ในที่สุด ภาพที่หลายคนกังวลก็เกิดขึ้นจริง พรรคภูมิใจไทยอยู่ในสภาพที่ใหญ่เกินไป และใหญ่เกินกว่าที่ใครจะมีอำนาจเต็ม มีสิทธิขาดในการควบคุม
เพราะหากพิเคราะห์ให้ดี จำนวน 196 ที่นั่ง สส.จำนวนหนึ่งไม่ได้มาจาก ‘เลือดแท้’ แต่มาจากบ้านใหญ่ที่ย้ายตามกันมา ด้วยคำสั่งจากเบื้องบนให้ไปรวมเสียงกันที่พรรคภูมิใจไทยพรรคเดียว
แน่นอนว่าการย้ายไปรวมที่พรรคภูมิใจไทย ต่างคนต่างต้องการเก้าอี้รัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นคณะของ สันติ พร้อมพัฒน์, คณะของ สุชาติ ชมกลิ่น, คณะของ ธนกร วังบุญคงชนะ, คณะของ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์, คณะของ สันติ ปิยะทัต, คณะของ วราวุธ ศิลปอาชา รวมถึงก๊วนภาคใต้ที่รอบนี้ภูมิใจไทยยิงเข้าเป้าได้ สส.มาถึง 33 คน
ก่อนหน้านี้ทุกคนมาในลักษณะ ‘สัญญาใจ’ มารวมกันให้ได้รับชัยชนะ แล้วหลังจากนี้ก็ ‘เกลี่ยเก้าอี้’ ให้ตามจำนวน สส.ที่ได้ และหากได้ สส.ยกจังหวัด ผู้ที่รับผิดชอบคุมจังหวัดต้องได้ตำแหน่ง ‘รัฐมนตรีว่าการ’ เป็นอย่างน้อย
ทว่าหลังการเลือกตั้ง สส. ‘ยกจังหวัด’ มากกว่าที่คิด ซ้ำยังมีเก้าอี้รัฐมนตรีอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องยกให้ ‘คนนอก’
ไม่ว่าจะเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์, เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ขณะเดียวกันยังต้องแบ่งที่นั่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายให้กับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ แบ่งที่นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้กับคนที่กองทัพพึงใจ และแบ่งที่นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานให้กับคนที่ ‘ทุนใหญ่’ ยอมรับได้
นั่นเท่ากับว่าในบรรดาที่นั่ง ครม.ของพรรคภูมิใจไทยที่ได้ 20 กระทรวง หายไปแล้ว 5-6 ตำแหน่ง
ด้วยเหตุนี้ที่เหลืออีกยังต้องแบ่งให้กับหลายกลุ่ม และจัดลำดับความสำคัญให้กับบรรดา ‘เลือดแท้’ ที่อยู่กับพรรคมาตั้งแต่ต้น
เลือดแท้ เป็นต้นว่า ไชยชนก ชิดชอบ ลูกชายของ เนวิน ชิดชอบ, ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ลูกสาว ชาดา ไทยเศรษฐ์, ภราดร ปริศนานันทกุล, พิพัฒน์ รัชกิจประการ แม่ทัพภาคใต้ รวมถึงนายทุนใหญ่อย่าง ศุภมาส อิศรภักดี เท่านั้น ที่เหลือเป็นเรื่องที่ต้อง ‘เกลี่ย’ ให้กับแม่ทัพจากพรรคอื่นๆ ที่ย้ายมาเข้ามาร่วมชายคา
ที่ผ่านมามีความพยายามรวมเสียง สส.จากกลุ่มต่างๆ ให้ขึ้นตรงกับ ‘หัวหน้า’ ด้วยโควตา 10 คน ต่อรัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง ทว่าสุดท้ายกลายเป็น ‘ครูใหญ่เนวิน’ ที่ทุบโต๊ะ ไม่เอาวิธีนี้ ไม่ต้องการให้มีมุ้งใดๆ เพราะสุดท้ายคนที่เคาะตำแหน่งรัฐมนตรีมีตำแหน่งเดียวคือ ศูนย์กลางอำนาจ ณ เขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์
ด้วยเหตุนี้ตำแหน่งรัฐมนตรีตามที่มีชื่อหลุดมาจึงมีเพียงวราวุธ ไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สุชาตินั่งตำแหน่งเดิมที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเอกนัฏนั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่เหลือไปลุ้นตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยฯ และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ไปว่ากันเอาดาบหน้า
ทั้งหมดจึงเป็นสาเหตุตรงไปตรงมาว่า เพราะเหตุใด พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ กระทั่งพรรคไทยรวมพลังที่มีอยู่ 6 เสียง ไม่สามารถเข้าร่วมรัฐบาลได้ เพราะเพียงแค่เกลี่ยให้กับคนในเลือดน้ำเงินแท้ และเลือดผสมก็ไม่เพียงพอเสียแล้ว
ทั้งหมดนี้ อนุทิน-เนวินยังต้องกุมขมับเพราะ ‘บ้านใหญ่’ หลายบ้าน ไม่ว่าจะในพื้นที่ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้ ล้วนต้องการเก้าอี้รัฐมนตรี และดำรงสถานะ สส.อยู่ได้ด้วยการมีตำแหน่งแห่งหนในศูนย์กลางอำนาจ
วิธีคิดของการเมืองแบบบ้านใหญ่ หากเป็น สส.มากกว่า 3-4 สมัย ก็ต้องได้เป็นรัฐมนตรี หากได้ สส.ยกจังหวัดก็ต้องได้เป็นรัฐมนตรี และหากไม่อยากให้ย้ายพรรค ไม่อยากให้ป่วนข้างในรัฐบาล ก็ต้องได้เป็นรัฐมนตรี
รอบนี้ความเสี่ยงอีกหนึ่งอย่างก็คือ ประชาชนอยากเห็นการเมืองแบบ ‘มืออาชีพ’ วิกฤตที่มีอยู่รอบโลกขณะนี้เริ่มต้นจากสงครามในตะวันออกกลาง และวิกฤตหนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะในประเทศนั้นยากเกินกว่าที่จะให้นักการเมืองอาชีพหรือบ้านใหญ่ไร้ฝีมืออยู่ในกระทรวงที่ต้องรับภาระอันหนักอึ้ง
ไม่เพียงเท่านั้นยังมีความเสี่ยงอีกส่วนอยู่ที่พรรคร่วมรัฐบาล ในอดีตนั้นพรรคเพื่อไทย ‘เจ็บหนัก’ จากการที่พรรคภูมิใจไทยเกิดใส่เกียร์ว่าง ไม่สนองนโยบายนายกฯ ทั้ง เศรษฐา ทวีสิน ทั้ง แพทองธาร ชินวัตร มารอบนี้ พรรคเพื่อไทยอำนาจต่อรองนั้นสูงที่สุด เพราะขาดเพื่อไทย 74 เสียง เท่ากับรัฐนาวาชุดนี้ล่มทันที และอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ หากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
บทสรุปของการเมืองแชปเตอร์นี้ ‘อำนาจพิเศษ’ อาจทำให้บ้านใหญ่ไหลมารวมที่ภูมิใจไทยได้จริง ส่งภูมิใจไทยได้เป็น ‘หัวแถว’ และส่งให้อนุทินเป็นนายกฯ อีกรอบ รักษาอำนาจของฝั่งอนุรักษนิยมต่อไป แต่การรักษาอำนาจ การเกลี่ยเก้าอี้ให้กับบรรดานักการเมืองอาชีพ ให้สมประโยชน์กันทุกฝ่าย และใช้สติปัญญาที่มีแก้ปัญหาประเทศนับจากนี้ย่อมเป็นเรื่องยากกว่า
โจทย์นับจากนี้ของ ‘บุรีรัมย์’ คือต้องประคองทั้งคณะรัฐมนตรี บรรดาเลือดแท้-เลือดผสมในพรรค และทำให้บ้านใหญ่ทุกสายภายใต้ธงสีน้ำเงินเดินไปในทิศทางเดียวกัน โดยไม่ให้ใครรู้สึกว่าได้เค้กชิ้นเล็กเกินไป และหากวันหนึ่งเค้กก้อนเดิมไม่พอแบ่ง ความมั่นคงของอำนาจที่ดูแข็งแรงในวันนี้ ก็อาจสั่นคลอนจากภายในได้ง่ายกว่าที่คิด
Tags: อนุทิน, The Momentum ANALYSIS, เนวิน, บุรีรัมย์, ภูมิใจไทย, Analysis




