หากกล่าวว่าไทยเป็นประเทศร่ำรวยไฟฟ้า คงไม่ใช่เรื่องผิด เพราะปัจจุบันเรามีไฟฟ้าล้นเกินความต้องการจริง โดยในปี 2567 แหล่งผลิตไฟฟ้าของไทยผลิตไฟฟ้าได้เต็มที่ 49,571.79 เมกะวัตต์ ทว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดเกิดขึ้นเพียง 34,443.1 เมกะวัตต์เท่านั้น ไฟฟ้าที่เหลือก็ถูกทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย ขณะเดียวกันไฟฟ้าที่ล้นเกินเหล่านี้ยังเกิดจากปริมาณไฟฟ้าที่กำหนดไว้ ในเอกสารแผนพัฒนากำลังไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ที่ระบุให้สำรองไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า 15% ของความต้องการไฟฟ้าสูงสุด ทว่าปัจจุบันปริมาณไฟฟ้าที่ประเทศไทยมีอยู่นั้น เกิน 15% จากจุดสูงสุดไปแล้ว

 แม้ประเทศไทยมีไฟฟ้าเหลือเฟือจนไม่ต้องตั้งโรงงานผลิตไฟฟ้าเพิ่ม แต่ปัจจุบันยังคงมีโครงการโรงผลิตไฟฟ้าแห่งใหม่เพิ่มเติมจากของเก่าที่มีอยู่ แม้มีข้อเท็จจริงว่า โรงผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศไม่สามารถผลิตไฟฟ้าเต็มศักยภาพที่ทำได้ เพราะคนใช้ไฟฟ้าไม่ถึง แต่ประชาชนยังต้องจ่ายเงินให้กับโรงไฟฟ้าเดินเครื่องทั้งที่ไม่ได้เดินเครื่องเต็มกำลัง ไม่ว่าจะเป็นค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ค่าซื้อก๊าซผลิต ค่าดำเนินการของโรงไฟฟ้า ที่สุดท้ายค่าใช้จ่ายทั้งหมดเหล่านี้จะมารวมอยู่ที่บิลค่าไฟของเรา 

อย่างไรก็ตาม การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ไม่ได้นำมาซึ่งค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้น จนเป็นการผลักภาระให้ประชาชนเป็นผู้จ่ายเพียงอย่างเดียว แต่สำหรับพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับโรงงานไฟฟ้านั้นก็ต้องเจอกับผลกระทบอื่นๆ อีก 

“โรงไฟฟ้าจะมาแย่งน้ำจากบ่อที่ชาวบ้านเคยใช้”

“ตั้งแต่มีโรงผลิตไฟฟ้า มะม่วงก็ไม่ออกผลเหมือนแต่ก่อน”

“เสาไฟฟ้าแรงสูงจะเข้ามาตั้งทับที่บ้านของเรา”

The Momentum ลงพื้นที่ที่ถูกคาดหวังให้เป็นแหล่งกำเนิดไฟฟ้าอีกแห่งหนึ่ง ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ในวันที่ประเทศไทยมีไฟฟ้าที่ล้นเกิน กับคำถามที่ว่าเรายังต้องการไฟฟ้าอีกไหม แล้วทุกการพัฒนามีเสียงของชาวบ้านอยู่ในสมการมากน้อยแค่ไหนกัน 

ปัญหาเรื้อรัง

ย้อนกลับไปในปี 2532 นับเป็นช่วงแรกๆ ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เริ่มรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชน แม้ว่าสัญญาการซื้อขายระบุว่า รับซื้อจากโรงผลิตไฟฟ้าที่มีขนาดเล็ก ทว่าผลของการขยับฐานะจากผู้ผลิตสู่การเป็นผู้รับซื้อ ก็ทำให้โครงการผลิตไฟฟ้าเพื่อขายให้รัฐผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดตั้งแต่ตอนนั้น

หนึ่งในพื้นที่ที่ไม่สามารถปฏิเสธการเข้ามาของอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้า คือเขตอุตสาหกรรมอย่างจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเฉพาะพื้นที่ตำบลเขาหินซ้อน ที่ต่อมาในปี 2539 มีโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมของบริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ แพลนท์ 3 จำกัด (NPP3) เริ่มดำเนินการ และในอีก 3 ปีต่อมา ก็มีโรงไฟฟ้าชีวมวลของบริษัท เพาเวอร์ ซัพพลาย จำกัด เริ่มเดินเครื่องตาม โดยมีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้ารวมกันราว 47 เมกะวัตต์ 

กัญจน์ ทัตติยกุล หนึ่งในคณะติดตามผลกระทบของโรงไฟฟ้าในพื้นที่เขาหินซ้อนตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น ย้อนพูดถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภายหลังโรงไฟฟ้าทั้ง 2 แห่ง เริ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้า โดยพบว่า ชาวบ้านเริ่มเผชิญกับปัญหามลพิษทางน้ำเป็นปัญหาแรก 

“ผลกระทบที่เริ่มมองเห็นชัดในพื้นที่คือเรื่องน้ำ มีการใช้น้ำแล้วก็ปล่อยน้ำเสียออกมา โดยที่บ่อน้ำเสียไม่มีอะไรป้องกัน จึงไหลซึมกระทบหมู่บ้าน จนชาวบ้านไม่สามารถใช้น้ำบ่อตื้นที่พวกเขาเคยใช้กันมาตั้งแต่อดีตได้” 

ข้อมูลของกัญจน์สอดคล้องกับข้อมูลของ พระปลัดอาทร ปญฺญาปทีโป เจ้าอาวาสวัดท่าไม้แดง ตำบลเขาหินซ้อน ที่ให้ข้อมูลว่า ภายหลังอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงโรงไฟฟ้าเข้ามาในพื้นที่ทำให้ชาวบ้านเผชิญกับปัญหาคุณภาพน้ำอย่างมากในช่วงปี 2545-2546 โดยพบว่า น้ำในแหล่งน้ำปนเปื้อนสารโลหะหนัก ส่งผลให้ชาวบ้านเริ่มเกิดอาการแพ้น้ำในปี 2558 ก่อนที่จะมีหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามาดำเนินการตรวจวัดคุณภาพน้ำอย่างจริงจังในปี 2560

“พอแจ้งหน่วยงานภาครัฐไปว่ามีคนแพ้น้ำ ก็มีหน่วยงานสาธารณสุขลงมาดู แล้วบอกว่าน้ำอยู่ในเกณฑ์ไม่ต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ที่เราเห็นคือน้ำเป็นสีดำ สีสนิม สาธารณสุขก็บอกว่าก็อาจจะมีบางคนที่ใช้แล้วแพ้ หลังจากนั้นก็จบ เขาก็เงียบหายไปเลย

“หลวงพี่ได้เข้าร่วมประชุมกับสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 13 เขาก็ลงมาตรวจน้ำบ่อตื้นของชาวบ้านแล้วก็ของวัด พบสารปนเปื้อนโลหะหนักหลายตัว เลยนำป้ายมาติดประกาศเอาไว้ว่าไม่ให้ใช้ ไม่เหมาะแก่การอุปโภคบริโภค ชาวบ้านเลยต้องซื้อน้ำมากิน มาใช้ เพราะน้ำบ่อตื้นที่เขาใช้มาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่าใช้ไม่ได้ เอาไว้แค่รดน้ำต้นไม้ ล้างรถ ทำกิจกรรมอื่นๆ แต่ใช้หุงข้าวหรือเอามาดื่มไม่ได้เลย เราก็ต้องซื้อน้ำกันตั้งแต่ปี 2561-2562 นี่ก็ผ่านมา 5-6 ปีแล้ว” 

แม้จะมีหน่วยงานรับทราบปัญหาแล้ว แต่ในแง่ของมาตรการกลับทิ้งภาระให้ภาคประชาชนต้องช่วยเหลือตัวเอง โดยเจ้าอาวาสวัดท่าไม้แดงสะท้อนความลำบากว่า ในช่วงนั้นประชาชนจะต้องหาน้ำสำหรับทำกับข้าว และสำหรับดื่มเอาเอง นำมาสู่ต้นทุนการใช้ชีวิตที่พุ่งทะยานขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง

“ต้นทุนเพิ่มอยู่ที่ราว 2,000 บาทต่อเดือน เฉพาะของพระ น้ำแพ็กก็ราคา 100 บาทต่อเดือนแน่นอน รูปหนึ่งก็ดื่มประมาณ 2 แพ็ก เดือนหนึ่งก็น่าจะสัก 10 กว่าแพ็ก หลวงพี่เองก็ต้องซื้อน้ำทุกเดือน” 

ที่สำคัญคือ แม้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่จากสวนอุตสาหกรรม 304 นำตัวอย่างของน้ำจากแหล่งน้ำในพื้นที่ไปตรวจในแต่ละเดือน แต่เจ้าอาวาสวัดท่าไม้แดงชี้ว่า ผลตรวจกลับหายเงียบ 

ผลกระทบไม่เพียงแต่อยู่ในพื้นที่ของแหล่งน้ำ หากแต่กระจายไปกระทบพืชผลทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมะม่วงเขียวเสวยและมะม่วงน้ำดอกไม้ที่กลายเป็นผลไม้หายาก เนื่องจากต้นมะม่วงไม่ติดผล 

กัญจน์ระบุว่า ระหว่างปี 2550 มีโอกาสลงพื้นที่สำรวจละแวกโรงไฟฟ้าพบว่า หลายๆ อย่างกำลังล่มสลาย นั่นคือสวนมะม่วงที่ไม่ติดผล ทำให้เกษตรกรเลิกปลูก จนถึงวันนี้มะม่วงของฉะเชิงเทราหายไปเยอะมาก” 

ด้าน นันทวัน หาญดี เครือข่ายติดตามผลกระทบโรงไฟฟ้าร่วมกับคนในพื้นที่ลงสำรวจพื้นที่ปลูกมะม่วง เพื่อนำข้อมูลเทียบกับพื้นที่ปัจจุบันพบว่า เทียบกับเมื่อ 10 ก่อน ปัจจุบันสวนมะม่วงในพื้นที่ฉะเชิงเทราอาจสูญหายไปแล้วราว 23-24% ลดลงจากเดิมที่มีอยู่กว่า 7 หมื่นไร่ เหลือเพียง 1.7 หมื่นไร่ จากปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงของสภาพพื้นที่ภายหลังการเข้ามาของภาคอุตสาหกรรม ทำให้ผลมะม่วงน้อยกว่าปกติจนถึงไม่มีเลย เกษตรกรบางส่วนจึงโยกย้ายปลูกมะม่วงที่อื่นเช่น จันทบุรี ปราจีนบุรี หรือพื้นที่แถบแนวชายแดนมากขึ้น หรือหากยังไม่ย้ายออกจากพื้นที่แปลงเดิมอาจปลูกพืชอย่างอื่น เช่น มันสำปะหลัง 

หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนการใช้สอยที่ดินใหม่ อย่าง คูณ พรหมมณี ที่ต้องเปลี่ยนผืนดินที่เคยเต็มไปด้วยต้นมะม่วง กลายเป็นแหล่งกำเนิดไฟฟ้าแสงอาทิตย์ให้กับบริษัทเอกชนที่เข้ามาขอเช่าที่ดิน เขาตัดสินใจให้เช่าไปเนื่องจากมองว่า ไม่สามารถนำอาชีพสวนมะม่วงกลับมาบนที่ดินแปลงเดิมได้อีกต่อไปแล้ว

“ผลมะม่วงไม่ค่อยติดแล้ว มันกลัวโรงไฟฟ้า โรงอะไรต่อมิอะไร เห็นปล่องควันนั่นไหมล่ะ ควันดำปี๋เลย” คูณกล่าวก่อนจะชี้ไปยังโรงงานแห่งหนึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากสวนของเขา 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตำบลเขาหินซ้อนมีโรงไฟฟ้าชีวมวลตั้งอยู่ในพื้นที่ พร้อมกับการมีแผนทำโรงไฟฟ้าถ่านหินออกมาภายหลัง อย่างไรก็ตามชาวบ้านในพื้นที่ได้เริ่มแสดงท่าทีต่อต้านตั้งแต่ทราบข่าวในปี 2550 และทำทุกวิถีทางเพื่อให้แผนสร้างโรงไฟฟ้าที่จะใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง 100% เกิดขึ้น ทั้งการยื่นหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปักหลักชุมนุม และล่ารายชื่อคัดค้าน ในท้ายที่สุดโครงการดังกล่าว ‘ติดหล่ม’ การแก้ไขรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โดยถูกสั่งให้แก้ไขมากถึง 4 ครั้งภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี 

อย่างไรก็ตาม บริษัทเจ้าของโรงไฟฟ้าแห่งนี้ยังคงมุ่งมั่นที่จะผลิตไฟฟ้าขายให้คนไทย จึงมีการปรับโฉมใหม่ในปี 2562 จากโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ และได้รับอนุมัติโครงการแล้วโดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568

เสียงของประชาชนในการพัฒนา

ไม่ใช่แค่ประเทศไทยทั้งประเทศที่มีปริมาณไฟฟ้าล้นเกินความต้องการใช้ไฟฟ้า หากเอาเฉพาะภาคตะวันออก ปริมาณไฟฟ้าจากโรงงานจำนวน 50 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวยังคงมีเพียงพอให้ใช้ได้แบบไม่ต้องกลัวหมด ถึงกระนั้น บริษัท บูรพา พาวเวอร์ เจเนอเรชั่น จำกัด ยังไม่ลดละความพยายามที่จะทำโครงการโรงไฟฟ้าอีกแห่งในพื้นที่ตำบลเขาหินซ้อนให้ได้ 

วิธีการคือแปลงโฉมโครงการใหม่ จากเดิมที่เคยต้องการผลิตไฟฟ้าโดยใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน 100% เปลี่ยนมาใช้ก๊าซธรรมชาติของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นำเข้าจากอ่าวไทยมาผลิตไฟฟ้าแทนในปี 2562 กระนั้นก็มีสิ่งที่เอื้อให้โครงการโรงไฟฟ้าแห่งนี้เกิดขึ้น นั่นคือแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) เป็นแผนที่กำหนดโดยสำนักงานต่างๆ ที่เข้าเป็นบอร์ดบริหารว่า จะต้องมีโรงไฟฟ้าอะไรบ้าง ผลิตไฟฟ้าได้กี่เมกะวัตต์ หลังจากนั้นจึงประกาศรับซื้อตามนโยบาย เมื่อมีเอกชนเสนอขายไฟฟ้า จึงจะเข้าสู่การคัดเลือกโดยคณะกรรมการ และหากผ่านก็จะเข้าสู่การเจรจาจัดทำสัญญา ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้น ‘ก่อน’ จะไปขอใบอนุญาตประกอบกิจการ

สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) มองว่า แม้ว่ารัฐบาลจะบอกว่าสัญญาที่ทำไว้กับโรงไฟฟ้าไม่ได้ผูกมัด หากไม่ได้ใบอนุญาต สัญญาก็สิ้นสุดไป แต่บริษัทเอกชนอาจรู้ว่าสัญญาเป็นหลักประกันว่า จะนำไปสู่การเดินหน้าผลิตไฟฟ้าได้จริง 

“แต่ประเด็นสำคัญก็คือ ประชาชนแทบเข้าไม่ถึงสัญญาซื้อขายไฟฟ้านี้ แม้จะร้องขอไปแต่ก็แทบไม่ได้เห็น” สุภาภรณ์กล่าว

เช่นเดียวกันกับการขอใบอนุญาตก่อน 3 ใบ จึงจะสร้างหรือผลิตไฟฟ้าที่ไม่มีประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นแบบคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารที่เอกชนต้องส่งให้สำนักงาน กกพ.ก่อนส่งต่อไปยังหน่วยงานท้องถิ่นอย่างเทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบลตรวจสอบว่า ขัดกับผังเมืองและกฎหมายต่างๆ หรือไม่ เพื่อทำความเห็นส่งให้กับคณะกรรมการ กกพ.ประกอบการพิจารณาอนุญาต หรือจะเป็นใบขออนุญาตประกอบกิจการโรงงานที่ กกพ.จะส่งเอกสารให้กับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด เพื่อตรวจสอบว่าขัดกฎหมายการตั้งโรงานหรือไม่ จากนั้นจึงทำความเห็นให้คณะกรรมการ กกพ. ไปจนถึงใบสุดท้าย ใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงาน

“ตาม พ.ร.บ.โรงงาน มีเรื่องรับฟังความเห็น แต่กระบวนการรับฟังความเห็นคือเอาประกาศไปติดบอร์ด 15 วัน ถ้าไปเห็นแล้วจะคัดค้านก็ยื่นคัดค้าน เพราะฉะนั้นใบอนุญาตโรงงานกับใบอนุญาตก่อสร้างอาคารจะมีความเห็นจาก อบต. เทศบาล และความเห็นอุตสาหกรรมจังหวัดประกอบให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานพิจารณาอนุมัติหรือไม่”

ขณะเดียวกันการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นตามข้อกำหนดใน EIA คือ 2 ครั้งนั้น ก็ไม่ได้รายงานรายละเอียดของสิ่งที่ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบสะท้อนอย่างแท้จริง

“สิ่งที่เราให้ความเห็นไป กลายเป็นมาตรการเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาต เช่น ข้อกังวลเรื่องการใช้น้ำ คุณต้องมีมาตรการไม่กระทบเรื่องการใช้น้ำ แต่ส่วนมากเรื่องใช้น้ำ เขาจะบอกว่าได้ใบอนุญาตการใช้น้ำจากท้องถิ่นแล้ว ว่าไม่กระทบ ก็เลยติ๊กเช็กลิสต์ผ่าน ดังนั้นใบอนุญาตใช้น้ำก็ไม่มีกระบวนการรับฟังความเห็นชาวบ้าน กลายเป็นเรื่องหน่วยงานหรือบริษัท

“โรงงานหนึ่งโรงเกี่ยวข้องกับใบอนุญาตเยอะมาก แต่กระบวนการมีส่วนร่วมของใบอนุญาตต่างๆ แทบไม่มี” สุภาภรณ์ชี้ 

รอนสิทธิ

ไม่เพียงแต่แนวของท่อก๊าซธรรมชาติเท่านั้นที่พาดผ่านเป็นทางยาวจากอ่าวไทยมายังโรงไฟฟ้าบูรพา แต่ยังมีเสาส่งกระแสไฟฟ้าที่ลากยาวไปตามผืนดินหลายกิโลเมตร และมีหลายจุดที่สายและเสาส่งไฟฟ้าตั้งอยู่ในที่ดินทำกินของประชาชนอย่างน้อย 62 คน

สายชล ชื่นอารมย์ เจ้าของที่ดินสวนปาล์มที่กำลังจะถูกรุกกลืนพื้นที่ด้วยเสาไฟฟ้าขนาดใหญ่ พาทีมข่าวลงพื้นที่สำรวจต้นไม้ที่มีขีดสีแดงที่หน่วยงานผู้เกี่ยวข้องกับโครงการโรงไฟฟ้ามาขีดเอาไว้ให้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าต้นไม้ต้นไหนจะต้องถอนออกจากที่ดินซึ่งเป็นของสายชลบ้าง 

“เรารู้มานานแล้วเรื่องสายส่งไฟฟ้า แต่ไม่คิดว่าจะมาตั้งอยู่ตรงที่ปลูกบ้านของเรา เขาเอาเสาไปปักไว้ใกล้บ้านแล้วให้ทุกสิ่งทุกอย่างห่างจากเสาข้างละ 30 เมตร ตอนแรกผมก็ว่าผมคงจะพ้นแน่นอน ที่ไหนได้เขาจะสร้างเสาไฟคร่อมที่ดินของผมเลย”

เกษตรกรรายนี้มีรายได้หลักมาจากการทำสวนปาล์ม นำเงินจากรายได้มาปลูกบ้านสวน แต่การมาของโครงการโรงไฟฟ้าบูรพาอาจทำให้เขาต้องชะลอการก่อสร้างออกไปก่อน เนื่องจากการมาของเสาไฟฟ้าแรงสูงอาจทำให้เขาต้องย้ายบ้านที่กำลังปลูกไปจุดอื่นแทน 

บนที่ดินของชาวบ้านที่จะใช้เป็น ‘จุดผ่าน’ ของสายส่งกระแสไฟฟ้าแรงสูงจากโครงการโรงไฟฟ้าบูรพา มีข้อกำหนดว่า ห้ามปลูกต้นไม้หรือพืชผล รวมถึงห้ามปลูกสิ่งก่อสร้างตามที่บริษัทเจ้าของโครงการกำหนด โดยชาวบ้านจะได้รับเงินค่ารอนสิทธิจากเอกชนในฐานะที่เข้ามาใช้ที่ดินของชาวบ้าน ในกรณีของโรงไฟฟ้าบูรพาพบว่า ชาวบ้านบางส่วนได้รับค่ารอนสิทธิไม่เกินหลักแสนบาท แลกกับที่ดินที่พวกเขาจะไม่สามารถทำกิจกรรมใดได้ นอกเหนือจากที่บริษัทเอกชนกำหนดไว้ ไปยาวนานอีกหลายสิบปี 

“แล้วต้องมีเสียต้นไม้อีก มันเสียความรู้สึกนะ เราตั้งใจเว้นที่ไว้ปลูกบ้าน กับต้นไม้เอาไว้รอบที่ดิน พอตอนนี้โครงการมา เราจะเอาบ้านไปไว้ตรงไหน จะไปปลูกบ้านตรงไหนดี” สายชลพูดสายตามองที่ต้นไม้บนที่มีสีแดงขีดเขียนอยู่หลายต้นยาวสุดลูกหูลูกตา

“เขาไม่ได้ให้อะไรเลย เขาบอกว่าถ้าโดนรื้อ เขาก็จะคิดค่ารื้อถอนให้ ชดเชยเป็นตัวเงินทั้งหมดเลย แต่ถามว่าอยากได้ไหม ไม่อยากได้ เราต้องการจะอยู่ที่นี่

“ผมไม่รู้ว่าตอนจบของเรื่องราวนี้จะเป็นยังไง ผมไม่รู้เลย แต่เราอยากให้เขาย้ายสายไฟฟ้าออกไป หรือไม่ก็ล้มเลิกโครงการไปเลย เพราะดูแล้วไฟมันก็เหลือใช้เยอะแยะมากมายแล้ว จะเอาไปทำอะไร เขาเอาไปก็เอาไปขาย แล้วก็มาเดือดร้อนชาวบ้าน” สายชลระบุ

ในขณะที่โครงการโรงไฟฟ้าแห่งนี้ทำ EIA เฉพาะพื้นที่ตั้งโรงงานและท่อส่งก๊าซธรรมชาติ แต่สำหรับเสาส่งกระแสไฟฟ้าที่ตั้งอยู่บนที่ดินราว 14 กิโลเมตร ผ่านแปลงดินของชาวบ้านไม่ได้มีการทำ EIA แต่อย่างใด กระนั้นมีข้อกำหนดสำหรับการใช้ที่ดินในจุดที่ตั้งเสาไฟฟ้า เช่น ห้ามมีบ้านเรือน ห้ามปลูกพืชสูงเกิน 3 เมตร ห้ามเผา เป็นการจำกัดสิทธิประโยชน์บนที่ดินชาวบ้านทั้งที่เขายังกำโฉนดที่ดินเป็นของตนเอง โดยจะจ่ายเป็นค่ารอนสิทธิ ซึ่งภาครัฐเป็นผู้กำหนดมูลค่า และจ่ายให้เพียงครั้งเดียว แต่สายส่งกระแสไฟฟ้าจะอยู่ไปตลอด

“เราแทบไม่มีสิทธิกำหนดตรงนี้ ถ้าไม่เห็นด้วยก็อุทธรณ์ แต่ส่วนมากอุทธรณ์ได้แค่ค่ารอนสิทธิ แต่ชาวบ้านส่วนมากไม่ได้ต้องการค่ารอนสิทธิเพิ่ม เขาต้องการให้ย้ายแนวสายส่ง เขาไม่ต้องการถูกเอาที่ดินไปทำแนวสายส่ง เพราะมันกระทบสิทธิจนชั่วลูกชั่วหลาน ไม่ใช่แค่ตอนนี้” สุภาภรณ์ระบุ

“การรอนสิทธิบางที่ผ่านกลางที่ทำกิน บางคนมีที่ไม่เยอะ ถ้าผ่ากลางแล้วออกไป 60 เมตร เขาจะเหลือใช้ประโยชน์อะไร เงินที่ได้ก็ได้ครั้งเดียว สิ่งที่เขาต้องการคือใช้ประโยชน์เหมือนเดิม งั้นสายส่งควรย้ายไป แต่สิทธิตามกฎหมายตอนนี้มักเป็นเรื่องอุทธรณ์ค่ารอนสิทธิ ค่าชดเชยต่างๆ” สุภาภรณ์ชี้

ชาวบ้านที่มายืนเรียงกันอยู่บนผืนดินของสายชล คือผู้ที่ได้รับผลกระทบเสมือนจะต้องสูญเสียที่ดินของตัวเองไปตลอดกาลหากโครงการมาถึง แลกกับการได้เงินเยียวยาเพียงก้อนเดียว พวกเขาไม่ได้ต้องการขัดขวางการพัฒนา เพียงแต่อยากให้การพัฒนาครั้งนี้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ อย่างการรับฟังเสียงของพวกเขาบ้าง 

ที่สำคัญคือ ในยามที่ประเทศไทยมีไฟฟ้าล้นเกินเช่นนี้ เราควรตั้งคำถามหรือไม่ว่าจำเป็นแค่ไหนจึงต้องมีโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกแห่งหนึ่ง โดยมีโอกาสผลิตไฟฟ้าได้ไม่เต็มกำลังผลิต เนื่องจากความต้องการใช้ไม่ได้มากเท่ากำลังผลิตที่มี และอาจทำให้ประชาชนคนไทยต้องเสียเงินเพิ่ม เพื่อบำรุงรักษาโรงงานเหล่านี้เอาไว้ไม่ให้พังไปอีกยาวๆ 

ทั้งนี้ไม่ว่าการมีโรงไฟฟ้าอีกแห่งหนึ่งจะคุ้มค่าจริง หรือจะเป็นเพียงความสูญเปล่า ประชาชนผู้จ่ายภาษีควรมีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมกับกระบวนการที่พวกเขามีส่วนได้เสียอย่างเต็มที่ ให้โครงการพัฒนาโดยมีประชาชนอยู่ในสมการ เพราะสุดท้ายพวกเขาคือบุคคลที่เหมาะสมที่สุด ที่จะได้รับประโยชน์จากทุกการพัฒนา 

อ้างอิง:

https://app.box.com/s/gtco3u3wkmc93nhb0nrc9rvdyoswvkdm 

https://app.box.com/s/kxlsrnqyqc7n0ruhl23m2tnqc4g7f470 

https://app.box.com/s/h4e3dmdioq2bbt974rl77kmz5os4lcdx 

Tags: , , , , , , ,