สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล กับอิหร่านดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่วันที่ 66 โดยอิหร่านยังคงประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่สหรัฐฯ หันมาเลือกใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน เพื่อกดดันเตหะรานให้เข้าสู่โต๊ะเจรจา
ในขณะเดียวกัน อิสราเอลยังคงเดินหน้าเปิดปฏิบัติการโจมตีเลบานอนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เพิ่งจะประกาศถอนตัวออกจากองค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (Organization of the Petroleum Exporting Countries: OPEC) ซึ่งนับเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่อาจจะส่งผลต่อดุลอำนาจและโครงสร้างด้านพลังงานภายในภูมิภาคตะวันออกกลาง
The Momentum พูดคุยกับผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไพลิน กิตติเสรีชัย อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อประเมินสถานการณ์สงครามในปัจจุบันและภาพรวมของภูมิภาคตะวันออกกลางในอนาคต
อุปสรรคของการเปิดโต๊ะเจรจา
การเจรจาสันติภาพอย่างเป็นทางการระหว่างผู้แทนทั้ง 2 ฝ่ายเริ่มต้นขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 10-12 เมษายนที่ผ่านมา โดยมีปากีสถานทำหน้าที่เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยและอำนวยความสะดวกให้
อย่างไรก็ตาม การเจรจาในครั้งนั้นกลับล้มเหลวลงอย่างไม่เป็นท่า ซึ่ง เจ.ดี. แวนซ์ (J.D. Vance) รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และหัวหน้าคณะผู้แทนเจรจาสันติภาพของสหรัฐฯ ระบุเพียงแค่ว่า การพูดคุยยังไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์และเงื่อนไขของทั้ง 2 ฝ่าย จึงยังไม่สามารถนำไปสู่ข้อตกลงร่วมและการยุติสงครามได้
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แทบไม่ปรากฏความพยายามจากทั้งสองฝ่ายในการกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกเลยจนถึงปัจจุบัน
ไพลินมองว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้การเจรจาเกิดขึ้นได้ยากคือ อิสราเอล โดยเธอเสนอว่า ควรมองเรื่องของสงครามกาซาและสงครามอิหร่านเป็นเรื่องเดียวกัน นั่นคือ ‘ความต้องการอยู่รอด’ ของอิสราเอล
ที่ผ่านมา อิสราเอลเผชิญหน้ากับอิหร่านผ่านตัวแทนมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มฮามาสในกาซา กลุ่มฮูตีในเยเมน หรือกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดอิสราเอลยังคงโจมตีเลบานอนอย่างไม่ลดละ
ไม่เพียงแค่นั้น อิสราเอลยังมีเป้าหมายสูงสุดคือการ ‘ทำลาย’ อิหร่าน ซึ่งการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว อิสราเอลยังคงต้องการการสนับสนุนจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่สหรัฐฯ อยู่ภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ผู้นำที่มีจุดยืนสนับสนุนอิสราเอลอย่างชัดเจน ดังนั้นอิสราเอลจึงไม่ต้องการเสียโอกาสในการบรรลุเป้าหมายครั้งนี้ไป
ขณะเดียวกัน อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยังมองว่า การเมืองภายในอิหร่านยังนับเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเจรจาเกิดขึ้นได้ยาก โดยในปัจจุบัน อำนาจทางการเมืองส่วนใหญ่ยังอยู่ภายใต้ ‘กลุ่มสายแข็ง’ โดยเฉพาะกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps: IRGC) เนื่องจากประเด็นเรื่องความมั่นคงและความอยู่รอดของรัฐกำลังถูกให้ความสำคัญสูงสุด ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของรัฐเมื่อเผชิญกับภัยคุกคามหรืออยู่ในภาวะสงคราม
ไพลินเชื่อว่า การเจรจาจะกลับมาเกิดขึ้นได้อีกครั้งก็ต่อเมื่ออิหร่านรู้สึกว่าตนมีความได้เปรียบหรือมีอำนาจต่อรองมากเพียงพอ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันอิหร่านกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากสหรัฐฯ ผ่านมาตรการปิดท่าเรือ ซึ่งส่งผลให้ประเทศสูญเสียผลประโยชน์แห่งชาติอย่างมีนัยสำคัญ
การเคลื่อนไหวของอิหร่านในปัจจุบันจึงยังจำกัดอยู่ที่การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก อย่างไรก็ดี ประเด็นที่น่าจับตามองคือ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ระเบียบในพื้นที่ดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงไป โดยอิหร่านอาจเริ่มใช้มาตรการเก็บค่าผ่านทางจากเรือที่ต้องการแล่นผ่านเส้นทางนี้ นอกจากนี้ ไพลินยังมองว่า หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น อิหร่านอาจเพิ่มแรงกดดันไปยังเส้นทางทะเลแดงผ่านกลุ่มฮูตี ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง อาจส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้างยิ่งขึ้น
ความเป็นไปได้ในการเปิดปฏิบัติการโจมตีภาคพื้นดินของสหรัฐฯ
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ ไพลินประเมินว่า โอกาสที่สหรัฐฯ จะเปิดปฏิบัติการโจมตีภาคพื้นดินยัง ‘ค่อนข้างจำกัด’ โดยเมื่อเทียบกับกรณีสงครามอิรักในปี 2003 การดำเนินปฏิบัติการลักษณะดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยเงื่อนไขสำคัญอย่างน้อย 2 ประการ ได้แก่
1. การเตรียมการส่งกำลังทหารเข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง ในปัจจุบันยังไม่ปรากฏสัญญาณที่ชัดเจน
2. การมีฐานทัพที่พร้อมใช้งานในภูมิภาค เพราะฐานทัพจำนวนมากในปัจจุบันได้รับความเสียหายจากการโจมตีของอิหร่าน จนทำให้ประสิทธิภาพในการรองรับปฏิบัติการลดลงอย่างมาก
นอกจากนี้ ไพลินยังเตือนว่า หากทรัมป์ตัดสินใจเปิดการโจมตีภาคพื้นดินในอิหร่านจริง การเมืองภายในสหรัฐฯ อาจเกิดความวุ่นวายเช่นเดียวกับช่วงสงครามเวียดนามได้
เส้นทางต่อไปของสงคราม
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เชื่อว่า ไม่ว่าอย่างไร สุดท้ายสงครามครั้งนี้ย่อมต้องจบลงด้วยการเจรจา เพียงแต่ ณ ขณะนี้ยังไม่อาจคาดการณ์ได้ว่ากระบวนการดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อใด ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับอำนาจในการต่อรองของแต่ละฝ่ายในแต่ละช่วงเวลา
ทิศทางของสงครามยังถูกกำหนดโดยการเมืองภายในของสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน โดยไพลินชี้ว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองคือ การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ (US Midterm Elections) ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งยังคงสนับสนุนทรัมป์ให้ดำรงตำแหน่งผู้นำต่อไปหรือไม่ ขณะเดียวกัน หากพรรคเดโมแครตกลับมามีอำนาจ ทิศทางนโยบายรวมถึงบทบาทของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางก็อาจเปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบัน
อย่างไรก็ดี หากในอนาคตทรัมป์ถูกโหวตให้พ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดี ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาว่า มรดกของทรัมป์ (Trump Legacy) จะมีอิทธิพลต่อการกำหนดกรอบนโยบายของสหรัฐฯ ไปอีกนานเพียงใด รวมไปถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามจะสามารถฟื้นฟูได้มากน้อยเพียงใด
ไพลินระบุว่า การเมืองภายในอิสราเอลยังเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางของความขัดแย้งกับอิหร่าน โดยการเลือกตั้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม อาจเปิดโอกาสให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผู้นำแทนที่ เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ซึ่งกำลังเผชิญกับคะแนนความนิยมที่ลดลง นับตั้งแต่สงครามกาซาที่เริ่มต้นขึ้น เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023
ในขณะเดียวกัน การที่อิหร่านเข้าหารือกับรัสเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ยังสะท้อนถึงความพยายามในการเสริมสร้างเครือข่ายพันธมิตรเพิ่มเติม เพื่อหลีกเลี่ยงการตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบในสงครามครั้งนี้
อนาคตของภูมิภาคตะวันออกกลาง
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กล่าวว่า นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น หลายประเทศในตะวันออกกลางเผชิญกับการโจมตีจากอิหร่านอย่างหนัก ส่งผลให้สถานการณ์ในภูมิภาคมีความเปราะบางมากขึ้น ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว โจทย์สำคัญในระยะต่อไปคือ ตะวันออกกลางจะสามารถฟื้นฟูบทบาทการเป็นศูนย์กลาง (Hub) ทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว พลังงาน และการคมนาคมได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงการเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันและรับมือ หากความขัดแย้งปะทุขึ้นอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ภายใต้บริบทที่ภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังเผชิญความเปราะบาง การประกาศถอนตัวของ UAE จาก OPEC ยิ่งบั่นทอนความเป็นเอกภาพของภูมิภาค รวมไปถึงอาจลดทอนขีดความสามารถของ OPEC ในการกำกับตลาดน้ำมันโลกและเปิดโอกาสให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่ม โดยเฉพาะสหรัฐฯ เข้ามามีอิทธิพลและได้รับประโยชน์มากขึ้น
นอกจากนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังสะท้อนถึงแนวโน้มความแตกแยกภายในภูมิภาค โดยเฉพาะระหว่าง UAE และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งแม้ทั้งสองประเทศจะเป็นสมาชิกของสภาความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council: GCC) อันเป็นเวทีสำคัญสำหรับการประสานความร่วมมือในระดับภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ไพลินมองว่า พัฒนาการล่าสุดอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพและบทบาทของกลไก GCC ว่า จะยังสามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่ในการจัดการความขัดแย้งและรักษาเสถียรภาพของตะวันออกกลางได้ต่อไปหรือไม่
สำหรับบทบาทของตัวแสดงภายนอกภูมิภาคที่เข้ามามีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ ไพลินชี้ไปที่จีน ในฐานะหนึ่งในมหาอำนาจของโลก โดยประเมินว่า ที่ผ่านมาจีนอาจเลือกดำเนินบทบาททางอ้อม ผ่านการสนับสนุนให้ปากีสถานทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจายุติความขัดแย้งครั้งนี้
ทั้งนี้ เนื่องจากปากีสถานมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีน ขณะเดียวกันก็มีความสัมพันธ์ที่ดีทั้งกับสหรัฐฯ และอิหร่านเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ไพลินกล่าวว่า ปากีสถานยังขาดอำนาจต่อรองที่จะกดดันให้คู่ขัดแย้งเข้าสู่โต๊ะเจรจาได้โดยตรง บทบาทจึงถูกจำกัดอยู่เพียงการเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้ เมื่อทั้งสองฝ่ายมีความพร้อมที่จะเจรจาเท่านั้น
ในอีกด้านหนึ่ง อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มองว่า จีนยังคงระมัดระวังในการแสดงบทบาทและหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวที่เสี่ยงต่อการยกระดับความตึงเครียด และกระทบต่อความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจีนยังคงได้รับผลประโยชน์ด้านพลังงานจากอิหร่าน
ไพลินเสริมว่า จีนจะปรับท่าทีก็ต่อเมื่อผลประโยชน์ของชาติได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามครั้งนี้ แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อไปถึงจุดนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจและเสถียรภาพของโลกอาจรุนแรงเกินกว่าที่จะจินตนาการได้
Tags: Us, สหรัฐฯ, อิหร่าน, จีน, OPEC, พลังงาน, สงครามอิหร่านสหรัฐฯ, อิสราเอล, ไพลิน กิตติเสรีชัย, Iran, ปากีสถาน, ช่องแคบฮอร์มุซ, น้ำมัน, ตะวันออกกลาง




