วันนี้ (7 พฤษภาคม 2569) ที่ศาลาว่าการกรุงเทพฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงความคืบหน้าการปรับปรุงศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช หลังมีข้อกังวลจากประชาชนและฝ่ายการเมืองเกี่ยวกับปัญหากลิ่นเหม็นจากโรงขยะที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ โดยชี้ว่า ปัจจุบันดำเนินการแก้ไขปัญหาไปแล้วหลายส่วน ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น
ชัชชาติกล่าวว่า ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุชเป็นหนึ่งในศูนย์ขยะหลักของกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีการทำงาน 4 ส่วน ได้แก่ สถานีขนถ่ายขยะมูลฝอยไปฝังกลบ 1,000 ตัน โรงกำจัดขยะมูลฝอยด้วยระบบคัดแยกและหมักทางชีวภาพ 800 ตัน โรงคัดแยกและหมักทำปุ๋ย 1,000 ตัน และโรงกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีหมักปุ๋ย 600 ตัน โดยแบ่งความคืบหน้าการแก้ปัญหาได้ดังนี้
1. สถานีขนถ่ายขยะมูลฝอยไปฝังกลบ 1,000 ตัน ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า กทม. ปรับปรุงอาคารจากระบบเปิดให้เป็นระบบปิด ติดตั้งประตูเปิด-ปิดอัตโนมัติ 8 บาน ติดตั้งระบบบำบัดอากาศภายในอาคาร ขนาด 6 หมื่นลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง และปรับปรุงภูมิทัศน์ โดยปลูกต้นไม้รอบพื้นที่ 200 ต้น โดยการปรับปรุงระบบปิดและระบบบำบัดกลิ่น กทม. ดำเนินการแล้วตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2566
2. โรงกำจัดขยะมูลฝอยด้วยระบบคัดแยกและหมักทางชีวภาพ ของ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด รองรับขยะได้ 800 ตัน ถูกร้องเรียนเรื่องกลิ่นเหม็นมากที่สุด เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้หมู่บ้าน ได้ปรับอาคารให้เป็นระบบปิด 100% ปรับประตูรับขยะให้เป็นประตู 2 ชั้น เพื่อลดโอกาสที่กลิ่นจะรั่วออกมา นอกจากนี้ ยังติดตั้งระบบบำบัดอากาศภายในอาคาร ประตูเปิด-ปิดอัตโนมัติ ระบบม่านอากาศบริเวณจุด RDF อุโมงค์ควบคุมกลิ่น เครื่องพ่นน้ำยาและจุลินทรีย์ลดกลิ่นในอุโมงค์แอร์ล็อก รวมถึงบ่อล้างล้อรถ เพื่อป้องกันเศษขยะหรือน้ำขยะติดล้อออกไปนอกพื้นที่ โดยรายการสุดท้าย คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2569
นอกจากนี้ กทม. ยังติดตั้ง Electronic Nose หรือระบบตรวจวัดกลิ่นด้วยเซนเซอร์ โดยโรงกำจัดขยะมูลฝอยด้วยระบบคัดแยกและหมักทางชีวภาพมีการติดตั้ง 5 จุด และติดตั้งระบบระบบตรวจวัดมลพิษทางอากาศจากปล่องแบบต่อเนื่องอีก 4 จุด
3. โรงคัดแยกและหมักทำปุ๋ย 1,000 ตัน และโรงกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีหมักปุ๋ย 600 ตัน ชัชชาติระบุว่า ปรับปรุงเท่าที่ทำได้ภายใต้กรอบสัญญา โดยโรงคัดแยกและหมักทำปุ๋ย 1,000 ตัน มีการติดตั้ง Electronic Nose เพิ่ม 3 จุด ติดตั้งกล้อง CCTV เพิ่ม 10 ตัว ปรับปรุงภูมิทัศน์ และปลูกต้นไม้เพิ่ม 100 ต้น ส่วนโรงกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีหมักปุ๋ย 600 ตัน มีการปรับปรุงภูมิทัศน์ ติดตั้ง Electronic Nose เพิ่ม 3 จุด ติดตั้ง CCTV 10 ตัว และติดตั้งประตูเปิด-ปิดอัตโนมัติ 3 บาน
ชัชชาติกล่าวว่า กทม. ได้ใช้เช็กลิสต์เพื่อตรวจสอบการทำงานของบริษัทคู่สัญญารายวัน โดยหากพบว่ากำจัดขยะไม่หมดภายในวันเดียวกัน จะสามารถปรับตามสัญญาได้ 1.2 หมื่นบาทต่อวัน และที่ผ่านมาเคยมีการปรับโรงกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีหมักปุ๋ย 600 ตัน ไปแล้ว 4 วัน จากกรณีกำจัดขยะไม่หมดตามสัญญา
อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯ กทม. ย้ำว่า การปรับตามสัญญาก่อนหน้าไม่ใช่การปรับเรื่องกลิ่น แต่เป็นการปรับตามเงื่อนไขเดิมของสัญญา เนื่องจากสัญญาไม่ได้เขียนเรื่องกลิ่นไว้ชัดเจน
“ถ้าผิดสัญญาเราปรับเข้มข้นเลย แต่มีบางเงื่อนไขที่ไม่ได้เขียนอยู่ในสัญญา ตอนที่ทำสัญญาเมื่อสัก 10 ปีที่แล้ว ไม่ได้คิดว่าจะมีประเด็นเรื่องกลิ่นเข้ามา” ชัชชาติกล่าว
ขณะที่แนวทางในอนาคต ชัชชาติระบุว่า โรงกำจัดขยะมูลฝอยด้วยวิธีหมักปุ๋ย 600 ตัน จะหมดสัญญาในเดือนธันวาคม 2569 และตามแนวคิดปัจจุบัน กทม. จะไม่ต่อสัญญา ส่วนโรงคัดแยกและหมักทำปุ๋ย 1,000 ตัน จะหมดสัญญากลางปีถัดไป ซึ่งยังไม่มีแนวคิดที่จะต่อสัญญาเช่นกัน
“ขยะของกรุงเทพฯ ปกติวันละประมาณ 1 หมื่นตัน พอเราเริ่มกระบวนการแยกขยะต่างๆ ขยะเหลือประมาณ 9,200 กว่าตันแล้ว เชื่อว่าปริมาณที่เราจะดูแลน่าจะไม่มีปัญหา ถึงแม้เราจะมี 2 โรงที่อาจไม่ได้ต่อสัญญา” ชัชชาติกล่าว
ด้านพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยข้อมูลจาก Electronic Nose ที่ติดตามต่อเนื่อง 16 เดือน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568-มีนาคม 2569 พบว่า ค่ากลิ่นในพื้นที่หมู่บ้านอิมพีเรียล ชุมชนเกาะลอย และหน้าโรงกำจัดขยะด้วยระบบคัดแยกและหมักทางชีวภาพ มีแนวโน้มลดลง
ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า ค่ามาตรฐานกลิ่นอยู่ที่ 9 D/T โดยหมู่บ้านอิมพีเรียลมีค่าเฉลี่ย 2.44 D/T โดยมีวันที่ค่ากลิ่นเกินมาตรฐาน 4 วัน ส่งผลให้ค่าของกลิ่นที่เกินมาตรฐานมีแนวโน้มลดลง 26% ส่วนชุมชนเกาะลอยมีแนวโน้มลดลง 41% ขณะที่หน้าโรงกำจัดขยะด้วยระบบคัดแยกและหมักทางชีวภาพ มีค่าเฉลี่ย 6.63 D/T โดยมีแนวโน้มลดลง 34%
พรพรหมกล่าวต่อว่า เมื่อเทียบข้อมูลร้องเรียนผ่าน Traffy Fondue พบว่าประชาชนที่ร้องเรียนส่วนใหญ่อยู่ในรัศมี 3 กิโลเมตรจากศูนย์ขยะ และเมื่อเปรียบเทียบช่วงเดือนตุลาคมถึงเมษายนของปีงบประมาณ 2568 กับ 2569 พบว่าเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับกลิ่นลดลง 51%
สำหรับแผนระยะยาว พรพรหมระบุว่า กทม. จะเดินหน้าเปิดใช้โรงเผาขยะใหม่ 1,000 ตัน ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงทดสอบ รับขยะได้ประมาณ 400 ตัน และช่วงหลังปีนี้จะเปิดใช้ระบบเต็มรูปแบบ รวมถึงเดินหน้าโครงการจัดการขยะเศษอาหารที่แยกตั้งแต่ต้นทางด้วยระบบปิดและกระบวนการหมัก 24 ชั่วโมง ก่อนนำไปอัดเม็ดเพื่อใช้ประโยชน์ต่อ เช่น ปลูกต้นไม้ในสำนักงานเขต หรือแจกจ่ายให้ชุมชนและเกษตรในเมือง
อีกแนวทางหนึ่งคือการเปลี่ยนพื้นที่โรงงานที่หมดสัญญาให้เป็นพื้นที่สีเขียว พื้นที่หน่วงน้ำ พื้นที่ออกกำลังกาย และศูนย์เรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยปัจจุบัน กทม. ได้เริ่มดำเนินการพื้นที่สีเขียวแล้ว 55 ไร่ จากพื้นที่ที่เคยเป็นกองขยะเดิม และมีแนวคิดพัฒนาอีก 161 ไร่ในอนาคต
“เราน้อมรับคำติชมต่างๆ เชื่อว่ายังมีสิ่งที่เราทำให้ดีขึ้นได้ ที่ผ่านมาทำมาอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นโครงการระยะยาว และต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น” ชัชชาติกล่าว
ทั้งนี้ชัชชาติระบุว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา จักรพันธ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงพื้นที่ติดตามโรงขยะหนองแขมและอ่อนนุชรวม 65 ครั้ง โดยเฉพาะศูนย์ขยะอ่อนนุช 26 ครั้ง สะท้อนว่า กทม. ให้ความสำคัญกับปัญหานี้
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงข้อสังเกตจาก ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ สส. พรรคประชาชน ที่ระบุว่าระบบปิดของโรงขยะอาจ ‘ปิดไม่จริง’ และยังมีกลิ่นเล็ดลอดออกมา ชัชชาติกล่าวว่า ระบบปิดอาจไม่ได้หมายความว่าจะปิดสนิท 100% เหมือนซีลกระป๋อง เพราะยังมีช่วงที่รถขยะเข้าออกและอากาศไหลเวียน แต่เชื่อว่ามีการปรับปรุงดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงแรก
“ถามว่ากลิ่นจะไม่ออกมาเลยหรือเปล่า ก็อาจจะมีกลิ่นออกมาบ้าง มันคงไม่ 100% เหมือนซีลเป็นกระป๋อง แต่เชื่อว่าเราปรับปรุงขึ้นเยอะมากจากวันแรก” ชัชชาติกล่าว
ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า หากมีจุดใดที่ยังพบปัญหาชัดเจน สามารถแจ้งมายัง กทม. ได้ เพราะมีการมอนิเตอร์ตลอด และพร้อมรับฟังคำแนะนำอย่างจริงจัง
“สุดท้ายแล้วมันเป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจริงๆ เราน้อมรับทุกคำติ และเอามาปรับปรุงให้ดี” ชัชชาติกล่าว




