การเลือกตั้งในปี 2569 กลับมาพร้อมกับความเข้มข้นของแต่ละพรรคการเมืองในการเปิดนโยบายหาเสียง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง ความมั่นคง การทุจริตคอร์รัปชัน โดยแต่ละพรรคต่างนำเสนอนโยบายในการหาเสียงกันอย่างดุเดือด นอกจากนโยบายเด่นๆ จากพรรคการเมืองหลักแล้ว ยังมีนโยบายแปลกใหม่จากพรรคทางเลือกอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น นโยบายพิฆาตคนชั่วประหารชีวิตคนโกง, นโยบายยกเลิกแบงก์พัน, นโยบาย 39 บาทรักษาหมาแมว, นโยบายไฟฟ้าฟรี 24 ชั่วโมง ไปจนถึงนโยบายสมรสต่างดาว

The Momentum รวมนโยบายเด็ดในการหาเสียงของแต่ละพรรคมาให้ดู พร้อมชวนสังเกตว่านโยบายและการเคลื่อนไหวเหล่านี้ จะสามารถเรียกคะแนนเสียงจากประชาชนได้มากเท่าไร

1. พรรครวมไทยสร้างชาติ

หัวหน้าพรรค: พีระพันธ์ุ สาลีรัฐวิภาค 

อดีตผู้พิพากษาและนักกฎหมาย ที่เริ่มเข้าสู่เส้นทางการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ในปี 2535 ต่อมาในปี 2562 เข้ามาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนก้าวเข้าสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติในปี 2565 โดยในการเลือกตั้งปี 2569 ครั้งนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติได้ชูนโยบาย ‘พิฆาตคนชั่ว’ โทษประหารชีวิตคนโกง มาพร้อมกับ ‘เครื่องประหารหัวพยัคฆ์’ อีกทั้งยังยกระดับการจัดการนักโทษคดียาเสพติด เปลี่ยนแท่นขุดเจาะน้ำมันหมดสัมปทานในอ่าวไทย ให้กลายเป็นเรือนจำความมั่นคงสูง 

นโยบายด้านความมั่นคงอื่นๆ ที่โดดเด่นและเรียกกระแสของพรรครวมไทยสร้างชาติได้ เช่น ยกเลิก MOU 43-44 เพื่อเป็นการล้างไพ่ ยึดหลักสากลการใช้ระบบสันปันน้ำ สร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมกับรับสมัครทหารเกณฑ์เงิน 3 หมื่นบาท หากออกรบจะได้เงินเป็นภารกิจละ 2 แสนบาท

นโยบายด้านเศรษฐกิจและพลังงาน เช่น การลดค่าไฟเหลือ 3.3 บาทต่อหน่วย และราคาน้ำมันเบนซิลและดีเซลเหลือ 30 บาทต่อลิตร พร้อมชูนโยบาย ‘เสรีโซลาร์’ ในการผลิตไฟใช้เอง อีกทั้งยังมีการลบประวัติเครดิตบูโร เมื่อชำระหนี้จบสามารถกู้ใหม่ได้ทันที

2. พรรคไทยภักดี

หัวหน้าพรรค: นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม

นายแพทย์วรงค์เริ่มเข้าสู่เส้นทางการเมืองกับพรรคไทยรักไทยในปี 2544 ต่อมาในปี 2547 ได้เข้าร่วมพรรคประชาธิปัตย์จนดำรงตำแหน่ง สส. 2 สมัยของจังหวัดพิษณุโลก และลาออกจากพรรคในปี 2562 โดยในปี 2564 นายแพทย์วรงค์แถลงเปิดตัวพรรคไทยภักดี พร้อมเปิดรับสมาชิกพรรคโดยมีตนเองเป็นหัวหน้าพรรค

พรรคไทยภักดีมีนโยบายปราบโกงเช่น ‘ยกเลิกแบงก์ 500 แบงก์ 1,000’ และแก้ปัญหาเงินเทา เพราะเงินเทาส่วนใหญ่จะเก็บในรูปของเงินสด การทุจริตก็มักจะใช้เงินสดเพราะหาหลักฐานในการกระทำผิดยาก

พร้อมกับมีนโยบายอื่นๆ ที่น่าสนใจ อีก เช่น การยกเครื่องตำรวจ โดยยกเลิกการตั้งด่านเพื่อตัดวงจรส่วย นโยบายปราบสแกมเมอร์  โดยมีโทษประหารชีวิตในคดีโกงที่มูลค่าเกิน 100 ล้านบาท พร้อมเงื่อนไข ต้องประหารภายใน 15 วัน โดยไม่มีสิทธิขอพระราชทานอภัยโทษ พร้อมยกเลิกเงินบำนาญ สส.และ สว. นอกจากนี้ยังมีจุดยืนไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เนื่องจากนักการเมืองสามารถยัดไส้ได้ ประชาชนจะตามไม่ทัน ควรแก้เป็นรายมาตรามากกว่า 

3. พรรคก้าวอิสระ

หัวหน้าพรรค: กชพร เวโรจน์

พรรคก้าวอิสระนำโดย มาดามหยก-กชพร เวโรจน์ นำกราบแผ่นดินในวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ในวันรับสมัครเลือกตั้ง สส. เพื่อเป็นการรำลึกถึงทหาร แผ่กุศลถึงผู้ที่ปกป้องแผ่นดินไทย สะท้อนให้เห็นว่าการนั่งสมาธิเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทางการเมืองของพรรค 

พรรคก้าวอิสระมาพร้อมกับนโยบายเด่นๆ เช่น เร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ พัฒนาระบบการศึกษา สนับสนุนสิทธิมนุษยชน ลดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมสุขภาพ สิทธิเสรีภาพ ของประชาชนทุกกลุ่ม พร้อมนโยบายที่ผลักดันเกี่ยวกับพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน โดยการสร้างนวัตกรรมปลอดค่าไฟฟ้า 24 ชั่วโมงทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีนโยบายการปฏิรูปการเกณฑ์ทหาร ส่งเสริมมหาวิทยาลัยลูกผู้ชาย (โดยสมัครใจ) 

4. พรรคทางเลือกใหม่

หัวหน้าพรรค: ราเชน ตระกูลเวียง

ในปี 2567 ราเชน ตระกูลเวียง ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ชั่วคราว เพื่อแสดงความรับผิดชอบในกรณีที่แต่งตั้ง ‘นิกกี้ขยี้ข่าว’ หรือ ศรินทิพย์ ศรีภักดิ์ เวนไรท์ เข้ามาดำรงตำแหน่งทีมโฆษกหัวหน้าพรรค ก่อนที่จะกลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกครั้งในปี 2568 

โดยพรรคทางเลือกใหม่ชูให้มีการซื้อนิวเคลียร์ 10 ลูกเป็นนโยบายความมั่นคง เพื่อป้องปรามประเทศมหาอำนาจไม่ให้เข้ามาแทรกแซงหรือกดดันประเทศไทย มีไว้เพื่อคานอำนาจไม่ได้มีไว้ใช้งานจริง โดย มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการพรรคทางเลือกใหม่ กล่าวว่า หากประเทศไทยมีนิวเคลียร์อย่างน้อย 10 ลูก จะใช้งบประมาณราว 6,400 ล้านบาท ซึ่งมองว่าไม่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับอาวุธยุทโธปกรณ์บางชนิด เช่น เรือดำน้ำ

นอกจากนี้ยังมีนโยบายด้านการพัฒนาอวกาศของไทย ที่มีเป้าหมายว่า ภายใน 4 ปี ประเทศไทยจะสามารถสร้างยานอวกาศเพื่อขนส่งดาวเทียมและพัฒนาไปสู่การท่องเที่ยวรอบโลก อีกทั้งภายใน 8 ปี ประเทศไทยจะสามารถพัฒนายานอวกาศจนกลายเป็นการท่องเที่ยวบิน ไป-กลับดวงจันทร์ได้ และภายใน 12 ปี ประเทศไทยจะสามารถพัฒนายานอวกาศที่บิน ไป-กลับ ดาวศุกร์และดาวอังคาร

อีกทั้งยังมีนโยบาย ‘รัฐจัดหาคู่ให้ประชาชน’ สำหรับผู้ที่ไม่มีคู่ครอง ไม่ว่าจะเป็นคู่ชาย-หญิง ชาย-ชาย หรือหญิง-หญิง และยังมี ‘สมรสต่างดาว’ สำหรับผู้ที่ต้องการมีคู่สมรสเป็นมนุษย์ต่างดาว ซึ่งเพิ่มเติมมาจากนโยบายผู้หญิงมีสามีได้ 4 คน 

และนโยบายดูแลผู้สูงอายุไทย โดยการเพิ่มเงินผู้สูงอายุเป็น 3,000 บาทต่อเดือน พร้อมปรับปรุงลดอายุดึงหน้าถึงคอ 1 ครั้งต่อ 10 ปี ปรับแก้งานได้ 1 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีนโยบายส่งเสริมการมีบุตรเพิ่ม ด้วยยาบำรุงประจำเดือนกระตุ้นการมีบุตรเพิ่มสำหรับผู้หญิงวัย 36-50 ปี 

5. พรรคไทยก้าวหน้า 

หัวหน้าพรรค: วัชรพล บุษมงคล

อดีตเลขาธิการพรรคแทนคุณแผ่นดินในปี 2562 และถูกยุบพรรคไปในปี 2563 เนื่องจากปัญหาการค้างเงินค่าใช้จ่ายในการหาเสียง โดยในปี 2565 พรรคไทยก้าวหน้าถูกจัดตั้งอย่างเป็นทางการ โดยมี วัชรพล บุษมงคล เป็นหัวหน้าพรรค มีสโลแกนพรรคคือ ‘ยึดมั่น ส่งเสริม ศรัทธาการปกครองในระบบประชาธิปไตย’ พร้อมทั้งมี ปูอัด-ไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ อดีต สส.พรรคก้าวไกลที่เคยมีข้อกล่าวหาเรื่องคุกคามทางเพศเป็น สส.คนแรกของพรรคไทยก้าวหน้า

โดยในการหาเสียงของ เจ๊แมว-กุสุมาลวตี ศิริโกมุท ซึ่งเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคไทยก้าวหน้า มีการนำมาสคอตแมวจับหนู 2 ตัวมาเป็นสัญลักษณ์ และมีสโลแกนคือ “เจ๊แมวไม่กลัว เจ๊แมวกัดไม่ปล่อย เจ๊แมวไม่มีนายทุน เจ๊แมวไม่มีผลประโยชน์อะไร ทำเพื่อประชาชน เพราะฉะนั้นอยากได้คนทำงาน อยากได้คนจริงใจ เลือกเจ๊แมวพรรคไทยก้าวหน้า”

นอกจากนี้ พรรคไทยก้าวหน้ามีนโยบายสร้างงาน สร้างอาชีพ มีเป้าหมายให้คนไทยหายจนภายใน 5 ปี พร้อมขจัดแก๊งคอลเซนเตอร์ และยกระดับ รปภ.เป็นอาชีพพิเศษ ให้ได้รับการยอมรับในฐานะ ‘วิชาชีพเฉพาะ’ โดยเสนอให้จัดตั้งสภาวิชาชีพพนักงานรักษาความปลอดภัยเพื่อทำหน้าที่ดูแลและกำหนดมาตรฐานวิชาชีพอย่างเป็นระบบ อีกทั้งพรรคไทยก้าวหน้ายังให้ความสำคัญกับสิทธิประโยชน์ของทหารผ่านศึก เสนอให้มีเงินผดุงเกียรติเดือนละ 3,000 บาท เพื่อบุคคลที่เสียสละในการปฏิบัติหน้าที่

6. พรรคกรีน

หัวหน้าพรรค: พงศา ชูแนม

นักอนุรักษ์ธรรมชาติ ประธานมูลนิธิธนาคารต้นไม้ ที่ลุกขึ้นมาก่อตั้งพรรคกรีนในปี 2561 หลังจากที่เห็นความล้มเหลวของรัฐบาลในการปฏิรูป โดยมีนโยบายหลักคือ ต้นไม้เป็นทรัพย์สิน ที่ทำกินถูกต้องเป็นธรรม เกษตรกรรมสุขภาพ และสันติภาพยั่งยืน 

พรรคกรีนมีนโยบายหวยต้นไม้ (Tree Lotto) ซึ่งเป็นการชิงโชคลดโลกร้อน ให้เจ้าของต้นไม้ทำหมายเลขประจำต้นไม้ 15 หลักไม่ซ้ำกัน โดยรัฐบาลจะหมุนเลขทุกวันนักขัตฤกษ์ปีละ 18 ครั้ง อีกทั้งยังมีนโยบายบัตรคนรวยแสดงทรัพย์สินจากมูลค่าต้นไม้ คือการนำมูลค่าต้นไม้จากธนาคารต้นไม้มาใส่ไว้ในบัตร เพื่อให้ผู้ถือบัตรสามารถนำไปใช้เป็นทุนและหลักประกันทางธุรกิจ

 นอกจากนี้ ทางพรรคยังมีการชูนโยบายเรือธง ‘39 บาทรักษาหมาแมว’ ซึ่งเริ่มจากการจัดหาที่อยู่อาศัยให้กับหมาแมวจรจัด พร้อมทำหมัน ฉีดวัคซีน และตรวจสุขภาพ อีกทั้งยังเน้นย้ำว่า พรรคกรีนจะเปลี่ยนหมาแมวให้กลายเป็นผู้บริโภคภาคครัวเรือนเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย

จะเห็นได้ว่าการเตรียมตัวเลือกตั้ง 2569 ในครั้งนี้ แต่ละพรรคการเมืองไม่ได้แข่งขันกันเพียงแค่นโยบาย แต่ยังพยายามสื่อสารและสร้างภาพลักษณ์ใหม่ๆ เพื่อเรียกคะแนนเสียงจากประชาชน ท้ายที่สุดแล้ว นโยบายและภาพลักษณ์ที่พรรคการเมืองสร้างขึ้นมานี้จะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจของประชาชนเพียงใด ในวันหย่อนบัตรเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามา

 

อ้างอิง

https://www.thaipost.net/vote69/919746/

https://www.facebook.com/share/p/17JMAeRaCi/?mibextid=wwXIfr

https://www.thaipost.net/vote69/930289/

https://www.bbc.com/thai/articles/cq5qv9d3yz9o

https://www.matichon.co.th/politics/election69/news/news_5522635 

https://www.dailynews.co.th/news/5451421/ 

https://www.naewna.com/politic/940243

Tags: , , , , , , , , , , , , , ,