องค์กรอิสระที่ตั้งขึ้นเพื่อปราบปรามการทุจริตและสร้างความโปร่งใสให้กับประเทศ กลับถูกตั้งคำถามอย่างหนัก หลังกลายเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ เพื่อคุ้มครองผู้มีอำนาจผ่านการรับสินบน

  เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2568 สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดโต๊ะแถลงข่าวคดี ‘บิ๊กโจ๊ก’ พลตํารวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล ติดสินบนทองคำจำนวน 246 บาท มูลค่า 10 ล้านบาท แก่กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ช่วยเหลือคดีที่อยู่ระหว่างการไต่สวน

หลักฐานที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำมาแสดงประกอบด้วยคลิปวิดีโอ/เสียง, ใบเสร็จทองคำ, ภาพทะเบียนรถและคนส่งมอบทอง รวมถึงคำให้การจากพยานที่เกี่ยวข้องอย่าง พันตำรวจเอก ภาคภูมิ พิศมัย อดีตลูกน้องและพยานสำคัญ เปิดเผยว่า เคยได้รับคำสั่งให้ไปมอบทองคำ เพื่อหวังให้ช่วยเหลือคดีที่เกี่ยวกับการสืบสวนเรื่องเว็บพนันผิดกฎหมาย

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดคลิปลำดับเหตุการณ์การวางแผนของบิ๊กโจ๊กไว้ดังต่อไปนี้

– 31 สิงหาคม 2567: บิ๊กโจ๊กสั่งลูกน้องเตรียมทองคำแท่ง 246 บาท เพื่อใช้เป็นสินบนให้ผู้เกี่ยวข้องในคดีเว็บพนัน

– 1 กันยายน 2567: ลูกน้องนำทองคำไปมอบให้บุคคลกลาง (เช่น คนขับรถหรือผู้ดูแลของกรรมการ ป.ป.ช.) ในลานจอดรถ โดยใช้รถประจำตำแหน่งของกรรมการในการรับมอบ

– กันยายน-พฤศจิกายน 2567: หลังการมอบทองมีการเรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงสำนวนคดี และคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช.รายงานว่า มีมติไม่ชี้มูลความผิดให้บิ๊กโจ๊กในตอนนั้น

ในขณะเดียวกัน หลังจากมีแถลงการณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทางกรรมการ ป.ป.ช.มีคำสั่งให้ กรรมการที่ถูกกล่าวหาจากคดีดังกล่าว พ้นหน้าที่ความรับผิดชอบในการกำกับดูหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้โดยตรง คือสำนักไต่สวนการทุจริตภาครัฐ 1 และสำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ 1

ทว่าเสียงที่ตามมาในสำนักงาน ป.ป.ช.คือ แค่ ‘ย้าย’ ก็ถือว่ารับผิดชอบแล้วอย่างนั้นหรือ

คนใน ป.ป.ช.ทนไม่ไหว จี้ ‘กรรมการ’ ลาออกโดยด่วน

2 วันต่อมาข้าราชการและเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช.ออกแถลงการณ์ ระบุตอนหนึ่งว่า การกล่าวหาการให้สินบนด้วยทองคำแท่ง ซึ่งพาดพิงถึงกรรมการ ป.ป.ช.ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อความน่าเชื่อถือ ศรัทธา และศักดิ์ศรีขององค์กร ป.ป.ช.ที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตของประเทศอย่างยิ่ง 

“การคงอยู่ในตำแหน่งท่ามกลางข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง ย่อมบั่นทอนความเป็นอิสระของกระบวนการตรวจสอบ และทำลายศรัทธาของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่ถูกกล่าวหายังเป็นอดีตผู้พิพากษา ซึ่งเคยดำรงสถานะของตุลาการ ผู้เป็นเสาหลักของความยุติธรรมในสังคม พวกเราขอย้ำว่า เกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของตุลาการ มิใช่สิ่งที่รักษาได้ด้วยการยึดตำแหน่งไว้ แต่ต้องรักษาด้วยความกล้าหาญทางจริยธรรม 

“การตัดสินใจถอยออกมาเพื่อปกป้องศรัทธาของสาธารณชน คือการรักษาศักดิ์ศรีของความเป็นผู้พิพากษาอย่างแท้จริง ไม่ใช่การหลบอยู่หลังขั้นตอนทางกฎหมาย พวกเราข้าราชการและเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช. ไม่ต้องการเห็นองค์กรเดินซ้ำรอยบาดแผลในอดีต จากคดีที่ถูกตั้งคำถามเรื่องการก้าวก่าย แทรกแซง และการใช้ดุลพินิจที่ทำให้องค์กรเสื่อมเสีย ซึ่งยังคงเป็นรอยด่างบนใบหน้าของ ป.ป.ช.มาจนถึงวันนี้ เช่น กรณีคดีนาฬิกาหรู ดังนั้นพวกเราจึงขอเรียกร้องอย่างตรงไปตรงมาว่า กรรมการ ป.ป.ช.ที่ตกอยู่ภายใต้ข้อกล่าวหาดังกล่าว ควรลาออกจากตำแหน่งโดยสมัครใจ เพื่อปกป้ององค์กร รักษาศรัทธาของประชาชน” แถลงการณ์ตอนหนึ่งระบุ

อย่างไรก็ตามยังไม่มีท่าทีจาก เอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. สัดส่วนที่มาจาก ‘ศาลฎีกา’ ที่ถูกกล่าวหา

อันดับการทุจริตยังแย่ลงเรื่อยๆ

ผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ประจำปี 2568 ประเภทกลุ่มองค์กรอิสระ ปรากฏว่า ป.ป.ช.คว้าคะแนนมาถึง 93.18 คะแนน ถือเป็นอันดับ 3 ใน 5 ของการจัดลำดับ จากการประเมินหน่วยงานรัฐที่เข้าร่วม 8,317 หน่วยงาน

การเก็บข้อมูลในครั้งนี้ถูกดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงปี 2556 นับเป็นเวลาราว 10 กว่าปี แต่เรื่องของการคอร์รัปชันในภาครัฐนั้นกลับไม่มีอะไรดีขึ้น ซึ่งสวนทางกันกับคะแนนที่ถูกประเมินออกมา

ทว่าในอีกด้านหนึ่ง แม้ ป.ป.ช.จะเป็นองค์กรอิสระที่ได้รับการจัดอันดับว่า ‘โปร่งใส’ แต่ประเทศไทยกลับไม่เคยโปร่งใสเช่นนั้น ดัชนีการรับรู้การทุจริตหรือคอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index: CPI) จัดอันดับให้ไทยได้คะแนนเพียง 34 คะแนน อยู่ลำดับที่ 107 ของโลกในปี 2567 และอยู่ในลำดับนี้ต่อเนื่องเรื่อยๆ ไม่เคยดีขึ้น

ใครที่เคยทำธุรกิจที่เกี่ยวพันกับแวดวงราชการย่อมรู้ดีว่า อัตราการเรียกเงินทอนนั้นอยู่ที่ 30% และในช่วงเทศกาลปีใหม่ หากมี ‘iPhone’ หรือกระเป๋า LOUIS VUITTON หิ้วไปฝากเป็นของขวัญกับฝ่ายจัดซื้อ ย่อมมีโอกาสที่จะได้งานสูง ได้งานต่อเนื่อง

ขัดแย้งกับหลัก No Gift Policy ที่ติดไว้เท่ๆ ตามหน่วยงานราชการโดยสิ้นเชิง…

ปัญหาสะท้อนกลับไปยังรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2560 รัฐธรรมนูญปราบโกง

ในช่วงเวลาที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ภายใต้ มีชัย ฤชุพันธุ์ ได้พยายามเรียกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า รัฐธรรมนูญปราบโกง

เพราะต้องยอมรับว่า Pain Point สำคัญเกิดขึ้นภายใต้ความเกลียดชังนักการเมืองโกง ฉะนั้น ต้องร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อป้องกันนักการเมืองไม่ให้เข้าไปยุ่มย่ามกับงบประมาณแผ่นดิน

วิธีการก็คือนำองค์กรอิสระมาตรวจสอบฝ่ายการเมืองอย่างเข้มข้น การสรรหาและคัดเลือกองค์กรอิสระเป็นไปอย่างยากลำบาก ผู้ที่ผ่านการสรรหาต้องผ่านการรับรองจากสมาชิกวุฒิสภา เพื่อให้เห็นว่าเป็นฝ่ายที่ ‘ตรวจสอบ’ นักการเมือง และข้าราชการทุจริตได้จริง

คณะทหารวางแผนไว้ว่า อีกหน่อยหากมีการรัฐประหาร ก็ไม่ต้องใช้กำลังทหารอีกต่อไป หากแต่ใช้กลไกขององค์กรอิสระได้ และใช้มาแล้ว ทั้งกลไกของ ป.ป.ช.และกลไกของศาลรัฐธรรมนูญ

ทว่ากลับลืมคิดไปว่าในอีกแง่หนึ่ง องค์กรอิสระพวกนี้ยังเป็นอิสระจากการตรวจสอบ หาก ป.ป.ช.ทำผิด มีอะไรไม่ชอบมาพากล หากศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินไม่ถูกต้อง กลับไม่มีองค์กรอะไรที่เข้าไปตรวจสอบได้

ทั้งหมดเกิดขึ้นจากหลักคิด จากความเชื่อว่าองค์กรอิสระล้วนเป็น ‘คนดี’ และการเป็นคนดีไม่จำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบ 

ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลพวงโดยตรงจากโครงสร้างทางอำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2560 ที่ออกแบบให้องค์กรอิสระจำนวนมาก ‘เป็นอิสระจากประชาชน’ มากกว่าเป็นอิสระเพื่อประชาชน 

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การรับผิดทางการเมืองหรือการถอยออกมาเพื่อรักษาศรัทธาสาธารณะ แต่คือการซ่อนตัวอยู่หลัง ‘ขั้นตอนทางกฎหมาย’ ที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องตำแหน่ง มากกว่าปกป้องความยุติธรรม ป.ป.ช.ซึ่งควรเป็นด่านหน้าในการปราบปรามการคอร์รัปชัน กลับกลายเป็นองค์กรที่สังคมตั้งคำถามว่า ‘ใครตรวจสอบได้’ และ ‘ตรวจสอบอย่างไร’

เมื่อองค์กรที่มีอำนาจตรวจสอบสูงสุดกลับอยู่เหนือการตรวจสอบเสียเอง ความโปร่งใสย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง ไม่ว่าคะแนน ITA จะสวยหรูเพียงใด หรือป้าย No Gift Policy จะติดเด่นแค่ไหน 

ท้ายที่สุด ปัญหาจึงไม่ใช่แค่ตัวบุคคล แต่คือโครงสร้างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2560 ที่ทำให้องค์กรอิสระจำนวนหนึ่งกลายเป็นอิสระจากความรับผิด และเมื่อองค์กรอิสระตรวจสอบไม่ได้ การทุจริตก็ย่อมไม่มีวันถูกปราบอย่างแท้จริง

หากไม่แก้รัฐธรรมนูญ​ฉบับ พ.ศ. 2560 รื้อรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสียใหม่ ประเทศไทยจะวนอยู่ในลูปนี้เรื่อยๆ เราจะมีคนดีในองค์กรอิสระที่อยู่เหนือการตรวจสอบมากขึ้นเรื่อยๆ

และนี่คือสิ่งที่เราเห็น เพราะบรรดา ‘คนดี’ ทะเลาะกันเองเท่านั้น แต่เชื่อว่าสุดท้าย ใต้พรมยังมีเหตุการณ์เหล่านี้อีกมาก

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าใครรับทอง ใครสั่งให้เอาทองไปให้ หรือใครกำลังเอาตัวรอดจากคดีนี้ได้หรือไม่ แต่คือคำถามที่ใหญ่กว่านั้น ประเทศไทยกำลังฝากความหวังเรื่องการปราบคอร์รัปชันไว้กับโครงสร้างแบบใด

Tags: , , , , , , ,