เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 อิสราเอลเริ่มต้นเปิดฉากโจมตีกรุงเตระราน เมืองหลวงของประเทศอิหร่าน พร้อมระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นปฏิบัติการร่วมระหว่างกองทัพของสหรัฐฯ และอิสราเอลเพื่อต้องการขจัดภัยคุกคามต่ออิสราเอล ก่อนที่ในเวลาต่อมากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) จะเปิดปฏิบัติการโต้ตอบฐานทัพของสหรัฐฯ ในหลายพื้นที่ของตะวันออกกลาง ด้วยขีปนาวุธและโดรน ซึ่งรวมไปถึงฐานทัพในกาตาร์, คูเวต, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, และบาเรนห์

ไม่เพียงแค่นั้น สถานการณ์ยังได้ยกระดับความตึงเครียดสูงขึ้น เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2026 สื่อทางการของอิหร่านออกมายืนยันว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตจากการถูกสังหารในปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯ จนกระทั่งสร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับกลุ่มผู้สนับสนุน และเหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดสำคัญที่ทำให้กลุ่ม IRCG ออกมาประกาศว่า จะเดินหน้า ‘แก้แค้น’ ต่อการเสียชีวิตของคาเมเนอีอย่างถึงที่สุด
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องภายในช่วงเวลาเพียงแค่ 48 ชั่วโมง ส่งผลให้เกิดผลกระทบที่สะเทือนไปทั่วทั้งโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ ราคาน้ำมัน และอุตสาหกรรมการบิน ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดที่กำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง The Momentum ได้พูดคุยกับ ผศ.ดร.ยาสมิน ซัตตาร์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์การโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงมองแนวโน้มของภูมิภาคตะวันออกกลางที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต พร้อมการวางท่าทีของประเทศไทยในฐานะสมาชิกของประชาคมโลก

เปิดปฏิบัติการโจมตี เพื่อผลประโยชน์แอบแฝง
ยาสมินระบุว่า การกระทำของสหรัฐฯ และอิสราเอลถือเป็นการ ‘ละเมิด’ กฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน กล่าวคือ การเปิดปฏิบัติการโจมตีในครั้งนี้นับเป็นการก้าวล่วงเข้าไปละเมิดบูรณภาพดินแดนของรัฐอื่น (Sovereignty) โดยไม่ได้ผ่านกลไกของกฎหมายระหว่างประเทศหรือการเห็นชอบจากสถาบันระหว่างประเทศ อย่างคณะมนตรีความมั่นคงแห่งองค์การสหประชาชาติ (United Nations Security Council: UNSC) มาก่อน ซึ่งก็คงไม่ต่างจากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ อย่างการเปิดปฏิบัติการในเวเนซุเอลาเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2026 ที่ผ่านมา
สิ่งที่สำคัญอีกประเด็นคือว่า การเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านยังเกิดจากมหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐฯ ที่แม้ว่าก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยให้คำมั่นสัญญาว่า จะยุติสงครามในตะวันออกกลาง เพื่อใช้หาเสียงเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ในสมัยที่ 2 ก็ตาม สิ่งนี้เองที่ทำให้เห็นภาพการออกมาประท้วงของพลเรือนชาวอเมริกันที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกทั้งผลสำรวจล่าสุดยังชี้ให้เห็นว่า มีเพียงประชาชน 1 ใน 4 เท่านั้น ที่เห็นด้วยกับปฏิบัติการในครั้งนี้
เมื่อวิเคราะห์ไปถึงจุดประสงค์ในการโจมตีอิหร่าน อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มองว่า คำกล่าวของทรัมป์ที่บอกว่า ต้องการ ‘เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง’ (Regime Change) เพื่อต้องการปลดปล่อยประชาชนชาวอิหร่านออกจากระบอบการปกครองปัจจุบัน เป็นเพียงแค่ข้ออ้างเพื่อนำไปสู่ผลประโยชน์อื่น ดังที่เคยได้ใช้กับเหตุการณ์การบุกอิรักในปี 2003 มาแล้ว
โจทย์สำคัญมากกว่านั้นคือ หากเปลี่ยนระบอบการปกครองแล้ว จะเป็นอย่างไรต่อไป ยาสมินมองว่า สหรัฐฯ ไม่ได้นำเสนอแนวทางในการเปลี่ยนผ่านระบอบการปกครองอิหร่านอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน จึงทำให้เกิดการตั้งคำถามต่อไปว่า เป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองที่แท้จริงคืออะไร
“มันเป็นการเปลี่ยนผ่านให้สังคมอิหร่านไปสู่ประชาธิปไตยจริงๆ หรือเป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านโดยเอาคนของสหรัฐฯ มาเป็นผู้นำแทน เพื่อให้เข้าถึงผลประโยชน์อื่นๆ ได้ง่ายมากขึ้น
“เราต้องอย่าลืมว่า อิหร่านเป็นหนึ่งในประเทศที่มีปริมาณน้ำมันสูง ซึ่งไม่ต่างจากเวเนซุเอลา ยังไม่นับรวมประเด็นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ที่อิหร่านมีช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญในการขนย้ายสินค้า”
นอกจากนี้ ยาสมินอธิบายเพิ่มเติมว่า หนึ่งในนโยบายต่างประเทศที่สำคัญของสหรัฐฯ คือการสนับสนุนอิสราเอลมาตลอด เนื่องจากกลุ่มผลประโยชน์ที่มีบทบาทต่อการเมืองสหรัฐฯ มากที่สุดคือ กลุ่มชาวยิวไซออนิสต์ ดังนั้นการจำกัดอำนาจของอิหร่านจึงเป็นอีกวิธีสำคัญ ที่ช่วยป้องกันไม่ให้มีอำนาจใดสามารถขึ้นมาท้าทายอิสราเอลได้อีกต่อไป ซึ่งอิหร่านถือเป็นประเทศที่มีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่ออิสราเอลมากที่สุด ในบรรดาของกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง
อนาคตต่อไปของอิหร่าน: ระบอบการปกครองที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก
สำหรับเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของอิหร่าน ยาสมินมองว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ‘ค่อนข้างยาก’ เนื่องจากระบอบการปกครองของอิหร่านมีโครงสร้างและสถาบันที่ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งมีความแตกต่างจากกรณีของอิรักที่มีการยึดโยงระบอบการปกครองไว้เพียงแค่ตัวผู้นำอย่าง ซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein) อดีตประธานาธิบดีอิรัก และเมื่อฮุสเซนเสียชีวิตลง จึงทำให้ตัวแสดงจากภายนอกเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบอบได้ง่าย
ภาพเหล่านี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจน ภายหลังการประกาศการเสียชีวิตของคาเมเนอี เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ก็มีการแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวขึ้นดำรงตำแหน่งแทนในทันที สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า อิหร่านให้ความสำคัญกับ ‘ตำแหน่ง’ ในฐานะสถาบัน มากกว่า ‘ตัวบุคคล’ ส่งผลให้กระบวนการสานต่ออำนาจดำเนินต่อไปได้อย่างไม่สะดุด

นอกจากนี้ แม้อิหร่านจะมีผู้นำสูงสุดเป็นศูนย์กลางของอำนาจ แต่ประเทศยังคงมีกลไกทางการเมืองอื่นทำหน้าที่ควบคู่กัน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดี การทำงานของรัฐสภา และบทบาทของสถาบันศาสนา ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยให้ระบอบการปกครองสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง
“ปัจจัยเหล่านี้จึงทำให้การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของอิหร่านเป็นเรื่องที่ยากกว่ากรณีอื่นๆ”
อย่างไรก็ตาม ยาสมินวิเคราะห์ต่อไปว่า หากในอนาคตสหรัฐฯ ยังคงใช้กำลังทางทหารอย่างต่อเนื่องและยืดเยื้อ อิหร่านก็อาจต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากศักยภาพและขีดความสามารถทางทหารของทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร
ในขณะเดียวกัน แม้ว่าภาคประชาชนจะมีทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลอิหร่าน อย่างไรก็ตาม อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี เชื่อว่า ประชาชนชาวอิหร่านโดยมากไม่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงประเทศที่เกิดจากตัวแสดงจากภายนอกอย่างสหรัฐฯ และอิสราเอล เนื่องจาก ประชาชนชาวอิหร่านจำนวนมากต่างเรียนรู้บทเรียนจากหน้าประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะผลลัพธ์อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นในอิรัก ลิเบีย หรือแม้กระทั่งอัฟกานิสถาน ซึ่งล้วนเผชิญความไม่มั่นคงภายหลังการแทรกแซงจากภายนอก
ความซับซ้อนอาจทำให้สงคราม ‘ยืดเยื้อ’: บทบาทของตัวแสดงอื่นทั้งในและนอกภูมิภาค
เมื่อขยายภาพให้กว้างขึ้นเพื่อพิจารณาสถานการณ์ในระดับภูมิภาค ยาสมินชวนมองว่า ความซับซ้อนของตัวละครและความขัดแย้งได้เพิ่มมากขึ้น เมื่อหลายประเทศในตะวันออกกลางที่เป็นที่ตั้งฐานทัพของสหรัฐฯ ถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้ง และกำลังเผชิญกับการถูกละเมิดบูรณภาพดินแดนจากอิหร่าน แม้ในตอนนี้ยังไม่ได้เห็นการตอบโต้กลับอิหร่านจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง แต่อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เตือนว่า หากมีการเริ่มโต้กลับเกิดขึ้นจริง สิ่งนี้คงจะไม่ใช่สัญญาณที่ดีต่อเสถียรภาพของภูมิภาคนี้มากนัก
ขณะที่กลุ่มพันธมิตรของอิหร่านอย่างกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ (Hezbollah) ในเลบานอน และกลุ่มฮูตี (Houthis) จากเยเมน ก็ลุกฮือขึ้นมาตอบโต้กลับ ซึ่งจะยิ่งเพิ่มระดับความตึงเครียดและความรุนแรงของสถานการณ์ โดยเฉพาะต่อยุทธศาสตร์ของอิสราเอลที่ต้องรับมือกับแรงกดดันจากหลายแนวรบ อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง ยาสมินวิเคราะห์ว่า การผนึกกำลังกันระหว่างกองทัพ IRCG ของอิหร่าน กลุ่มเฮซบอลเลาะห์ และกลุ่มฮูตีอาจกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เพิ่มต้นทุนของความขัดแย้ง จนผลักดันให้ทุกฝ่ายจำเป็นต้องหันกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา
“สิ่งนี้อาจจะเป็นตัวช่วยที่ทำให้อิสราเอลยอมเข้าสู่โต๊ะเจรจามากขึ้น เพราะจะบีบให้อิสราเอลต้องหันมาทำสงครามหลายด้าน แต่เราก็ต้องยอมรับด้วยว่า ศักยภาพของฝั่งอิหร่านและพันธมิตรในการต่อรองสหรัฐฯ และอิสราเอลก็อาจจะไม่ได้มากขนาดนั้น”
สำหรับบทบาทของมหาอำนาจอย่างจีนและรัสเซีย ยาสมินมองว่า บทบาทของทั้ง 2 ชาตินี้ก็ถือว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน แม้ที่ผ่านมาเราจะเห็นท่าทีจากทั้ง 2 ประเทศในลักษณะของการประณามและเรียกร้องให้ยุติความรุนแรง แต่ก็ไม่อาจมองข้ามได้ว่า ผลประโยชน์ของจีนและรัสเซียในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้นมีมูลค่าและนัยสำคัญอย่างมหาศาล
“มันค่อนข้างน่าสนใจว่า ทิศทางของทั้ง 2 ประเทศจะเป็นอย่างไร
“ถ้า 2 ตัวละครนี้ไม่ได้เข้ามาสนับสนุนโดยตรง คงเป็นเรื่องยากสำหรับอิหร่านที่จะยืนระยะในการทำสงครามครั้งนี้ แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามที่จีนและรัสเซียเข้ามาสนับสนุนอย่างเปิดเผย เหตุการณ์คงจะไปอีกระดับหนึ่งเลย และก็คงจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของโลกมากขึ้น”
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ยังเสริมอีกว่า สงครามครั้งนี้น่าจะมีแววยืดเยื้อกว่าที่ผ่านมา เนื่องจากการเสียชีวิตของผู้นำทางจิตวิญญาณของอิหร่านเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐบาลต้องเดินหน้าต่ออย่างเต็มกำลัง เพราะนี่ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งทางทหาร แต่เป็นเดิมพันต่อความชอบธรรมและความอยู่รอดของระบอบการปกครองเอง

“แต่อย่างไรก็ตาม ควรจะต้องมีตัวกลางที่มีศักยภาพในการดึงทั้ง 2 ฝ่ายมาเจรจากันได้อีกครั้ง อย่างโอมานหรือตุรกี หรืออาจจะเป็นตัวแสดงอื่นๆ ที่มีความสามารถมากกว่านี้ เพื่อทำให้สงครามมันอ่อนลงกว่านี้
“อีกปัจจัยสำคัญ คือเสียงต่อต้านของชาวอเมริกันภายในสหรัฐฯ เนื่องจากทรัมป์เองก็คงต้องการฐานเสียงสำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้” ยาสมินกล่าว
บทบาทและบทเรียนของไทยในฐานะประชาคมโลก
สำหรับสถานการณ์ในครั้งนี้ ยาสมินยืนยันว่า แม้ว่าไทยจะได้รับกระทบทางด้านน้ำมันและภาพรวมทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งในครั้งนี้ แต่ไทยควรวางตัวเป็นกลางต่อสถานการณ์และควรจะต้องยึดหลักคุณค่าสากลและกฎหมายระหว่างประเทศ กล่าวคือ ไทยควรเน้นย้ำจุดยืนที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการละเมิดบูรณภาพดินแดนของรัฐอื่นไม่ว่าจะกรณีใดๆ ก็ตาม ผ่านนโยบายการต่างประเทศของไทยเอง
“ไทยในฐานะประเทศขนาดกลางและเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติควรยึดหลักคุณค่าสากล มันคือเรื่องที่จำเป็น
“และเราควรจะต้องแสดงจุดยืนเหมือนกับประเทศอื่นๆ ที่ปฏิเสธไม่ให้สงครามนี้มันยืดเยื้อหรือยาวนานจนเกินไป จนสังคมโลกอาจจะรับไม่ไหวกับผลกระทบที่ตามมา”
ยาสมินยังกล่าวเสริมอีกว่า ในมิติของการวางแผนระยะยาว โดยเฉพาะนโยบายการส่งแรงงานไทยเข้าไปทำงานในพื้นที่ความขัดแย้งที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดสงครามอยู่ตลอดเวลา หรือในประเทศที่มีข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ นับเป็นความเสี่ยงโดยตรงต่อชีวิตและความปลอดภัยของแรงงานไทย ดังนั้น รัฐบาลควรทบทวนมาตรการและกลไกการประเมินความเสี่ยงดังกล่าวอย่างรอบคอบ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของพลเรือนอย่างเป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยควรยกระดับความรวดเร็วในการประเมินสถานการณ์และการตัดสินใจเชิงนโยบาย เนื่องจากในเหตุการณ์ครั้งล่าสุด การอพยพเกิดขึ้นหลังจากมีการโจมตีแล้ว ขณะที่หลายประเทศได้สั่งการให้พลเรือนเดินทางออกนอกพื้นที่ล่วงหน้าเป็นระยะหนึ่งแล้ว ประเด็นนี้จึงควรถูกนำไปเป็นบทเรียนสำคัญ เพื่อพัฒนาระบบการเตือนภัยและการบริหารจัดการภาวะวิกฤตในอนาคต
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์แสดงความคิดเห็นทิ้งท้ายเอาไว้ว่า เรากำลังเข้าใกล้จุดที่ระเบียบโลก (International Order) กำลังเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจจะมีแนวโน้มที่ทำให้เกิดสงครามใหญ่ในภายภาคหน้า
“ประเทศต่างๆ ต้องช่วยเหลือตัวเองมากขึ้น เรากำลังกลับไปสู่ยุคที่สถาบันระหว่างประเทศไม่มีความหมาย แต่อย่างไรก็ตาม เรายังคงเชื่อถึงศักยภาพของกลุ่มประเทศอำนาจขนาดกลาง (Middle Power) ที่จะออกมาส่งเสียงเพื่อรักษาระเบียบโลกแบบเดิมเอาไว้”
Tags: อิหร่าน, Israel, อิสราเอล, Iran, Us, สหรัฐ, Analysis, สงครามอิหร่านสหรัฐ




