เมื่อวานนี้ (3 มีนาคม 2026) มาเจด อัล อันซารี (Majed Al Ansari) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อระบุว่า อิหร่านได้ล้ำเส้นแดงทั้งหมด (All Red Lines) แล้ว พร้อมยืนยันว่า ผู้นำประเทศกำลังพิจารณาการตอบโต้การโจมตีของอิหร่าน
“อิหร่านโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของกาตาร์ รวมไปถึงอาคารบ้านเรือนของประชาชน และผลกระทบก็เห็นได้อย่างชัดเจน
“ถ้าพูดถึงการตอบโต้ที่เป็นไปได้ ทางเลือกทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้นำเรา แต่การโจมตีแบบนี้ไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์กล่าว
ทั้งนี้อิหร่านเริ่มต้นตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล มาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนหลายร้อยลำใส่กลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซีย
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ รวมไปถึงทำลายโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเหล่านั้นในฐานะศูนย์กลางของการเดินทาง การเงิน การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก
สำนักข่าว BBC รายงานว่า อิหร่านต้องการสร้างความเสียหายในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อให้กลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซียเพิ่มแรงกดดันไปยังสหรัฐฯ และเรียกร้องให้มีการยุติสงคราม อย่างไรก็ตามการกระทำดังกล่าวอาจผลักให้ประเทศเหล่านี้ใกล้ชิดกับรัฐบาลของสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้อาจทำให้ประเทศเหล่านี้พิจารณาวิธีการที่จะโต้กลับอิหร่านด้วยเช่นกัน
เบอร์นาร์ด เฮย์เคล (Bernard Haykel) ศาสตราจารย์ด้านตะวันออกกลางศึกษาแห่ง Princeton University วิเคราะห์ผ่านสำนักข่าว The Jerusalem Post ว่า การโจมตีอธิปไตยซาอุดีอาระเบียของอิหร่านอาจส่งผลให้การโจมตีทางทหารของซาอุดีอาระเบียมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ถึงแม้ว่าที่ผ่านมา ผู้นำของซาอุดีอาระเบียต้องการหลีกเลี่ยงการกระทำเช่นนี้มาตลอด
“ซาอุดีอาระเบียเคยบอกว่า พวกเขามีท่าทีเป็นกลาง แต่หากอิหร่านโจมตีเข้ามายังพื้นที่ ซาอุดีอาระเบียก็อาจจะร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อโต้กลับอิหร่าน
“เส้นแดงของซาอุดีอาระเบีย คือโรงงานกลั่นน้ำมัน โรงงานไฟฟ้า ชุมชน และอาคารบ้านเรือนของประชาชน และในขณะนี้กำลังถูกโจมตีจากอิหร่าน” เฮย์เคลกล่าว
อย่างไรก็ตาม ไมเคิล แรตนีย์ (Michael Ratney) อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำซาอุดีอาระเบีย มองว่า รัฐบาลซาอุดีอาระเบียมีความกังวลว่า จะต้องเผชิญกับความวุ่นวายที่ไม่สามารถควบคุมได้ หากเลือกที่จะโจมตีอิหร่านกลับ เนื่องจากรัฐบาลกำลังมีแผนในการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศครั้งใหญ่ ซึ่งต้องการการลงทุนจากต่างชาติจำนวนมหาศาล
“แม้ว่ารัฐบาลจะโกรธมากเพียงไหน แต่ผมคิดว่าพวกเขายังคงระมัดระวังในการพิจารณาที่จะโต้กลับ เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากความรุนแรงยกระดับมากขึ้น นั่นคือความเสียหายที่พวกเขาเองจะต้องรับผิดชอบ” แรตนีย์กล่าว
อนึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council: GCC) ซึ่งประกอบไปด้วย ซาอุดีอาระเบีย คูเวต กาตาร์ บาเรนห์ โอมาน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จัดการประชุมด่วนเพื่อหารือแนวทางรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น และให้คำมั่นสัญญาร่วมกันว่า จะดำเนินมาตรการทั้งหมดเท่าที่จำเป็น เพื่อปกป้องเสถียรภาพและความมั่นคง รวมถึงชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่ในกลุ่มประเทศของอ่าวเปอร์เซีย
ที่มา:
https://www.bbc.com/news/articles/cjrqqd8lw2wo
https://www.jpost.com/middle-east/article-888716
Tags: Israel, อิสราเอล, Iran, Us, สหรัฐ, สงครามอิหร่านสหรัฐ, อิหร่าน




