วันนี้ (11 กุมภาพันธ์ 2026) Khmer Times สำนักข่าวภาษาอังกฤษของกัมพูชา วิเคราะห์ผลการเลือกตั้งของประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคอนุรักษนิยม สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกชาตินิยมของประชาชนชาวไทย นอกจากนี้การจัดตั้งรัฐบาลที่นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย อาจสร้างความตึงเครียดให้กับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชามากขึ้นในอนาคต
Khmer Times รายงานเพิ่มเติมว่า แม้โพลสำรวจความนิยมของพรรคภูมิใจไทยก่อนวันเลือกตั้งจะไม่ได้รับความนิยมเท่าใดนัก แต่ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคภูมิใจไทยสามารถคว้าที่นั่ง สส.ได้มากถึง 194 ที่นั่ง ขณะที่พรรคประชาชนในฐานะพรรคเสรีนิยม พ่ายแพ้ให้กับพรรคภูมิใจไทย โดยคว้าที่นั่ง สส.ได้เพียงแค่ 118 ที่นั่ง
ในรายงานดังกล่าวยังระบุอีกด้วยว่า ที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยหาเสียงด้วยการชูนโยบายหลักเรื่องชาตินิยม จากสถานการณ์ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นระหว่างชายแดนไทย-กัมพูชา ถึงแม้ว่าประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งรวมไปถึงภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัวจากกำแพงภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และการเติบโตของ GDP ที่ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน
ก่อนหน้านี้ในช่วงเดือนธันวาคม 2025 อนุทินในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี มีบทบาทสำคัญในการจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาและความขัดแย้งระหว่าง 2 ชาติ
ไมเคิล อัลฟาโร (Michael Alfaro) ล็อบบี้ยิสต์ของสหรัฐฯ แสดงความคิดเห็นต่อผลการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทยว่า “วันของอนุทินมาถึงโดยไม่มีใครตั้งตัวได้ทัน ซึ่งมาพร้อมกับลัทธิชาตินิยมและปัญหาชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
“หากความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต ต้นทุนความเสียหายไม่สามารถวัดได้จากสถานการณ์ทางการเมืองอีกต่อไปแล้ว แต่คงต้องวัดจากความเสียหายของพลเรือน
“ผมยังคงคาดหวังถึงสันติภาพ แต่สันติภาพคงเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีการตัดสินใจที่เด็ดขาด และประวัติศาสตร์กำลังจะถูกตัดสินจากสิ่งที่ผู้นำจะทำต่อไป” อัลฟาโรกล่าว
ด้าน คิน เพีย (Kin Phea) ผู้อำนวยการประจำสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งกัมพูชา ระบุว่า ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยสะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนชาวไทยจำนวนมากสนับสนุนการรุกรานกัมพูชา
“ในระหว่างการหาเสียง อนุทินและสมาชิกพรรคพยายามใช้วาทกรรมเกี่ยวกับสงครามและความรุนแรงเสมอมา และผลที่ปรากฏออกมาก็ชี้ชัดแล้วว่า ประชาชนไทยสนับสนุนสงครามกับกัมพูชา” เพียกล่าว อีกทั้งเขายังคาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะใช้จุดยืนที่แข็งกร้าวกับกัมพูชามากขึ้น
เพียยังออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชารักษาความเป็นเอกภาพและเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ใดๆ ก็ตามที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เช่นเดียวกับการพยายามสร้างความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจและพึ่งพาตนเองให้มากขึ้น
“เราไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ของการปะทะกันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในอนาคต หากอนุทินยังคงดำรงตำแหน่งนายกฯ ของประเทศไทย เขาจะนำปัญหานี้กลับมาสู่กัมพูชา รวมไปถึงการสร้างความท้าทายทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางการทูตที่แย่ลง”
ขณะที่ ยุก ชาง (Youk Chhang) ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลกัมพูชา กล่าวว่า ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ใช่ปัจจัยหลักปัจจัยเดียวที่กำหนดผลการเลือกตั้งของประเทศไทย ทว่าปัญหาชายแดนเป็นเพียงสิ่งที่ถูกนำมาใช้ต่อสู้ระหว่างพรรคการเมืองภายในประเทศเท่านั้น
ยุกวิเคราะห์ว่า การมองการเมืองไทยอย่างครอบคลุมต้องเข้าใจว่าประเทศไทยพยายามนำประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชามาใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง ภายใต้กรอบเรื่องชาตินิยม อีกทั้งไทยต้องการให้ข้อขัดแย้งเพียงเล็กน้อย เช่น การเหยียบทุ่นระเบิดหรือการปะทะเล็กน้อยบริเวณชายแดน กลายเป็นเรื่องที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ
ดังนั้นการเลือกตั้งของประเทศไทยจึงไม่ใช่จุดจบของความขัดแย้งในครั้งนี้ แต่กลับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญมากกว่า
“ข้อพิพาทระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับปัญหาชายแดนที่ยืดเยื้อมาหลายชั่วอายุคน ไม่สามารถแก้ไขได้เพียงแค่เหตุการณ์เดียว เช่น การเลือกตั้งหรือแม้แต่การลงนามสันติภาพ” เขาระบุ
ยุกเสนอว่า “กัมพูชาจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์ให้ครอบคลุมหลายด้าน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่พร้อมรับมือกับแรงกดดันจากหลายๆ ทาง ทั้งทางการเมือง การทูต เศรษฐกิจ การทหาร ไปจนถึงสังคมและวัฒนธรรม
“เราขอยืนยันว่า การที่กองทัพไทยเข้ายึดครองพื้นที่อย่างน้อย 14 พื้นที่ภายในกัมพูชา ถือเป็นการละเมิดเจตนารมณ์ของข้อตกลงหยุดยิง” เขากล่าวทิ้งท้าย
ที่มา:
Tags: กัมพูชา, ไทย, ชาตินิยม, Cambodia, เลือกตั้งประเทศไทย69, พรรคภูมิใจ, ปัญหาชายแดน




