วันนี้ (27 มีนาคม 2569) บรรยากาศในช่วงเช้ามืดที่ตลาดยิ่งเจริญ เขตบางเขน กรุงเทพฯ เป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีพ่อค้าแม่ค้าเดินทางมาเปิดแผงจำหน่ายสินค้าอย่างเนืองแน่น ทั้งในส่วนของอาหารสดและอาหารปรุงสุกพร้อมรับประทาน อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมจะดูไม่เงียบเหงา แต่จากการพูดคุยกับเหล่าผู้ค้าต่างสะท้อนเป็นเสียงเดียวกันว่า การค้าขายซบเซาลงกว่าช่วงก่อนหน้า เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนเริ่มรัดเข็มขัดและลดปริมาณการใช้จ่ายลง
จากการพูดคุยกับเจ้าของแผงค้าภายในตลาดยิ่งเจริญ ทั้งร้านขายไข่ไก่ ร้านผัก และร้านขายอาหารสด พบว่าต้นทุนในการค้าขายเพิ่มสูงขึ้นสืบเนื่องจากสถานการณ์สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะราคาถุงพลาสติก ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมัน ส่งผลให้ราคาปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมแพ็กละ 30 กว่าบาท เป็นกว่า 40 บาท
ในส่วนของราคาสินค้าที่วางจำหน่าย ทั้งผัก ไข่ และเนื้อหมู ส่วนใหญ่ยังไม่มีการปรับเพิ่มราคาจำหน่ายปลีก โดยพ่อค้าแม่ค้าอธิบายว่า แม้ต้นทุนของสินค้าบางรายการจะขยับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน แต่ยังจำเป็นต้องตรึงราคาเอาไว้เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ซึ่งอาจส่งผลให้รายได้ของร้านลดลงไปมากกว่าเดิม

ด้านผู้ประกอบการรถพุ่มพวง ที่เดินทางมารับสินค้าเพื่อไปตระเวนขายตามจุดต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ระบุว่า ขณะนี้ราคาสินค้าบางประเภทเริ่มปรับตัวสูงขึ้นแล้ว เช่น มะนาวและของสดบางชนิด ขณะเดียวกันยังต้องแบกรับภาระราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นต้นทุนทางตรงในการเดินทาง ส่งผลให้กำไรจากการค้าขายลดน้อยลงจนใกล้ถึงจุดขาดทุน
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงแนวทางรับมือหากราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เจ้าของรถพุ่มพวงหลายรายระบุว่า หากต้นทุนการเดินทางยังพุ่งสูงขึ้นไม่หยุด อาจจำเป็นต้องพิจารณาหยุดขายชั่วคราว เนื่องจากรายได้ไม่คุ้มกับต้นทุน จึงฝากส่งเสียงไปยังรัฐบาลให้เร่งพิจารณาแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันโดยเร็ว เพื่อให้กลุ่มผู้ค้าสามารถกลับมาประกอบอาชีพและมีรายได้ที่มั่นคงอีกครั้ง







