ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรยากาศการเมืองโลกเครียดเขม็งขึ้นจากเดิมอย่างน่าสลดใจ เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่า “อารยธรรมยิ่งใหญ่จะสูญสลายในค่ำคืนนี้” และแม้หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง เขาจะแถลงว่า ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านตกลงทำสัญญาหยุดยิงเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ แต่ก็ยากจะปฏิเสธว่า ความรุนแรงและความสูญเสียจากความขัดแย้งขยายตัวเป็นวงกว้างแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้หลังจากการถล่มโจมตีเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

กับโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงครามเป็นสิ่งที่ประชาคมโลกต่อต้านอย่างหนัก แม้ที่ผ่านมาจะมีความขัดแย้งก่อกำเนิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก แต่อย่างน้อยที่สุดยังมีความพยายามจากองค์กรต่างๆ ในการระงับความรุนแรงเหล่านั้น (ซึ่งได้ผลหรือไม่ได้ผลนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง) และแม้แต่กับโลกภาพยนตร์เอง ก็นำเสนอธีมที่ว่าด้วยการต่อต้านสงครามหรือความรุนแรง ตลอดจนหลีกเลี่ยงจะสร้างความชอบธรรมให้แก่การก่อสงครามใดทั้งปวง

กล่าวกันว่างานต่อต้านสงครามหรือ Anti-war ที่ถูกจดจำในยุคแรกๆ คือ All Quiet on the Western Front นิยายโดย เอริช มาเรีย เรอมาร์ก ทหารผ่านศึกที่หยิบประสบการณ์ตรงของตัวเอง มาบอกเล่าความป่วยไข้และผุพังทั้งร่างกายและจิตใจของทหารเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1929 และในเวลาต่อมา นิยายถูกนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์หลายเวอร์ชัน ที่หลายคนอาจคุ้นคือเวอร์ชันปี 1930 หนังสัญชาติอเมริกันซึ่งกำกับโดย ลิวอิส ไมล์สโตน และส่งเขาคว้ารางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม ขณะที่ตัวหนังคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมาครอง 

All Quiet on the Western Front (1930) ได้รับเสียงชื่นชมหนาหูหลังออกฉายว่า เป็นหนังที่เล่าถึงความอำมหิตและน่ากลัวของสงครามได้สมจริงที่สุดในเวลานั้น (หนังใช้ทหารผ่านศึกชาวเยอรมันกว่า 2,000 รายที่ใช้ชีวิตในลอสแอนเจลิสมาเข้าฉากและเป็นที่ปรึกษาด้านความสมจริง) นอกจากนี้ ท่ามกลางบรรยากาศที่หลายประเทศยังชอกช้ำจากสงคราม และพยายามจะพูดเรื่องสันติภาพ All Quiet on the Western Front ก็กลายเป็นหนังที่พูดถึงสงคราม เต็มไปด้วยฉากสงคราม ก็กลายเป็นหนังที่ทำให้คนโหยหาและโอบกอดสันติภาพในเวลานั้น หรือในอีกแง่มันทำให้เห็นว่า การไม่มีสงครามนั้นดีเพียงไร

งานเขียนของเรอมาร์กถูกหยิบมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์อีกครั้งในปี 2022 ในชื่อ All Quiet on the Western Front (2022) โดยเป็นหนังร่วมทุนสร้าง 3 สัญชาติ (เยอรมัน-สหรัฐฯ-สหราชอาณาจักร) กำกับโดย เอ็ดวาร์ด เบอร์เกอร์ คนทำหนังชาวสวิตเซอร์แลนด์-ออสเตรีย นักแสดงส่วนใหญ่ในเรื่องเป็นชาวเยอรมัน และแจ้งเกิด เฟลิกซ์ คัมเมอเรอร์ นักแสดงละครเวทีหนุ่มชาวออสเตรียที่แสดงหนังเรื่องแรกของชีวิต ด้วยการรับบทนำเป็นเด็กหนุ่มที่ถูกเกณฑ์ไปรบในสงคราม และฉายภาพความรื่นเริงแบบเด็กๆ ที่ค่อยๆ เลือนหายไปเมื่อเขาถูกส่งไปอยู่แนวหน้า สบตากับความอำมหิตของสงครามที่ทำลายเขาไม่เหลือซาก

ตัวหนังกวาดเสียงวิจารณ์แง่บวกล้นหลาม คว้ารางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม, ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม, ออกแบบโปรดักชันยอดเยี่ยม และกำกับภาพยอดเยี่ยม

อย่างไรก็ดี แนวคิดเรื่องภาพยนตร์หรือสื่อที่ ‘ต่อต้านสงคราม’ ก็เป็นที่ถกเถียงอยู่เนืองๆ บทความ Is There Such a Thing as an Antiwar Film? ตีพิมพ์เมื่อปี 2016 โดย แอกเนสกา โซลตีซิก มอนเนต (Agnieszka Soltysik Monnet) ศาสตราจารย์ด้านวรรณกรรมและวัฒนธรรมแห่งมหาวิทยาลัยโลซาน เคยตั้งคำถามถึงนิยามของหนังต่อต้านสงครามในฐานะด้านกลับของหนังส่งเสริมสงคราม (Pro-war) ที่ถูกสร้างขึ้นมาในยุคสงคราม และมีเป้าหมายค่อนข้างแน่ชัดว่า จะช่วยส่งเสริมให้การต่อสู้นั้นลุล่วง หรือได้รับการสนับสนุนจากมหาชน 

โดยมอนเนตยกตัวอย่าง Sands of Iwo Jima (1949) ที่ส่งผลให้ จอห์น เวย์น กลายเป็นนักแสดงขวัญใจมหาชน และส่งผลให้คนหนุ่มจำนวนมากเชื่อว่า หากเข้าร่วมสงคราม พวกเขาจะเป็นวีรบุรุษและเปลี่ยนประเทศได้แบบตัวละครหลักในภาพยนตร์ 

แต่ในทางกลับกัน ภาพยนตร์ต่อต้านสงครามมีมาตรวัดอย่างไร อะไรทำให้เราตระหนักว่า หนังเรื่องดังกล่าวที่อาจฉายภาพการสู้รบเหมือนกัน พูดถึงสงครามเหมือนกัน เป็นหนังที่ต่อต้านสงครามและความรุนแรง ซึ่งด้านหนึ่งก็ถูกมองว่าเป็นที่ตัวสื่อภาพยนตร์เองด้วย ที่โดยธรรมชาติแล้ว การบอกเล่าถึงความรุนแรงและความขัดแย้งนั้น เป็นไปในลักษณะของการส่งเสริมมากว่าจะทำให้หวาดกลัว

ทั้งนี้บทความ Is there any such thing as an ‘anti-war film’? โดย ทอม บรูก เสนอว่า โดยพื้นฐานแล้วหนังที่อยู่ในฌ็องต้านสงครามนั้น มักฉายให้เห็นความกลวงเปล่าของสงคราม, การสูญเสียชีวิตไปเพื่อชัยชนะในบางสิ่ง เช่น Full Metal Jacket (1987) หนังโดย สแตนลีย์ คูบริก เล่าถึงการฝึกนาวิกโยธินช่วงสงครามเวียดนามที่โหดเหี้ยมจนเกือบไร้ความเป็นมนุษย์ 

ไพล์ (วินเซนต์ โดนอฟรีโอ) ทหารหนุ่มที่ถูกครูฝึกก่นด่าและเคี่ยวกรำจนสภาพจิตใจบิดเบี้ยว และช่วงที่พวกเขาถูกส่งไปรบในสมรภูมิ ที่ยิ่งทำลายจิตวิญญาณและความเป็นมนุษย์จนไม่เหลือซาก โดยนักวิจารณ์บางคนชี้ว่า แม้หนังจะเต็มไปด้วยฉากสู้รบ แต่ช่วงครึ่งแรกของหนังที่เล่าถึงการทรมานในค่ายทหารทำให้เห็นว่า ทหารที่เลือกสมัครเพื่อเข้าร่วมการสู้รบนั้น โดยเนื้อแท้แล้วพวกเขาก็เป็นเหยื่อของสงครามและความรุนแรมเช่นกัน 

ขณะที่นักวิจารณ์อีกจำนวนไม่น้อย มองว่าแม้หนังจะไม่ได้ฉายความยิ่งใหญ่ของสงคราม แต่มันก็ยังจับจ้องไปที่เหล่าทหารผ่านศึกและการต่อสู้ด้วยสายตาเหมือนมองนักรบ ทั้งยังเป็นไปได้มากทีเดียวที่เด็กผู้ชายจำนวนไม่น้อยจะออกจากโรงหนังมาด้วยความรู้สึก ‘ท้าทาย’ ว่า พวกเขาจะผ่านการฝึกนรกนั้นไปได้ โดยมองข้ามประเด็นอื่นที่หนังอยากสื่อไปสิ้นเชิง

คล้ายกันกับ Saving Private Ryan (1998) หนังฟอร์มยักษ์ของ สตีเวน สปีลเบิร์ก ที่เล่าถึงการบุกขึ้นหาดนอร์มังดีของกองทัพสหรัฐฯ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กัปตัน จอห์น มิลเลอร์ (ทอม แฮงก์ส) ต้องพาลูกน้องในทีมฝ่าดงกระสุนเพื่อไปหาตัวพลทหาร ไรอัน (แมตต์ ดามอน) หนุ่มน้อยที่เป็นน้องชายคนเล็กของบ้าน และอยู่ในสนามรบโดยไม่รู้ว่าพี่ชายทั้ง 3 คนของเขาที่เป็นทหารเช่นกันล้วนเสียชีวิตหมดแล้ว ทางการจึงส่งหน่วยของกัปตันมิลเลอร์ให้มารับเขากลับไปบ้านอย่างปลอดภัยที่สุด 

Saving Private Ryan นับเป็นหนังเรื่องแรกที่สปีลเบิร์กกับแฮงก์สทำงานร่วมกัน ตัวสปีลเบิร์กเองสนใจทำหนังที่พูดถึงสงครามโลกอยู่แล้ว ในฐานะที่เขาเองเป็นคนรุ่นที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ทั้งนี้หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ตัวหนังถูกพูดถึงหนาหูที่สุด คือฉากยกพลขึ้นหาดนอร์มังดี ที่เริ่มด้วยฉากที่ทหารเยอรมันสาดกระสุนใส่ฝั่งสหรัฐฯ ไม่ยั้ง ตลอดจนระเบิดที่ฉีกร่างมนุษย์เป็นชิ้นๆ รวมถึงฉากที่นายทหารแขนขาดคว้าแขนรุ่งริ่งของตัวเองขึ้นมาจากพื้น ฯลฯ (นับเป็นฉากที่ยิ่งใหญ่และสมจริงเสียจนมีคำกล่าวว่า สิ่งเดียวที่หนังสร้างให้สมจริงไม่ได้ในฉากนี้คือ กลิ่นเหม็นสุดวิปโยคของซากเนื้อ) 

เราอาจจะพูดได้ว่า ธีมหนังทั้งเรื่องมีท่าทีต่อต้านสงคราม บอกว่าสงครามเลวร้ายอย่างไรผ่านความสูญเสีย ไม่ว่าจะพี่ชายทั้ง 3 คนของพลทหารไรอัน (ที่รัฐทนไม่ไหว ต้องหาทางให้ลูกชายคนเล็กของตระกูลกลับบ้านให้ได้), การเสียสละของกัปตันมิลเลอร์, ความเจ็บปวดแร้นแค้นของเหล่าทหารหนุ่มที่ออกไปสู้รบต่างเมือง หรือแม้แต่ฉากหฤโหดข้างต้นที่ทำให้เห็นว่า สมรภูมิไม่ใช่พื้นที่อันน่าอภิรมย์ 

แต่อีกด้านและอาจโดยไม่ได้ตั้งใจ หนังก็ทำให้เหล่าทหารอเมริกันดูเป็นวีรบุรุษ ทั้งจากกัปตันมิลเลอร์ ทั้งจากพลทหารแจ็กสัน มือสไนเปอร์ที่เป็นเสมือนเกราะกำบังของหน่วย แม้หนังบอกว่าสงครามนั้นเลวร้าย แต่บางส่วนบางเสี้ยวของหนังก็อาจทำให้คนดูรู้สึกว่า การสู้รบคือสนามของการเป็นวีรบุรุษอย่างช่วยไม่ได้ 

ในอีกแง่ก็มีหนังที่เล่าถึงผลกระทบของสงครามที่พูดถึงบาดแผลซึ่งตามองไม่เห็น และในกรณีนี้ก็อาจทำงานกับคนดูมากกว่าหนังซึ่งเต็มไปด้วยฉากต่อสู้กันเสียด้วยซ้ำไป Ivan’s Childhood (1962) หนังยาวเรื่องแรกของ อังเดร ทาร์คอฟสกี ดัดแปลงมาจากเรื่องสั้นชื่อ Ivan เขียนโดย วลาดีเมียร์ โบโกโมโล เล่าถึงชีวิตของ อิวาน เด็กชายผู้สูญเสียพ่อแม่ไปด้วยน้ำมือของนายทหารเยอรมัน ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยความโกรธแค้น อิวานจึงพยายามทำทุกทางเพื่อล้างแค้นให้ครอบครัวของตัวเองให้ได้ 

แต่ทาร์คอฟสกีไม่ได้มุ่งหน้าเล่าเรื่องการ ‘ล้างแค้น’ ของอิวาน แต่ที่เขาเล่าคือชีวิตกึ่งฝันกึ่งจริงของคนที่ถูกพรากไปเมื่อสงครามมาเยือน และนี่เองที่อาจเป็นสิ่งน่าเศร้าและสะเทือนใจเสียยิ่งกว่าภาพแห่งความทารุณใดๆ ทั้งภาพฝันของการไล่จับผีเสื้อที่เขาโปรดปราน เพื่อจะตื่นขึ้นมาในโลกแห่งความจริงอันแห้งแล้งด้วยเสียงระเบิด ฝันถึงดวงดาวลับตาที่ชวนให้คิดถึงแม่ผู้จากไป หรือความฝันที่เขากับน้องสาวอิ่มหนำจากการกินแอปเปิล ซึ่งไม่มีวันเกิดขึ้นในความเป็นจริง เพราะเขาเป็นเด็กผู้ชายที่อดมื้อกินมื้อ และฝันสุดท้ายที่เขากับแม่และน้องสาวได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่มันก็เป็นฝันที่เลือนราง เปราะบาง และพร้อมสลายไปได้ทุกเมื่อ 

สิ่งที่ทำให้นักวิจารณ์มองว่า Ivan’s Childhood ไม่ได้เป็นหนังที่ ‘ยกยอ’ สงคราม ด้านหนึ่งเพราะเล่าเรื่องผ่านสายตาของเด็ก คนดูกลายเป็นประจักษ์พยานความไร้เดียงสาที่ค่อยๆ มอดไหม้ไปจากสายตาของอิวาน ที่แม้จะปวารณาตัวเป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ ของสงครามเพื่อแก้แค้นให้ครอบครัว แต่มันไม่ได้เป็นไปในลักษณะที่ทำให้คนดูรู้สึกยกย่องหรือชื่นชมอิวาน ตรงกันข้ามทุกความแค้นเคืองของเขายิ่งทำให้เราเห็นว่า สงครามคือหน่อเนื้อร้ายที่ทำลายมนุษยชาติ พรากเอาชีวิตสามัญที่หวังเพียงแค่อิ่มท้อง จับผีเสื้อ และวิ่งเล่นกับน้องไปจากเขา

หนังส่งทาร์คอฟสกีคว้ารางวัลสิงโตทองคำจากเทศกาลหนังเวนิส โดยในปีนั้นเขาได้คู่กันกับ Family Diary (1962) หนังสัญชาติอิตาลีโดย วาเลอริเออ ซูร์ลินี

อีกเรื่องที่อาจเรียกได้ว่าเป็นเงาสะท้อนของ Ivan’s Childhood คือ Come and See (1985) หนังความยาว 2 ชั่วโมงครึ่งของ เอเลม คลีมอฟ ที่ใช้เวลาร่วม 8 ปีในการเข็นหนังให้ผ่านเซนเซอร์ของสหภาพโซเวียตในเวลานั้นมาได้ หนังเล่าช่วงเวลาที่กองทัพเยอรมันบุกเข้ายึดครองเบลารุส ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ฟลโยรา (อเล็กเซ คราฟเชนโก กับงานแสดงเรื่องแรกที่ทรงพลังสุดขีด และความหนักหน่วงของบทนี้ก็มีส่วนที่ทำให้เขาหายหน้าไปจากการแสดง 10 ปีเต็ม) เป็นเด็กหนุ่มที่กระเหี้ยนกระหือรืออยากเข้าร่วมกองทัพโซเวียต เขาออกเดินทางโดยไม่ฟังคำห้ามปรามของแม่ แต่เขากลับไม่ได้เป็นนายทหารผู้ยิ่งใหญ่ดังที่หวัง ตรงข้าม ฟลโยราเป็นแค่เด็กเฝ้ายามต่ำต้อยที่สุดในหน่วย หากแต่หน่วยโซเวียตก็ถูกทหารเยอรมันโยนระเบิดใส่จนต้องหนีหัวซุกหัวซุน 

เขาพยายามกระเสือกกระสนกลับมาที่บ้าน แต่ก็พบว่าแม่และน้องสาวฝาแฝดของเขาเสียชีวิตหมดแล้ว ชีวิตยังเหวี่ยงให้เขาถูกกองทัพเยอรมันจับกุม และพาเขาไปเป็นพยานความโหดร้ายรุนแรงที่สงครามกระทำต่อผู้คน

เกือบทั้งเรื่อง คลีมอฟมักจับจ้องภาวะที่ตัวละครมองตรงมายังกล้องราวจะสบตากับคนดู นับตั้งแต่ชายชราที่โมโหฟลโยราเมื่อต้นเรื่อง แม่ของเขา เด็กสาวที่เขาเจอ ไปจนถึงเหยื่อสงครามที่ถูกกระทำทารุณในโบสถ์ แม้แต่ตัวฟลโยราเองก็มองกลับมายังคนดูเช่นกัน การจ้องมองด้วยสายตาแห่งความสิ้นหวังเช่นนี้ ตลอดจนการบอกเล่าเรื่องความเป็นตายของสงครามทำให้ Come and See มีสถานะห่างไกลจากการเชิดชูการต่อสู้สุดขีด ทั้งยังทำให้ตัวหนังขึ้นหิ้งภาพยนตร์ที่ทำร้ายจิตใจคนดูมากที่สุดเรื่องหนึ่งด้วย 

ใกล้กับกับ The Painted Bird (2019) หนังร่วมทุนสร้าง 3 สัญชาติ (สาธารณรัฐเช็ก-สโลวาเกีย-ยูเครน) กำกับโดย วาคลาฟ มาร์โฮล ดัดแปลงมาจากนิยายชื่อเดียวกันของ เยอร์ซี โคซินสกี เล่าเรื่องของ ยอสกา (พีเตอร์ คอตลาร์) เด็กชายที่อาศัยอยู่กับคุณป้าวัยชราช่วงที่เยอรมนีบุกเข้ายึดยุโรปตะวันออก ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อป้าตายจากลงทำให้เขาต้องออกเร่ร่อนและเผชิญกับความรุนแรงจากสงครามอย่างไม่มีทางเลือก 

หนังไม่ได้ฉายภาพความรุนแรงที่ทหารกระทำต่อชาวบ้านเพียงอย่างเดียว แต่มันฉายให้เห็นความหม่นหมอง เครียดเขม็งสุดขีดของผู้คนในยุคสงคราม ที่คายพิษออกมาเป็นความรุนแรงอำมหิตสุดขีดคลั่ง ยอสกากลายเป็นประจักษ์พยานการเห็นชายที่ควักลูกตาชายอีกคนแค่เพราะแรงหึงเมีย ฝูงชนรุมสกรัมสาวเร่ร่อนอย่างบ้าคลั่ง (และจะว่าไปก็อาจเป็นหนึ่งในฉากที่ทารุณคนดูที่สุดในเรื่อง) จากความเกลียดชังรวมหมู่ หรือแม้แต่ตัวเขาเองที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงโดยตรง 

และถึงที่สุด ภาวะของสงครามก็ทำลายเขาย่อยยับ จนอาจพูดได้ว่า ไม่ใช่แค่ความเป็นเด็กที่ถูกฉีกทึ้ง แต่คือความเป็นมนุษย์ทั้งเนื้อทั้งตัวของเขาด้วย

ภาพยนตร์อีกเรื่องที่อาจจะกล่าวได้ว่า เข้ากันกับสถานการณ์โลกในเวลานี้ได้ดีที่สุดคือ Waltz with Bashir (2008) หนังสารคดีที่ถูกบอกเล่าผ่านรูปแบบแอนิเมชันโดย อาริ โฟลแมน ตัวหนังส่งเขาเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ และชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมด้วย 

โฟลแมนสัมภาษณ์ทหารอิสราเอลที่ถูกส่งไปสังหารชาวเลบานอนและชาวปาไลสเตน์ในปี 1982 ผ่านเรื่องเล่าจากความฝันของพวกเขา ฝันร้ายแปลกประหลาดที่ทำให้ทึกทักเอาว่า คงเป็นผลพวงความรุนแรงเมื่อครั้งที่ถูกส่งไปทำภารกิจในเลบานอน แต่เมื่อสำรวจลึกเข้าไปในความฝันนั้น คำบอกเล่าของอดีตทหารกลับพาโฟลแมนไปพบกับแง่มุมความเป็นส่วนตัว สายตาและความรู้สึกของการอยู่ท่ามกลางความรุนแรง ที่หนักหนาเสียขนาดว่ามันถูกแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นความทรงจำรูปแบบอื่น เพื่อให้เจ้าตัวมีชีวิตอยู่รอดต่อไปได้ 

Waltz with Bashir เป็นหนังไม่กี่เรื่องที่เล่าผ่านสายตาของผู้กระทำและมันชวนให้หดหู่เหลือทน มันไม่เพียงแต่ฉายภาพความรุนแรงตลอดหลายทศวรรษของอิสราเอล แต่ฉายภาพความเป็นมนุษย์ที่ถูกทำลายลงไปด้วย ในนามของทหารที่ถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจครั้งนั้น

ในโมงยามที่โลกเต็มไปด้วยความรุนแรง หนังต่อต้านสงครามเหล่านี้ อาจกระซิบกระซาบถึงความอัปลักษณ์ของสงคราม และย้ำเตือนให้เราหันมองประวัติศาสตร์แห่งความรุนแรง ที่เกิดขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อมนุษย์ โดยเฉพาะผู้นำประเทศ ดูเหมือนจะไม่เรียนรู้หรือไม่จดจำใดๆ จากมันเลย

Tags: , , , , , , , , ,