ในรายการ House of Cards เกมพลิกอำนาจ LIVE ทาง The Momentum รับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงมุมมองต่อประเด็นการทำประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมถึงการโหวตเชิงยุทธศาสตร์ให้กับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย
อรรถวิชช์ระบุว่า ส่วนตัวมองว่าประชาชนควรดูให้ดี เพราะมองว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ไม่ใช่การแก้ไข แต่เป็นการฉีกรัฐธรรมนูญ โดยตั้งข้อสังเกตว่า นักการเมืองไม่กล้าพูดกับประชาชนตรงๆ ว่า พวกเขาต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราใด จึงตั้งคำถามประชามติที่ถามว่า ต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นเพียงพรรคการเมืองเดียวที่ไม่เห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
“นักการเมืองเขาโกหกท่าน เขาขี้ขลาด ความจริงแล้วการแก้รัฐธรรมนูญต้องบอกว่า แก้เรื่องอะไร และการแก้ไขบางเรื่อง แก้ไขรายมาตรา ก็ไม่ต้องทำประชามติ เรื่องหลักๆ ที่ต้องทำประชามติ เช่น โครงสร้างประเทศ สถาบันพระมหากษัตริย์ เรื่องคุณสมบัตินักการเมืองอย่างจริยธรรม หรือเรื่องศาลองค์กรอิสระพวกนี้ต้องทำประชามติ
“แต่นักการเมืองเขาไม่บอกคุณว่า เขาจะแก้เรื่องอะไร เขาหลบ แล้วก็ไปอ้างว่าจะให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”
อรรถวิชช์กล่าวต่อว่า ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องทำประชามติ 3 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งใช้เงินราว 3,000 ล้านบาท เมื่อรวมการทำประชามติครบทั้ง 3 ครั้ง อาจสูญเสียงบประมาณรวมกันในการจัดทำประชามติราว 3 หมื่นล้านบาท
“เราเอาเงินไปทำอย่างอื่นเพื่อช่วยเหลือประเทศชาติไม่ดีกว่าเหรอ เป็นเพราะนักการเมืองปอดแหก ไม่บอกว่าจะแก้ไขอะไร ถ้าบอกก็จบไปแล้ว ผมยกตัวอย่าง หากจะแก้กฎหมายให้คดีการเมืองจากศาลรัฐธรรมนูญไปอยู่กับศาลยุติธรรม ก็ให้มาโหวตกัน ตอนนี้ สว.แต่งตั้ง 250 คน เลือกนายกฯ ก็ไม่มีแล้ว ถ้าอยากให้ สว.ที่มาจากการเลือกตั้งกลุ่มอาชีพไม่สามารถถอดถอนหรือตั้งองค์กรอิสระได้ก็ถามทีละข้อ ให้ประชามติเกิดพร้อมกับการเลือกตั้งจะเสียเงินน้อยมาก” อรรถวิชช์ระบุ
นอกจากนี้เขายังกล่าวถึงการแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ โดยชี้ว่า พรรคภูมิใจไทยรวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ยังคงไม่ชัดเจนในประเด็นนี้ โดยอรรถวิชช์ชี้ว่า แม้พรรคภูมิใจไทยจะกล่าวว่า ตนจะแก้รัฐธรรมนูญโดยไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 แต่พรรคภูมิใจไทยก็นำเสนอคำถามประชามติ ซึ่งตนมองว่าไม่ใช่คำถามเพื่อแก้ไข แต่เป็นการฉีกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ผู้บริหารพรรคบางส่วนระบุว่า เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
สำหรับกระแสจากฟากฝั่งอนุรักษนิยมที่รณรงค์ให้โหวตเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Vote) แคนดิเดตนายกฯ จากพรรครวมไทยสร้างชาติมองว่า ให้ฝ่ายอนุรักษนิยมรวมเสียงกันที่พรรคภูมิใจไทยนั้นเป็นไปไม่ได้ และชี้ว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ใช่ตัวแทนที่แข็งแรงของฝ่ายอนุรักษนิยม หากดูจากการสนับสนุนให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งยังชี้ว่า ในอนาคตพรรคภูมิใจไทยมีโอกาสร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาชน
“แค่รัฐธรรมนูญยังชัดเลย ที่บอกว่าจะปกป้องหมวดที่ 1 หมวดที่ 2 แต่คำถามประชามติก็ส่งไปให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเองว่าจะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็คือฉีกรัฐธรรมนูญหรือเปล่า แล้วถามว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ก็เกิดจากข้อตกลง MOA ที่คุณทำกับพรรคประชาชน ซึ่งคุณก็เอาตามนั้น เผื่อว่าในอนาคตพรรคประชาชนกับคุณอาจจะอยู่ได้กันก็ไม่รู้หรอก
“มาดูฝั่งสีส้ม สีส้มก็บอกรัฐบาลประชาชน ตอนนี้ตั้งรัฐมนตรีเสร็จแล้วอาจจะเป็นรัฐบาลพรรคเดียว ท่านเป็นพรรคเดียวไม่ได้หรอกตามคณิตศาสตร์ทางการเมือง ถ้าได้เสียงเกินครึ่งสภาฯ ก็จะเป็นรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพอยู่ดี ยังไงท่านก็ต้องหาพรรคร่วม”
อรรถวิชช์ยืนยันว่า พรรครวมไทยสร้างชาติยืนหยัดไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการตีเช็คเปล่า เนื่องจากไม่มีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประชาชนได้เห็น ไม่เหมือนกับช่วงจัดทำประชามติรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 พร้อมกับเชิญชวนให้ประชาชนนำ สส.รวมไทยสร้างชาติกลับเข้าสภาฯ อีกครั้ง เพื่อให้มาสู้กับทุนใหญ่
“หวังว่าการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์เป็นตัวชี้วัด ที่พรรคผม สส.หายไป เพราะทุนไม่มี เพราะเราสู้กับทุนใหญ่ วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้จึงอยากให้ท่านนำ สส.กลับมาให้รวมไทยสร้างชาติ เบอร์ 6 เราไม่โกหก”
ส่วนประเด็นที่ก่อนหน้านี้ พรรครวมไทยสร้างชาติมี สส.มากกว่า 36 คน แต่ ณ ปัจจุบันกลับกระจัดกระจายไปอยู่ตามพรรคอื่นๆ จนเกือบทั้งหมด คงเหลือ สส.ล็อตสุดท้ายเพียง 3 คน อรรถวิชช์ระบุว่า ก่อนหน้านี้พรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคลุงตู่ (พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ทำให้มีกลุ่มการเมืองตามลุงตู่เข้ามากันเยอะ อย่างไรก็ตาม ระหว่างทางพรรครวมไทยสร้างชาติทะเลาะกับทุนใหญ่เยอะมาก ก่อนยุบสภาฯ จึงเหลือ สส.เพียง 3 คน
“ทุนพลังงานเป็นเรื่องสำคัญในบ้านเรา แล้วเราจัดหนักเข้าไป ก็เป็นเรื่องใหญ่
“ตอนเป็นรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ผมก็ซัดคุณประยุทธ์เรื่องนโยบายพลังงานหนักมาก แต่พอคุณพีระพันธุ์ (สาลีรัฐวิภาค) เป็นรัฐมนตรีเอง เขาทำนโยบายสวนทางกับรัฐบาลเดิม ผมก็เอาด้วย อย่างไรก็ตาม พอทะเลาะกับนายทุนหนักเข้า สส.ก็ไปกันหมด ดูดเป็นไดโว่หมด ผมยังอยู่ต่อ เราก็ยืนยันในสิ่งที่เราเชื่อ”
ส่วนสาเหตุที่ยังอยู่ อรรถวิชช์ระบุว่า จำเป็นต้องอยู่ช่วยพีระพันธุ์ เพราะช่วยตั้งแต่เริ่มทำเรื่องลดค่าไฟฟ้า ตั้งแต่วันที่ค่าไฟอยู่ที่ 4.70 บาทต่อหน่วย จนถึงวันที่ออกจากตำแหน่งอยู่ที่ 3.94 บาทต่อหน่วย เท่ากับลดถึง 16% ไม่มีรัฐมนตรีคนไหนที่ลดค่าไฟได้มากขนาดนี้
“แล้วประเทศไทย รัฐผลิตเองได้ 29% ที่เหลือคือเอกชน เรากำลังทำให้เทรนด์มันลง ให้ไฟของเอกชนเขาถูกไปเรื่อยๆ เราก็สู้กับกลุ่มทุน เราก็สู้แบบนี้ พอคุณพีระพันธุ์ทำแบบนี้ ก็รู้สึกว่าผมไม่ปล่อยให้พี่โดดเดี่ยว และผมก็ไม่ได้อะไรกับการปฏิวัติ ผมไม่เคยอยู่กับลุงตู่ แต่วันนี้เราก็สู้ ไม่สนใจว่าจะเหลือ สส.กี่คน เราสนใจว่าจะทำอะไรให้ประชาชนแค่นั้น”
Tags: เลือกตั้ง, รวมไทยสร้างชาติ, อรรถวิชช์



