วันนี้ (20 มีนาคม 2569) วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงข่าวกรณีวิกฤตขาดแคลนน้ำมันตอนหนึ่งว่า ผิดหวังจากการแถลงข่าวของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 เพราะก่อนหน้านั้น พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า จะจับคนผิด จะจับไอ่โม่งที่นำน้ำมันออกจากระบบให้ชัด แต่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กลับบอกว่า ไม่มี ‘ไอ้โม่ง’ 

ขณะเดียวกันยังมีข่าวจับกุมผู้กักตุนน้ำมันที่จังหวัดอ่างทอง แต่ก็น่าผิดหวัง เพราะมูลค่าที่จับกุมได้อยู่ราว 10 ล้านบาทเท่านั้น ทั้งนี้เชื่อว่า น้ำมันที่หายไปจากระบบมีมูลค่าสูงกว่านั้นมาก จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเอาผิดในกรณีอย่างจริงจัง หากปล่อยไปจะมีผู้ที่หากินกับความเดือดร้อนของประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ 

วีระยุทธยังเรียกร้อง ศบก.ให้เปิดเผยข้อมูลเรื่องน้ำมันในรูปแบบ ‘แดชบอร์ด’ ว่า ปั๊มน้ำมันใดมีปริมาณเท่าไร เพราะวันนี้ยังคงเห็นประชาชนต่อคิวเติมน้ำมันยาวเหยียด การเปิดเผยข้อมูลจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยาก และภาคเอกชนก็ทำเองแล้ว มีการทำเว็บไซต์ปั๊มเรดาร์เพื่อให้ประชาชนเห็นว่า น้ำมันดีเซลเหลือเท่าไร เบนซินหมดหรือยัง ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปต่อคิวเติมน้ำมัน และหน่วยงานพลังงานจังหวัดแต่ละจังหวัดจะมีคนดูแลข้อมูลระดับจังหวัดอยู่แล้ว ซึ่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูนทำให้เห็นแล้ว เปิดเผยแล้วว่า ปั๊มเหลือน้ำมันเท่าไร

ขณะเดียวกัน วีระยุทธชวนสังคมให้ความสำคัญกับภาคเกษตรกร เพราะวันนี้เสียงของเกษตรกรยังไม่ดังพอ โดยขณะนี้เป็นฤดูเก็บเกี่ยว ข้าวต้องเริ่มเก็บเกี่ยวแต่น้ำมันขาด เครื่องสูบน้ำต้องเก็บเกี่ยว แต่ไม่มีน้ำมัน โอกาสที่ข้าวจะร่วงลงนาโดยไม่ได้เก็บเกี่ยวมีสูงมาก ส่งผลต่อรายได้เกษตรกร ต่อปริมาณข้าวที่ผลิตและปริมาณข้าวที่ขาย ฉะนั้นข้อเรียกร้องเชิงนโยบายคือ เมื่อรัฐบาลมีข้อมูลอยู่แล้วว่า เกษตรคนใดปลูกอะไร ก็สามารถให้คูปองน้ำมันลงไปช่วยให้ตรงจุด 

นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องปุ๋ย โดยขณะนี้มีข้อมูลจาก ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ไทยจะมีสต๊อกปุ๋ยเหลือเพียงพอถึงเพียงเดือนพฤษภาคม ขณะที่ข้อมูลจากกรมการค้าภายในระบุว่า สต๊อกปุ๋ยจะเพียงพอถึงเดือนสิงหาคม ซึ่งต้องตอบคำถามให้ตรงกันว่า ข้อมูลใดเป็นข้อมูลจริง ขณะเดียวกันการใช้โครงการ ‘ธงเขียว’ ปุ๋ยราคาพิเศษก็ไม่เพียงพอ โดยโครงการปุ๋ยราคาพิเศษมีปริมาณราว 5 ล้านกิโลกรัม แต่ปริมาณความต้องการปุ๋ยจริงมีมากถึง 5 ล้านตัน คิดเป็น 1 ใน 1,000 เท่านั้น จึงขอเรียกร้องให้ทำคูปองปุ๋ยเพื่อช่วยเกษตรกรเช่นกัน โดยทั้งคูปองปุ๋ย คูปองน้ำมัน สามารถแจกให้ตรงกับเวลาเก็บเกี่ยว เพื่อให้สามารถควบคุมงบประมาณได้ว่า จะให้กี่คน ตามแต่ละช่วงเวลา

“ความรู้สึกคนไทยทุกวันนี้รู้สึกว่า ไม่มีใครอยู่ข้างเขาเลย มองหารัฐบาล รัฐบาลก็ชี้กลับมาว่า ประชาชนนั่นแหละกักตุน ประชาชนหนึ่งคนต่อให้เก็บน้ำมัน เขาจะเก็บที่ไหน เกษตรกรจะมีสักกี่แกลลอน คนที่เป็นไอ้โม่งที่ตุนน้ำมัน และสร้างปัญหาความปั่นป่วนในระบบเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องไปตามหา ไม่ใช่ชี้หน้ากลับมาที่ประชาชนชี้หน้าว่าเป็นคนผิด ผมอยากให้ประชาชนคนไทย พี่น้องเกษตรกร รู้ว่าอย่างน้อยที่สุด พรรคประชาชนจะอยู่เคียงข้างพวกเขา ถ้าใครมีเสียงที่อยากส่งมา เราจะเป็นคนที่ส่งต่อเสียงนั้นไปสู่สังคมและรัฐบาลให้”

Tags: , , , ,