ประเทศไทยผ่านการเลือกตั้งครั้งล่าสุดมาแล้ว จนได้รัฐบาลที่สามารถบริหารประเทศอย่างเต็มกำลัง แต่ข้อครหาที่เกิดขึ้นตลอดกระบวนการเลือกตั้งกลับยังไม่คลี่คลาย ตั้งแต่คำถามเรื่องบาร์โคดบนบัตรเลือกตั้งกระทบหลักการเลือกตั้งลับหรือไม่ ข้อมูลของผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหลจริงหรือเปล่า จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีคำตอบสุดท้ายที่ทำให้ประชาชนสิ้นสงสัยได้
ซ้ำร้าย ประชาชนที่ออกมาตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ การขอให้เปิดเผยว่า มีข้อมูลการเลือกตั้งของรัฐรั่วไหลไปอยู่ในมือของผู้ซื้อขายข้อมูลบนดาร์กเว็บหรือไม่ หรือแม้แต่นักสิ่งแวดล้อมที่ออกมาชี้ให้เห็นว่า กลุ่มทุนบางกลุ่มเข้ามาทำธุรกิจโดยสร้างผลกระทบต่อคนธรรมดา กลับต้องเผชิญกับคดีความ โดยมีทั้งรัฐและเอกชนเป็น ‘โจทก์’ และประชาชนเป็น ‘จำเลย’ ด้วยเป้าหมายเดียวคือ ทำให้พวกเขา ‘เงียบ’ และผลของมันไม่ได้ตกอยู่กับเฉพาะผู้ถูกฟ้องเท่านั้น แต่ยังแผ่ไปถึงประชาชนทุกคน
ในประเทศที่ประชาชนถูกฟ้องเพียงเพราะลุกขึ้นมาทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ประเทศนั้นมีความหมายว่าอย่างไรกันแน่ และในประเทศที่การทวงคืนความยุติธรรมต้องทำอย่างแผ่วเบา ไม่อาจตะโกนให้ดังเพราะกลัวจะถูกฟ้อง ไม่อาจร้องขอความเป็นธรรมให้กับตนเองและส่วนรวมได้อย่างเปิดเผย ประเทศเช่นนั้นคือประเทศแบบไหนกัน
The Momentum ชวนทำความรู้จักกับคำว่า ‘SLAPP STATE’ ปรากฏการณ์การใช้กฎหมายไล่ฟ้องผู้คน ไม่ใช่เพื่อมุ่งเอาชนะคดี แต่เพื่อทำให้คนในประเทศนั้น ‘เงียบ’ ให้ได้มากที่สุด
SLAPP STATE รัฐที่การฟ้องปิดปากเป็นเรื่อง ‘ปกติ’
‘SLAPP’ เป็นตัวย่อของ Strategic Lawsuit Against Public Participation หมายถึง การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะ พูดง่ายๆ ก็คือการที่อีกฝ่ายหนึ่งใช้กฎหมายฟ้องร้องอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อขัดขวางการวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นสาธารณะที่มีผลกระทบกับคนจำนวนมาก และกระทบกับตัวของผู้ฟ้องร้องเอง
แต่หากเอาคำว่า SLAPP ต่อด้วยคำว่า STATE ซึ่งแปลเป็นไทยว่า ‘รัฐ’ ในมุมมองของมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งได้กล่าวคำว่า ‘SLAPP STATE’ บนหน้า Facebook ส่วนตัว เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2569 คำนี้หมายถึง ประเทศที่หน่วยงานรัฐและเอกชนไล่ฟ้องประชาชนซ้ำๆ และไม่ใช่การฟ้องเพื่อปกป้องตัวเอง แต่เป็นการฟ้องเพื่อ ‘ปิดปาก’ ทุกคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ เปิดโปง หรือตั้งคำถามกับตน โดยไม่สนว่าเรื่องนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะและเป็นประเด็นที่กระทบต่อผู้คนจำนวนมากหรือไม่
เขาให้สัมภาษณ์กับ The Momentum ว่า SLAPP เป็นกลไกที่ใช้กระบวนการยุติธรรมเป็น ‘เครื่องมือ’ ในการคุกคามหรือข่มขู่ ที่คุ้นเคยก็คือการที่เอกชนใช้ข้อหาหมิ่นประมาท ฟ้องร้องทางอาญา หรือฟ้องร้องทางแพ่ง เรียกค่าเสียหายประชาชนที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลการระบาดของปลาหมอคางดำ นายทุนพลังงานฟ้องนักการเมืองหลังเปิดเผยว่า มีส่วนทำให้ค่าไฟแพงหรืออย่างกรณีล่าสุดนี้ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งฟ้องประชาชนในเขตเลือกตั้ง จังหวัดชลบุรี เขต 1 หลังพบข้อพิรุธในการเลือกตั้งและขอให้มีการนับคะแนนใหม่ รวมถึงอธิบดีกรมการปกครองฟ้องประชาชนที่เปิดเผยข้อมูลว่า หน่วยงานรัฐทำข้อมูลของผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลุดไปอยู่ในมือของนักซื้อขายข้อมูลในดาร์กเว็บ
“ตั้งแต่ปี 2557 หลังการทำรัฐประหาร มีกรณี SLAPP เกิดขึ้นราว 600-700 เคส ที่เราคุ้นเคยกันก็อย่างเอกชนฟ้องคนที่ออกมาร้องเรียน เช่น ไบโอไทยถูกบริษัทเอกชนฟ้องร้อง บริษัทพลังงานฟ้อง สส. รวมถึงเคสที่เกิดขึ้นในก่อนหน้านี้ไม่นาน อย่างเคส กกต.ออกมาฟ้องประชาชนชลบุรี เขต 1 หรือทางกรมการปกครองออกมาฟ้องประชาชนและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่ออกมาตั้งข้อสังเกตเรื่องข้อมูลรั่วไหล
“ตรงนี้เองที่ทำให้เกิดความกังวลว่า การใช้การฟ้องแบบ SLAPP จะกลายเป็นความปกติใหม่ของบ้านเรา ที่ทำให้คนไม่อยากพูด ทำให้คนเงียบ ทำให้คนที่เขาต้องการจะตรวจสอบไม่กล้าที่จะออกมาทำ” นรเศรษฐ์กล่าว
ประเทศที่มีระบอบการปกครองรูปแบบอื่น เช่น เผด็จการ ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบได้ว่า มีการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือปิดปากประชาชนมากแค่ไหน แต่หากเทียบกับประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะในอาเซียนด้วยกัน นรเศรษฐ์ถือว่าประเทศไทยไม่น้อยหน้า เผลอๆ อาจจะมากที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนเสียด้วยซ้ำ
การฟ้องปิดปากที่เกิดขึ้นถี่ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบกับประชาชนผู้เป็น ‘จำเลย’ ในทางคดี แต่ยังกระทบกับบรรยากาศของสังคม ผู้ที่ออกมาเรียกร้องความยุติธรรมให้กับตนและคนหมู่มาก แต่กลับกลายเป็นผู้มีคดีความ จะกลายเป็นตัวอย่างที่สร้างความหวาดกลัวให้กับคนอีกนับร้อยนับพัน เกิดความหวาดกลัวจนไม่กล้าออกมาตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ หรือเรียกร้องความยุติธรรมให้กับตัวเอง แม้เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกันปัญหาก็จะยังไม่ถูกแก้ไขและเริ่มหายไปภายใต้ความเงียบ บริบทแบบนี้มากพอแล้วที่จะเรียกว่า ‘SLAPP STATE’
เมื่อกระบวนการทางกฎหมายบีบให้ประชาชนเผชิญหน้ากับ SLAPP
อย่างที่กล่าวไปข้างต้น SLAPP ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากความไร้ระบบของสังคม แต่เกิดขึ้นเพราะระบบกฎหมายในประเทศทิ้งช่องโหว่บางอย่าง อันเป็นเหตุให้กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการถูกตรวจสอบ ตั้งคำถาม และวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นสาธารณะ นำมาใช้เป็นเครื่องมือฟ้องร้องประชาชน
โดยกฎหมายที่มักถูกนำมาเป็น ‘เครื่องมือ’ เพื่อปิดปากประชาชนในประเด็นสาธารณะ ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ความผิดหมิ่นประมาททั่วไป ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) การนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จหรือบิดเบือนโดยทุจริตหรือหลอกลวง และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทน กรณีกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายฝ่าฝืนต่อความจริงจนทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง
ทั้งนี้ไม่ได้ต้องการจะสื่อว่า ไม่ควรมีกฎหมายทั้งหมดนี้ ทว่าปัญหาสำคัญที่ทำให้ข้อกฎหมายที่ควรจะมอบความยุติธรรมกลายเป็นเทปกาวปิดปากคน ก็คือการรับเรื่องร้องเรียนในทางกระบวนการยุติธรรมที่ไร้ระบบการ ‘กรอง’ ข้อร้องเรียนที่เข้าข่าย SLAPP
ในสังคมที่มีการฟ้องร้องปิดปากนับไม่ถ้วน นรเศรษฐ์ระบุว่า ประเทศไทยไม่มีกฎหมาย anti-SLAPP law เพื่อใช้กรองข้อกล่าวหาก่อนดำเนินเป็นคดี ดังนั้นแม้การแจ้งข้อหาของคนบางกลุ่มหรือบุคคลมีแนวโน้มเข้าข่ายว่าเป็น SLAPP ตำรวจยังคงต้องดำเนินการรวบรวมหลักฐานเพื่อส่งต่อไปให้กับอัยการ จากนั้นอัยการจึงส่งต่อให้ศาลตามลำดับ เนื่องจากตำรวจและอัยการไม่มีอำนาจทางกฎหมายให้ใช้ดุลพินิจพิจารณาว่าเป็น SLAPP และหากปฏิเสธรับทำคดี ก็มีความเสี่ยงที่ตำรวจและอัยการจะถูกฟ้องฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
และแม้การไต่สวนในชั้นศาลจะมีกลไกที่ทำให้กรองได้ว่าเป็น SLAPP หรือไม่ โดยใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 หากความปรากฏต่อศาลเองหรือจากพยานหลักฐานที่ศาลเรียกมา ว่าโจทก์ฟ้องโดยไม่สุจริต หรือบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อกลั่นแกล้ง เอาเปรียบจำเลย หรือมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบ ให้ศาล ‘ยกฟ้อง’ และห้ามยื่นฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นอีก หรือมาตรา 165/2 ซึ่งเป็นมาตราที่จะเปิดให้จำเลยสามารถแถลงต่อศาลเพื่อชี้ว่าคดีไม่มีมูลได้ แต่นรเศรษฐ์ให้ข้อมูลว่า “ศาลไม่ค่อยหยิบมาใช้ และให้ไต่สวนตามปกติ”
“ท้ายที่สุดแล้ว ในคดีหมิ่นประมาทยังมีข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 ที่กำหนดว่า หากเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต และเข้าเงื่อนไขที่กฎหมายรับรอง เช่น การติชมด้วยความเป็นธรรมในเรื่องที่เป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ก็จะไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท แต่ปัญหาก็คือ ข้อยกเว้นนี้มักจะถูกใช้ในการต่อสู้ในช่วงปลายทางหลังจากที่คดีเข้าสู่กระบวนการไต่สวนหรือพิจารณา ซึ่งผู้ถูกฟ้องเกิดภาระค่าใช้จ่าย เวลา และผลกระทบทางจิตใจไปก่อนหน้านั้นแล้ว”
หลายคนอาจสงสัยว่า นักกิจกรรมทางการเมือง นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม นักการเมือง และประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐหรือการประกอบธุรกิจของเอกชน จึงไม่เรียกร้องกระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอนปกติ ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะโดน SLAPP น้อยกว่า การออกมาเคลื่อนไหวในพื้นที่สาธารณะ คำตอบของข้อสงสัยนี้คล้ายๆ กับสถานการณ์ที่หลายๆ คนเลือกที่จะร้องทุกข์กับอินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียงมากกว่าจะแจ้งตำรวจ นั่นก็คือ ‘กระบวนการยุติธรรมไม่ทำงาน’
ยกตัวอย่างกรณีของ ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ DomeCloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีบล็อกเชน หนึ่งในผู้ที่ถูกกรมการปกครองฟ้องร้อง ธนารัตน์ให้สัมภาษณ์กับ The Momentum ว่า ได้ตั้งคำถามไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง กรณีมีบาร์โคดบนบัตรเลือกตั้งที่อาจส่งผลให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ และกรมการปกครองที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หลังพบว่า มีข้อมูลประชาชนรั่วไหลในดาร์กเว็บ ซึ่งมีการแจ้งตามช่องทางกระบวนการยุติธรรมไว้แล้ว ทว่าเรื่องกลับเงียบหายและไม่ได้รับการแก้ไข
กระแสสังคมจึงเป็นปัจจัยที่จะทำให้หน่วยงานเร่งแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด รวมทั้งผลักดันให้มีความคืบหน้าในกระบวนการยุติธรรมไม่มากก็น้อย แต่ก็ต้องแลกมาด้วยคดีเป็นเงาตามหลังที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง และอธิบดีกรมการปกครองมอบให้
“เราในฐานะประชาชน เมื่อเจอปัญหา เช่น มีข้อมูลรั่วไหล เรามีทางเลือกแค่ 3 ทางเท่านั้น 1. คือเพิกเฉย คุณไม่ต้องทำอะไรเลย แค่นั่งดูข้อมูลรั่วไหลไปเรื่อยๆ หรืออาจจะใช้ประโยชน์จากมันก็ได้ 2. คือไปแจ้งความตามช่องทาง ซึ่งคนทำเยอะ แล้วหลายคนก็คงจะรู้แล้วว่า มันไม่มีการแก้ไขเลย เรื่องที่เราร้องเรียนถูกเอาไปดอง หรือ 3. คือคุณโพสต์ลงสื่อสาธารณะ หากมันเกิดเป็นข่าวขึ้นมา คุณก็อาจจะโดนฟ้อง แต่ข้อดีของการทำแบบนี้คือ เขาจะแก้ไขให้คุณอย่างรวดเร็วมาก จนคุณเองก็อาจจะเกิดความสงสัยว่า ก็แก้เป็นนี่หว่า แล้วทำไมไม่แก้ไขมันตั้งแต่แรก”
ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคำถามเรื่องความลับ-ไม่ลับของการเลือกตั้งในปี 2569 การระบาดของปลาหมอคางดำ งบประมาณของชนชั้นนำที่มาจากภาษีของประชาชน ฯลฯ เมื่อกลายเป็นประเด็นจากการที่ตัวแทนประชาชนคนใดคนหนึ่งก้าวออกมายืนอยู่ในพื้นที่สาธารณะ เพื่อตั้งคำถาม ตรวจสอบ หรือวิพากษ์วิจารณ์ มักมีคำถามจากประชาชนในทำนองตำหนิติเตียนว่า ‘ก็ฟ้องเขาเอง จะมาโอดครวญทำไม’ ธนารัตน์ให้ความเห็นว่า นี่คือบรรยากาศที่ทำให้ผู้ที่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ SLAPP ต้องการให้เกิดขึ้น
“แต่หากสังคมมีทัศนคติแบบนั้น แสดงว่าคนที่ออกมาแจ้งเรื่องนี้จะไม่มีใครกล้าอีก” เขากล่าว ก่อนจะเสริมว่า หากการทำตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมแล้วได้ผลจริง ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องออกมาแฉ
ปัญหาของ SLAPP ไม่เพียงแต่ทำให้ปัญหาของประชาชนไม่ถูกแก้ไข แถมยังโดนคดี แต่ยังกัดกร่อนสังคมภาพรวมด้วย ในมุมมองของธนารัตน์ ประชาชนจะไม่เรียกร้องหากมองเห็นว่าภาครัฐทำผิด หากยังไม่มีกฎหมายที่ปกป้องพวกเขา เนื่องจากต้นทุนของประชาชนในการต่อสู้คดีนั้นไม่เท่ากัน แม้กลุ่มคนที่ใช้กฎหมายมาฟ้องปิดปากประชาชนจะไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อ ‘ชนะ’ คดี แต่เมื่อประชาชนถูกฟ้องร้องแล้ว ข้อหาก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทำให้เสียเวลา เสียต้นทุน และเสียสุขภาพจิตใจ
“อาจมีคนพูดว่า จะผิดถูกก็ให้ไปพิสูจน์ในชั้นศาล ต้องขอบอกว่าเป็นคำพูดของคนที่ไม่เข้าใจบริบทของการฟ้อง SLAPP จริงอยู่ที่คำพูดนี้ฟังดูยุติธรรมที่มีอะไรก็ไปพิสูจน์ในศาล แต่ความจริง มันอันตราย เพราะเรามองข้ามว่า การไปศาลมันมีต้นทุน และทุกคนมีต้นทุนไม่เท่ากัน คนธรรมดา ชาวบ้าน นักเคลื่อนไหว นักวิชาการ หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกฟ้อง ต้องเสียเวลาเป็นปี เสียทั้งเงิน ทั้งโอกาส เพื่อแค่พิสูจน์ว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด ขณะที่อีกฝ่าย คนที่ฟ้องไม่ต้องการชนะคดีด้วยซ้ำ แต่เขาแค่อยากให้เราเหนื่อย จนไม่อยากพูดไปเอง แค่นี้เขาก็บรรลุเป้าหมายแล้ว”
ทั้งนี้ในประเทศที่ผู้ถูกฟ้องร้องปิดปากราว 80% เป็นชาวบ้าน ตามมาด้วยนักสิ่งแวดล้อม นักการเมือง สื่อมวลชน ตามข้อมูลของนรเศรษฐ์ แต่ละคนย่อมมีต้นทุนที่ต้องจ่ายไปกับการถูกดำเนินคดีไม่เท่าเทียมกันอย่างแน่นอน และต้นทุนที่ประชาชนกลุ่มนี้ต้องสูญเสียไม่ได้เริ่มนับตั้งแต่ตอนที่ถูกตัดสินจำคุกหรืออีกฝ่ายชนะคดี แต่มันเริ่มต้นตั้งแต่ที่เขาถูกเริ่มดำเนินคดีแล้วตั้งแต่ต้น
เปลี่ยนระบบยุติธรรมก่อนสายเกินแก้
นรเศรษฐ์มีบทบาทในการผลักดันประเด็น SLAPP โดยขับเคลื่อนผ่านบทบาทประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ที่ได้หยิบร่างกฎหมาย Anti-SLAPP มาพิจารณา และกำหนดวาระศึกษาร่าง พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการฟ้องคดีปิดปากมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งรายละเอียดของร่างกฎหมายโดยคร่าวคือ การคัดกรองคดีให้เร็วตั้งแต่ต้นทาง ไม่ปล่อยให้จำเลยต้องแบกคดีไปหลายปี ซึ่งประกอบด้วยร่างของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพและร่างที่ยื่นโดยพรรคประชาชน
ร่างกฎหมาย Anti-SLAPP ของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กำหนดให้เรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะและข้อยกเว้นความผิดฐานหมิ่นประมาทอยู่ในความดูแลของพนักงานสอบสวนในการทำความเห็นเสนอต่ออัยการ และให้พิจารณาปล่อยชั่วคราวโดยไม่มีหลักประกันหากเห็นว่า เข้าข่ายเป็นการฟ้องปิดปาก และให้อัยการสั่งยุติคดีได้หากเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
ร่างกฎหมายดังกล่าวยังสั่งให้โจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ค่าทนายความ หรือแม้แต่ค่าเสียหายกรณีฟ้องโดยไม่สุจริต ส่วนในทางแพ่ง Anti-SLAPP law เปิดให้จำเลยยื่นร้องขอยุติคดีได้ภายใน 60 วัน นับตั้งแต่ได้รับคำฟ้อง และเมื่อยื่นแล้ว กระบวนการพิจารณากับอายุความจะหยุดไว้จนกว่าศาลจะมีคำสั่ง
ส่วนร่างกฎหมาย Anti-SLAPP ของพรรคประชาชน ซึ่งมีชุดแก้กฎหมาย 4 ฉบับ เพื่อลดโอกาสการใช้คดีหมิ่นประมาทมาเป็นอาวุธ ให้ศาลและอัยการคัดกรองคดีปิดปากได้เร็วขึ้น ลดความเสี่ยงคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายเกินจริง และคุ้มครองการแสดงความคิดเห็นหรือการตรวจสอบที่ทำโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ
แม้ร่างกฎหมายทั้งของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และร่างกฎหมายของพรรคประชาชน ยังไม่มีการประกาศใช้ แต่ความเคลื่อนไหวนี้ก็สร้างความหวังไม่มากก็น้อย เพราะเมื่อประชาชนได้รับการปกป้องจากร่างกฎหมายข้างต้น ต่อจากนี้ไปพวกเขาจะสามารถทำหน้าที่เรียกร้องความยุติธรรมให้กับตัวเองได้อย่างเต็มความสามารถ ภาครัฐและเอกชนจะต้องกลับมาทำหน้าที่ ‘รับผิดชอบ’ ตอบคำถามของสังคม แทนที่การฟ้องร้องจะกลายเป็นภาระที่ต้องชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ ไม่ใช่การปกปิด และทำให้เรื่องเงียบหายไปเหมือนหลายๆ ครั้งก่อนหน้านี้
ที่สำคัญร่างกฎหมายเหล่านี้จะเป็นความหวังของประชาชนทุกคน ให้ปลอดภัยจากการถูกฟ้องปิดปาก และจะเป็นความหวังในการดึงประเทศไทยออกมาให้ห่างไกลก่อนจะกลายเป็น ‘SLAPP STATE’ และกลับมายืนอยู่ในฐานะประเทศที่ทุกคนต้องพูดได้ตามระบบประชาธิปไตย
แต่ก็ต้องบอกว่า อาจต้องรีบเร่งประกาศใช้กฎหมายกันสักหน่อย เพราะจากสถานการณ์ที่เป็นอย่างในวันนี้ ประเทศไทยก็คงไม่ได้ห่างไกลจากการเป็น ‘SLAPP STATE’ มากแล้ว
Tags: SLAPP STATE, Feature, รัฐบาล, เอกชน, ฟ้องปิดปาก




