วันนี้ (2 เมษายน 2569) ที่อาคารรัฐสภา ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน แถลงเรียกร้องจุดยืนของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ต่อร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาด หลังร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวถูกหยุดพิจารณาตั้งแต่การยุบสภาฯ
ภัทรพงษ์กล่าวว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่กำลังรุนแรงมากในภาคเหนือ ณ ขณะนี้ไม่ใช่ปัญหาแค่ภาคเหนือ แต่เป็นปัญหาทั้งประเทศ เพราะประชาชนทุกคนใช้ลมหายใจเดียวกัน จึงเรียกร้องให้รัฐบาลอนุทินแสดงจุดยืนที่มีต่อ พ.ร.บ.อากาศสะอาด เนื่องจากตนทราบมาว่า รัฐบาลมีการตกลงกันเรียบร้อยแล้วว่าจะดำเนินการอย่างไร
ภัทรพงษ์ระบุว่า เมื่อวานนี้ (1 เมษายน 2569) ได้อภิปรายในญัตติด่วยเรื่องวิกฤตฝุ่น PM2.5 ไปชัดเจนแล้วว่า หากรัฐบาลจะหยิบร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดกลับไปพิจารณาอีกครั้ง ก็ขอให้ สุชาติ ชมกลิ่น ซึ่งเป็นตัวแทนของคณะรัฐมนตรีเข้ามาตอบความชัดเจนในสภาฯ
ขณะเดียวกันการที่สุชาติให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนทำนองว่า การประกาศเขตพิบัติจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน เห็นแย้งว่า เป็นประเด็นที่น่าขำขัน เพราะการประกาศเขตภัยพิบัติหรือไม่นั้น ฝุ่น PM2.5 ก็กระทบต่อการท่องเที่ยวหนักมากอยู่แล้ว
“ผมเรียกร้องให้คุณสุชาติบินไปที่เชียงใหม่ แล้วช่วยเดินไปคุยกับผู้ประกอบกิจการการท่องเที่ยว ไปคุยกับโรงแรม ดูตัวเลขที่มีนักท่องเที่ยวจองว่ามันตกลงขนาดไหน มันกระทบมากๆ แล้ว และตอนนี้มันไม่กระทบแค่ปากท้อง แต่มันกระทบกับชีวิตและสุขภาพของประชาชนคนเหนือ”
ขณะเดียวกันความชัดเจนของรัฐบาลต่อร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ภัทรพงษ์กล่าวว่า ต้องการให้อนุทินซึ่งเป็นตัวแทน ครม.ออกมาแสดงจุดยืน ไม่ใช่ให้ สส. พรรคภูมิใจไทย อย่าง ศุภชัย ใจสมุทร ออกมาพูดและใช้เทคนิคทางการเมืองอ้างว่า เป็นการพูดในนาม สส. ไม่ใช่ในนามของ ครม. ซึ่งไม่มีข้อผูกพันใดๆ
ทั้งนี้การออกมาพูดของศุภชัยเมื่อวานนี้ ภัทรพงษ์รู้สึก ‘ผิดหวัง’ เป็นอย่างมาก เนื่องจากศุภชัยเป็นที่ปรึกษากรรมาธิการร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดร่วมกับตนเมื่อปีที่ผ่านมา รวมถึงศุภชัยยังเป็นอนุกรรมาธิการร่าง พ.ร.บ.ฉบับที่สภาฯ พิจารณา แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ระหว่างการพิจารณากลับไม่เคยได้ยินเสียงของศุภชัยในที่ประชุม
ย้อนกลับไปเมื่อวานนี้ ศุภชัยอภิปรายในญัตติด่วยเรื่องวิกฤตฝุ่น PM2.5 ในสภาฯ โดยกล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีหลายประเด็นที่เป็นกังวล ตั้งแต่ความซ้ำซ้อนของกฎหมายเดิมที่มีอยู่ เช่น กฎหมายสิ่งแวดล้อม ผังเมือง และการเจรจา จึงอาจทำให้เกิดความสับสนในการบังคับใช้
อีกทั้งร่าง พ.ร.บ.มีการระบุถึงการเก็บค่าธรรมเนียมในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งศุภชัยมองว่า อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมอย่างมหาศาล ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังผันผวน และอาจกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ส่วนประเด็นระบบซื้อขายสิทธิปล่อยมลพิษ (Emission Trading) ในรูปแบบของยุโรปมาปรับใช้ สส.พรรคภูมิใจไทยมองว่า อาจไม่เหมาะสมกับบริบทของไทยและไม่ช่วยให้คุณภาพอากาศดีขึ้นจริง หากการกำกับดูแลภายในประเทศยังไม่เข้มแข็ง
ภัทรพงษ์จึงกล่าวว่า “เสียดายจริงๆ ที่คุณศุภชัยมีโอกาสทำงาน แต่ผมกลับไม่เห็นข้อขัดแย้งเหล่านี้ เพราะผมเป็นกังวลว่า ข้อขัดแย้งเหล่านี้จะทำให้คุณศุภชัยดูแย่เอง เพราะหลายข้อที่คุณศุภชัยยกมาไร้เหตุผลมาก เช่น Emission Trading ทำจริงไม่ได้ แต่คุณศุภชัยกลับไม่รู้ว่า ในร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่ผ่านมติ ครม.ก็มีเรื่อง Emission Trading ระบุไว้เช่นกัน”
ภัทรพงษ์ระบุความกังวลต่อว่า มีความพยามยามที่จะเตะถ่วงร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดให้ไปถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นวันครบกำหนด 60 วันที่ ครม.ชุดใหม่มีอำนาจหยิบร่างกฎหมายที่ค้างการพิจารณาจากสภาฯ ชุดก่อนมาพิจารณาต่อได้
“เพราะฉะนั้น นั่นคือเดดไลน์ของร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ไม่ต้องถ่วงแล้วครับ ออกมาพูดให้ชัดเจนเลย คุณอนุทินต้องออกมาพูดให้ชัดเจนว่าจะทำอย่างไรต่อกับร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ลมหายใจของประชาชนไม่ใช่สิ่งที่คุณจะมาเล่นการเมือง เอาให้ชัดๆ ตรงไปตรงมากับประชาชนว่าจะเอาอย่างไรกับ พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อให้พรรคประชาชนเตรียมยื่น พ.ร.บ.อากาศสะอาดเข้าสู่สภาฯ ใหม่ ในกรณีที่พรรคภูมิใจไทยไม่เห็นความสำคัญของลมหายใจของประชาชน
“วันนี้ขอเรียกร้องให้อนุทินในฐานะนายกฯ และคณะรัฐมนตรี ออกมาย้ำจุดยืนและคลายความกังวลให้กับประชาชน ที่ตอนนี้ภาคเหนือกำลังเจอฝุ่นอย่างหนัก และภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคใต้ ก็เจอกันมาหนักตลอดปี ให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 เชิงโครงสร้างระยะยาวให้กับประชาชน” ภัทรพงษ์ทิ้งท้าย
Tags: ฝุ่น, ภาคเหนือ, อากาศสะอาด, พรบอากาศสะอาด, เชียงใหม่, มลพิษ, PM2.5




