เมื่อโลกออนไลน์กลายเป็นสนามอารมณ์
ในยุคที่สื่อสังคมออนไลน์ Facebook, Instagram, X (Twitter), TikTok, LINE, Discord และ Telegram กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การโพสต์ แชร์ หรือแสดงความคิดเห็น จึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมยามว่างคลายเหงาอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นพื้นที่ทางสังคมที่ผู้คนใช้แสดง ‘ตัวตนอีกด้านหนึ่ง’ ในการสร้างภาพลักษณ์ สร้างการต่อรองกับอำนาจ และกำหนดสถานะของตนในสังคมได้ด้วย การโพสต์หรือการแชร์กิจกรรมต่างๆ บนสื่อสังคมออนไลน์จึงไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอย่างที่เคยเข้าใจกันอีกต่อไป เพราะเส้นแบ่งระหว่างพื้นที่ส่วนตัวกับพื้นที่สาธารณะ มักเริ่มเลือนรางหายไปเมื่อคุณเริ่มใช้โซเชียลมีเดีย
ผู้เขียนมีประสบการณ์จากคนรอบตัว ทั้งที่เคยถูกนำภาพส่วนตัวไปโพสต์ประจานในโลกสังคมออนไลน์ทาง Facebook จนให้เสื่อมเสียชื่อเสียง เพียงเพราะรู้จักสนิทสนมกับคนที่เป็นหนี้แล้วไม่ยอมจ่าย จนทำให้โดนด่าแบบโดนหางเลขไปด้วย และคนที่กระทำความผิดเสียเอง โดยโพสต์ข้อความบนหน้าเพจ Facebook เรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ และมีข้อความกล่าวหาลูกหนี้ว่าเป็น ‘คนขี้โกงไม่ชำระหนี้’ สุดท้ายแม้จะทำให้ได้เงินที่ยืมคืน แต่ก็ยังคงถูกลูกหนี้ฟ้องดำเนินคดีอาญากลับเช่นกัน หรือการโพสต์ข้อความลอยๆ ในกลุ่ม Line โดยไม่ได้เอ่ยถึงชื่อใครว่า ‘อีเมียน้อย’ ใต้ภาพที่บุคคลอื่นแชร์ภายในกลุ่ม ก็อาจถูกฟ้องดำเนินคดีได้เช่นกัน หากบริบทและข้อมูลแวดล้อมทำให้ผู้อ่านทั่วไปสามารถเชื่อมโยงได้ว่าเป็นใคร
ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าต่อให้ไม่เอ่ยชื่อ ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย แต่หากข้อความนั้นทำให้บุคคลใดเสื่อมเสีย ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง จนทำให้ถูกลดคุณค่าทางสังคมก็อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทได้ทั้งสิ้น
ลบแล้วไม่จบ: ร่องรอยดิจิทัลกับการตามหาตัวผู้โพสต์
‘ข้อความ’ ที่เข้าข่ายหมิ่นประมาทผู้อื่นนั้น แม้ผู้โพสต์จะลบข้อความในภายหลัง แต่อย่าลืมว่าร่องรอยดิจิทัล (Digital Footprint) ยังคงอยู่เสมอ ทั้งจากภาพหน้าจอ (Screenshot), ระบบบันทึกข้อมูลของแพลตฟอร์ม หรือข้อมูลการเข้าสู่ระบบผ่าน IP Address ถึงแม้ว่าในปัจจุบันการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดทางออนไลน์ยังคงมีข้อจำกัดว่า หากเราไม่ทราบหรือไม่รู้จักว่าผู้โพสต์คือใคร มีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ ก็จะส่งผลให้การดำเนินเกิดความล่าช้า เพราะไม่สามารถสืบหาตัวผู้กระทำความผิดได้
อีกทั้งในทางปฏิบัติการสืบค้นร่องรอยการใช้งานได้ผ่าน IP Address หรือการตรวจสอบการล็อกอิน การใช้งานบนแพลตฟอร์มออนไลน์จากเครื่องคอมพิวเตอร์/ โทรศัพท์ ยังคงต้องมีการขอหมายศาลและพนักงานสอบสวน จึงจะสามารถขอตรวจสอบ IP Address ต่อเจ้าของแพลตฟอร์มผู้ให้บริการได้ ซึ่งต้องใช้เวลานาน กระบวนการนี้จึงมักถูกใช้กับคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ร้ายแรงมากกว่าคดีหมิ่นประมาททั่วไป ทำให้คดีหมิ่นประมาทหลายคดีล่าช้าและบางครั้งก็ไม่สามารถระบุตัวผู้กระทำได้ อย่างไรก็ตาม หากผู้เสียหายรู้ตัวผู้โพสต์และมีหลักฐานเพียงพอ การดำเนินคดีก็สามารถเริ่มต้นได้ทันที และนั่นคือจุดเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรม
กฎหมายไทยกับการดำเนินคดีหมิ่นประมาทออนไลน์
ภายใต้หลักกฎหมายอาญาของไทย ‘การโพสต์ข้อความ’ หรือ ‘การแสดงความเห็น’ ถึงผู้อื่นในทางไม่ดีบนหน้าสื่อออนไลน์ของตนเอง สื่อสาธารณะ หรือในกลุ่มเฉพาะ จนทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ถือว่าเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ[1] และกรณีเปิดโพสต์เป็นสาธารณะก็จะมีโทษสูงขึ้นคือ จำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท[2] อย่างไรก็ดีแม้กฎหมายจะเปิดช่องให้แสดงความคิดเห็นโดยสุจริตได้โดยไม่ผิดฐานหมิ่นประมาท เช่น การแสดงความคิดเห็นเพื่อปกป้องสิทธิ์ของตนเอง การติชมโดยเป็นธรรม หรือการเตือนภัยเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ก็มีเงื่อนไขสำคัญคือ ห้ามพิสูจน์หากเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ[3] หรือหากผู้โพสต์ข้อความสามารถพิสูจน์ได้ว่า ข้อความที่กล่าวหาเป็นความจริง ผู้นั้นก็ไม่ต้องรับโทษ แต่ยังคงมีเงื่อนไขสำคัญว่า ห้ามพิสูจน์หากข้อความนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวและการพิสูจน์ไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน[4] เช่น การกล่าวถึงผู้เสียหายว่าเป็นคนขี้โกงยืมเงินแล้วไม่ยอมคืน ซึ่งถือเป็นเรื่องส่วนตัวแม้จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องจริงก็ห้ามพิสูจน์ จะเห็นได้ว่า กฎหมายหมิ่นประมาทมุ่งคุ้มครองผู้เสียหาย ไม่ว่าข้อความนั้นจะจริงหรือไม่จริงก็ผิดฐานหมิ่นประมาทได้
คดีหมิ่นประมาท ถือว่าเป็นความผิดต่อส่วนตัวและสามารถยอมความกันได้ตลอดเวลาจนกว่าคดีจะถึงที่สุด โดยมีขั้นตอนการดำเนินการตามกฎหมายคือ ผู้เสียหายจะต้องแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดภายในกำหนด 3 เดือนนับจากรู้เรื่องและรู้ตัวคนร้าย มิเช่นนั้นแล้วสิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป[5] หรือหากผู้เสียหายประสงค์จะฟ้องร้องดำเนินคดีเอง ก็ต้องฟ้องร้องต่อศาลภายในกำหนด 3 เดือนด้วยเช่นกัน และศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีหมิ่นประมาทนั้น โดยส่วนใหญ่จะเป็นศาลในพื้นที่เดียวกันกับที่มีการแจ้งความร้องทุกข์
สำหรับกรณีที่มีการโพสต์ข้อความหรือแสดงความคิดเห็นบนหน้าสื่อโซเชียลฯ ที่ไม่ได้มีการเปิดเป็นสาธารณะ ผู้เสียหายสามารถเข้าแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่มูลคดีเกิดขึ้น ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของผู้เสียหายหรือสถานที่ที่เปิดอ่านข้อความหมิ่นประมาทนั้น เช่น พักอาศัยอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา แต่มีคนโพสต์ข้อความหมิ่นประมาททางออนไลน์ และผู้เสียหายรู้จักว่า บุคคลนี้คือใครและอาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ ผู้เสียหายสามารถแจ้งความร้องทุข์และดำเนินคดีได้ที่จังหวัดนครราชสีมา แต่หากการโพสต์ข้อความหรือแสดงความคิดเห็นบนหน้าเพจที่เปิดเป็นสาธารณะ เท่ากับว่าทุกสถานที่ที่เปิดอ่านข้อความนั้นถือเป็นมูลคดีเกิดขึ้นได้ทั่วประเทศไทย ผู้เสียหายจะแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีที่ใดก็ได้[6]
บทส่งท้าย เมื่อทุกคำพูดบนสื่อโซเชียลฯ มีราคาที่ต้องจ่าย: เงิน เวลา ศักดิ์ศรีและตัวตน
ในโลกออนไลน์ที่การพิมพ์ข้อความทำได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว คำพูดหนึ่งประโยคอาจเดินทางไปไกลกว่าที่ผู้โพสต์คาดคิดและทิ้งร่องรอยไว้ยาวนานกว่าที่ตั้งใจไว้ การถูกดำเนินคดีในความผิดฐานหมิ่นประมาทจึงเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าที่หลายคนคิด ทว่ากระบวนการยุติธรรมกลับกินเวลายาวนานนับตั้งแต่การแจ้งความร้องทุกข์ การสอบสวนไปจนถึงชั้นศาล ซึ่งมักใช้เวลามากกว่า 3 เดือนและอาจลากยาวเป็นปีหากไม่สามารถตกลงยอมความกันได้
ภาพของการเผชิญหน้ากันในศาลของคู่ความหรือคู่กรณี การกล่าวคำขอโทษ การก้มกราบ น้ำตาและการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนด้วยเงิน จึงเป็นความจริงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสังคมไทย ผู้กระทำความผิดหลายคนยอมวางศักดิ์ศรีและตัวตนลงต่อหน้าผู้เสียหาย เพื่อแลกกับการจบคดีโดยเร็ว เพราะรู้ดีว่าหากเดินหน้าต่อ คดีความอาจจะไม่จบลงโดยง่าย หากผู้เสียหายไม่ยินยอม และอาจต้องรับโทษถึงขั้นต้องติดคุก เสียเงินค่าปรับและยังต้องจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหายอีก อีกทั้งการต่อสู้คดียังเต็มไปด้วยต้นทุนแฝงทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าเสียโอกาสจากการลางานหรือขาดรายได้ รวมถึงความเครียดสะสมจากการต้องไปขึ้นศาลตามกำหนด ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วอาจกลายเป็นภาระทางเศรษฐกิจที่หนักหนาเกินกว่าที่ใครหลายคนคาดคิด
สุดท้ายนี้ ‘ข้อความ’ ที่โพสต์ลงบนสื่อสังคมออนไลน์ อาจไม่ใช่เพียงการระบายอารมณ์เพื่อความสะใจในชั่วขณะเท่านั้น หากแต่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นหนี้สินก้อนโต ความสัมพันธ์ที่พังทลายลงหากคู่กรณีเคยมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาก่อน ศักดิ์ศรีและตัวตนที่ต้องวางลงต่อหน้าคู่กรณีและบุคคลอื่น รวมถึงเวลาจำนวนไม่น้อยที่ต้องสูญเสียไปในกระบวนการยุติธรรม ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องแลกมาเพื่อเสรีภาพในการใช้ชีวิตต่อไป
ฉะนั้นการยับยั้งชั่งใจและมีสติในการโพสต์ข้อความ อาจไม่ใช่แค่เรื่องของมารยาททางสังคม แต่ยังเป็นทักษะพื้นฐานในการเอาตัวรอด เพราะท้ายที่สุดแล้ว ‘ราคาของคำพูด อาจแพงกว่าที่เราคิดเสมอ’
เชิงอรรถ
[1] ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326
[2] ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328
[3] ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329
[4] ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 330
[5] ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93
[6] ประมุข ทัศนปริชญานนท์. ปัญหาเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลในคดีความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา.https://library.coj.go.th/pdf-view.html
Tags: สื่อสังคมออนไลน์, หมิ่นประมาทออนไลน์, กฎหมายหมิ่นประมาท, คดีหมิ่นประมาทออนไลน์, สื่อออนไลน์, สังคมออนไลน์, กฎหมาย, หมิ่นประมาท, Rule of Law




