่ม AI แต่ก็ไม่ได้ปรับตัวลงรุนแรงเช่นกัน ซึ่งการที่ตลาดหุ้นหลายกลุ่มยังไม่ปรับฐานหนัก ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจจะไม่แย่ เพราะในความเป็นจริง ตลาดอาจเพียงกำลังมองข้ามความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จึงจำเป็นต้องระมัดระวังมากขึ้น

Bond Yield พุ่ง ตลาดกังวลเงินเฟ้อ

ในส่วนของตลาดตราสารหนี้ ช่วงที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนเชื่อว่า เมื่อเงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้น ธนาคารกลางทั่วโลกจะไม่สามารถลดอัตราดอกเบี้ยได้อีก และอาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม หากมองจากมุมของผู้กำหนดนโยบายหรือธนาคารกลางของแต่ละประเทศ หลายฝ่ายยังไม่ได้ต้องการรีบขึ้นดอกเบี้ย เพราะเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญภาวะที่ GDP มีแนวโน้มชะลอตัว ขณะที่เงินเฟ้อกลับเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงสำคัญจึงอยู่ที่การเกิดภาวะ ‘Stagflation’ (ภาวะเศรษฐกิจเติบโตต่ำ แต่เงินเฟ้อสูง) ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่รัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกไม่ต้องการเผชิญ 

หลายประเทศจึงมีแนวโน้มใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการต่างๆ เพื่อพยุงเศรษฐกิจ เพื่อกดเงินเฟ้อให้ลดลง หากสามารถควบคุมเงินเฟ้อได้จริง ก็อาจทำให้ไม่จำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม

แต่เนื่องจากนักลงทุนในตลาดยังไม่มั่นใจในประสิทธิภาพของนโยบายในหลายประเทศ จึงทำให้ Bond Yield ปรับดีดขึ้นไปก่อน อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นของ Bond Yield ก็ยังไม่ได้รุนแรง เพราะตลาดยังเชื่อว่า รัฐบาลทั่วโลกมีทั้งเครื่องมือและความตั้งใจที่จะควบคุมเงินเฟ้อให้ได้ รวมทั้งความหวังว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะยังสามารถเปิดใช้งานได้ตามปกติ เพราะหากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเมื่อใด แรงกดดันด้านเงินเฟ้อก็จะลดลงตามไปด้วย

“หากเชื่อว่าสุดท้ายแล้วสถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดได้ และสหรัฐฯ กับอิหร่านจะสามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ การปรับขึ้นของ Bond Yield ครั้งนี้อาจเป็นเพียงชั่วคราว Bond Yield สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่ปัจจุบันอยู่บริเวณประมาณ 4.40-4.45% อัตราผลตอบแทนไม่น่าจะปรับขึ้นเกิน 4.5% ขึ้นไป เพราะสหรัฐฯ เป็นประเทศประชาธิปไตย และหากประชาชนเริ่มได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพและราคาสินค้าที่สูงขึ้น ก็อาจส่งผลต่อคะแนนนิยมทางการเมือง”

ทั้งนี้ สหรัฐฯ กำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Election) ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ อาจไม่ต้องการให้ประชาชนหันไปสนับสนุนพรรคเดโมแครต จนกระทบต่ออำนาจทางการเมืองของตนเองในสภา ประธานาธิบดีทรัมป์อาจพยายามทำทุกวิถีทางในช่วงไตรมาส 3 ก่อนเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งกลางเทอมในไตรมาส 4 เพื่อกดเงินเฟ้อลง ผ่านความพยายามยุติสงครามให้ได้ รวมถึงอาจใช้เวทีเจรจากับจีนเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางดังกล่าว โดยอาจขอให้จีนช่วยเจรจากับอิหร่าน เนื่องจากจีนถือเป็นหนึ่งในลูกค้ารายสำคัญของอิหร่านเช่นกัน

เข้าสู่ภาวะ Stagflation แล้วหรือยัง?

ชยนนท์ระบุว่า ผลกระทบจากสงครามและราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นยังไม่ได้กระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) อย่างชัดเจน จนกว่าจะเห็นเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น (Cost-Push Inflation) ซึ่งต่างจากเงินเฟ้อที่เกิดจากกำลังซื้อของผู้บริโภค

“เงินเฟ้อมี 2 รูปแบบหลักคือ เงินเฟ้อจากอุปสงค์ (Demand-Pull Inflation) ซึ่งเกิดจากผู้บริโภคมีความต้องการซื้อสูง เศรษฐกิจดี และสามารถผลักดันให้ราคาสินค้าปรับขึ้นได้ กับอีกแบบคือเงินเฟ้อจากต้นทุน (Cost-Push Inflation) ซึ่งเป็นสิ่งที่โลกกำลังเสี่ยงเผชิญในปีนี้ โดยเฉพาะจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนของผู้ผลิตและผู้ให้บริการเพิ่มขึ้น จนจำเป็นต้องผลักภาระต้นทุนมายังผู้บริโภคเพื่อรักษากำไรของธุรกิจไว้”

อย่างไรก็ตาม แม้ราคาสินค้าจะเพิ่มขึ้น แต่รายได้หรือเงินเดือนของผู้บริโภคยังไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม ขณะที่เศรษฐกิจโดยรวมก็ไม่ได้เติบโตดี ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องใช้เงินมากขึ้นกับสินค้าและบริการจำเป็น เช่น พลังงาน อาหาร หรือค่าครองชีพพื้นฐาน จนเหลือเงินน้อยลงสำหรับการใช้จ่ายในสินค้าที่ไม่จำเป็น ซึ่งเป็นสิ่งที่จะเริ่มเกิดขึ้นกับ Real Sector ทั่วโลกในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของปีนี้ เพราะกำลังซื้อของผู้บริโภคจะเริ่มอ่อนแอลง

นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากพยายามพูดถึงและเตือนเรื่อง Stagflation อย่างต่อเนื่อง เพื่อกดดันให้ผู้กำหนดนโยบายตระหนักถึงความเสี่ยงและเร่งรับมือ เพราะหากปล่อยให้เกิดขึ้นจริง ผลกระทบอาจลากยาวเป็นเวลาหลายปี

“ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นในช่วงหลังทศวรรษ 1980 ที่เข้าสู่ภาวะ Lost Decade ซึ่งเศรษฐกิจแทบไม่เติบโตต่อเนื่องนานกว่า 10 ปี รวมถึงจีนที่กำลังเผชิญปัญหาเงินฝืดและเศรษฐกิจชะลอตัว จากปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ ประเทศไหนก็ตามที่เข้าสู่ภาวะ Stagflation มีความเสี่ยงสูงที่ปัญหาจะยืดเยื้อในระยะยาว”

ขณะนี้สิ่งที่ทั่วโลกกำลังพูดถึงยังเป็นเพียงความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่ภาวะดังกล่าวเท่านั้น ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง อย่างไรก็ตาม ยิ่งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชนตระหนักรู้และเตรียมตัวรับมือกับความเสี่ยงเรื่อง Stagflation มากเท่าไร โอกาสที่ภาวะดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริงก็จะยิ่งลดลง

ยุคสุดท้ายของน้ำมันแพง

ชยนนท์กล่าวเพิ่มเติมว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านไม่ใช่เพียงปัจจัยระยะสั้นที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจในอีก 3-6 เดือนข้างหน้าเท่านั้น แต่กำลังเป็นเหตุการณ์ที่อาจเปลี่ยน ‘ระเบียบโลก’ และโครงสร้างอำนาจด้านพลังงานในตะวันออกกลางไปอย่างสิ้นเชิง

“จริงๆ แล้วสหรัฐฯ มีแผนยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ที่เรียกว่า National Security Strategy 2025 ซึ่งเป็นแนวคิดด้านความมั่นคงจากทีมรัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์คือ สหรัฐฯ จะเลือกคบหาประเทศต่างๆ บนพื้นฐานของผลประโยชน์ และจะลดบทบาทการเข้าไปแทรกแซงหรือทำหน้าที่ตำรวจโลกเหมือนในอดีต โดยถอยออกจากการเป็นผู้คุ้มครองโดยตรง แต่ยังได้ประโยชน์จากการขายอาวุธให้ประเทศเหล่านั้น”

อย่างไรก็ตาม สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านกำลังทำให้ระเบียบอำนาจขององค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (Organization of the Petroleum Exporting Countries: OPEC) แตกออกจากกันอย่างมีนัยสำคัญ และอาจทำให้กลุ่ม OPEC ต้องพึ่งพาความร่วมมือกับรัสเซียมากขึ้น เพื่อรักษาอำนาจต่อรองด้านอุปทานพลังงานกับโลก

เมื่อประเทศต่างๆ แข่งขันกันผลิตน้ำมันมากขึ้น อุปทานน้ำมันในตลาดโลกก็จะเพิ่มขึ้นตาม และจะทำให้ราคาน้ำมันในอนาคตมีโอกาสพุ่งขึ้นแรงได้ยากกว่าเดิม โลกกำลังก้าวเข้าสู่ระเบียบใหม่ที่ประเทศในตะวันออกกลางต้องพยายามสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในรูปแบบอื่น นอกเหนือจากการพึ่งพารายได้จากน้ำมันเพียงอย่างเดียว

“วิกฤตครั้งนี้อาจเป็นหนึ่งในครั้งสุดท้ายที่โลกจะได้เห็นราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแรงมาก หรือปรับขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล (ประมาณ 3,200 บาท) เพราะหลังจากนี้ ไม่ว่าสงครามจะจบอย่างไร โลกจะยิ่งเร่งกระจายความเสี่ยงไปสู่พลังงานรูปแบบอื่นมากขึ้น และการแข่งขันด้านการผลิตน้ำมันก็จะรุนแรงขึ้น ทำให้โอกาสที่ราคาน้ำมันจะกลับไปสูงมากเหมือนในอดีตมีน้อยลง”

สำหรับแนวโน้มการยุติสงคราม ชยนนท์ยอมรับว่า เป็นเรื่องยากที่จะประเมิน แต่เชื่อว่าอิหร่านเองก็ไม่ต้องการให้สถานการณ์ยืดเยื้อ เพราะเศรษฐกิจภายในประเทศมีปัญหา อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังต้องการใช้การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซเป็นอำนาจต่อรองกับสหรัฐฯ

“การเจรจาน่าจะยังยืดเยื้ออย่างน้อยอีกประมาณ 1 เดือน จนกว่าสหรัฐฯ จะเริ่มเผชิญแรงกดดันจริง ทั้งจากปริมาณน้ำมันสำรองโลกที่ลดต่ำลง หรือคะแนนนิยมภายในประเทศที่ตกลงมากพอ จนต้องยอมรับเงื่อนไขบางส่วนของอิหร่าน เพื่อยุติความขัดแย้งในที่สุด”

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , ,