HIGHLIGHTS:

  • นิค-สุปรีดา โสตะวงศ์ เกิดและเติบโตที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา อาศัยอยู่กับน้าซึ่งเป็นน้องสาวของแม่ แต่พ่อและแม่ของเขาเป็นคนจังหวัดหนองคาย
  • กลับมาอยู่เมืองไทยหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย แต่ไม่มีเพื่อนคนไทยสักคน เลยต้องไปเที่ยวตามข้าวสาร สวนจตุจักร เพื่อจะได้มีเพื่อนคนไทย
  • เป็นเจ้าของบาร์ Blaq Lyte ในซอยทองหล่อ มีความฝันจะนำรายได้ไปสร้างโรงเรียนสำหรับเด็กกำพร้าที่จังหวัดหนองคาย

          เมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีข่าวเล็กๆ ว่าบาร์เปิดใหม่ย่านทองหล่อชื่อ ‘Blaq Lyte’ ถูกตำรวจสั่งปิดในคืนเปิดทำการวันแรก เหตุเพราะเปิดเกินเวลา ซึ่งเจ้าของร้านก็ก้มหน้ารับผิดโดยไม่โต้เถียง
          ‘นิค-สุปรีดา โสตะวงศ์’ คือเจ้าของร้านคนนั้น
          ดูผิวเผิน เขาอาจเหมือนกับเด็กนอกที่อยากทำธุรกิจอะไรสักอย่างในเมืองไทย แต่กรุณาอย่าตัดสินเขาจากเพียงแค่ภาพลักษณ์ 
          การเจาะจมูกและสีผมแสบตา ทีท่าแบบปาร์ตี้กาย แถมเปิดบาร์อีกต่างหาก มันเป็นแค่ความชอบส่วนตัว ลึกๆ แล้วเขาเป็นหนุ่มช่างพูดและจิตใจดี และสิ่งที่เขาทำทั้งหมดก็เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือเด็กกำพร้า
          เขามีเป้าหมายว่าจะสร้างโรงเรียนสำหรับเด็กกำพร้าที่จังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา  
          ไปฟังเขาเล่าดีกว่าว่ามันเป็นยังไงมายังไง ทำธุรกิจสายดาร์ก แต่เอารายได้มาช่วยเหลือสังคมแบบนี้…


 
เล่าชีวิตในวัยเด็กของคุณให้ฟังหน่อย
          ผมเกิดและโตที่แคลิฟอร์เนีย อยู่กับน้าที่เป็นน้องสาวของแม่ เขาไม่มีลูก เลยเอาผมไปเลี้ยงเหมือนเป็นลูกชายของเขา แต่พ่อแม่แท้ๆ ของผมอยู่ที่หนองคาย จะได้กลับมาเมืองไทยก็เฉพาะช่วงซัมเมอร์ ส่งมาเรียนภาษาไทย เป็นแบบนี้สักพักจนถึงประมาณ ป. 5 ผมก็ไม่ได้กลับมาเมืองไทยอีกเลย จนได้กลับมาอีกทีตอนอยู่ ม. 5 ตอนนั้นพาเพื่อนฝรั่งมาเที่ยวเมืองไทย เลยรู้สึกชอบเมืองไทย มีความแปลก ไม่เหมือนที่อเมริกา พอผมเรียนจบมหาวิทยาลัย ก็เลยตัดสินใจว่ากลับมาอยู่เมืองไทยถาวรดีกว่า
 
เมืองไทยแปลกยังไง
          จริงๆ ตอนเด็กผมไม่ชอบเมืองไทยเลยนะ รู้สึกว่ามันร้อน มาทำไมก็ไม่รู้ ที่อเมริกาหลายอย่างดีกว่า ทั้งสภาพอากาศ สิ่งแวดล้อม และความเจริญต่างๆ นั่นคือความคิดตอนเป็นเด็กที่คิดว่าเมืองนอกมันดีกว่า แต่พอได้มาเห็นเมืองที่กำลังเติบโต อย่างที่หนองคาย ผมเห็นคนทำนาปลูกข้าว มันดูธรรมชาติมาก มีชีวิตจริงที่กำลังพัฒนา ที่แคลิฟอร์เนียไม่มีแบบนี้ ทุกอย่างถูกพัฒนาจนมีแต่โรงงานหมดแล้ว
 
แล้วอะไรทำให้คุณสนใจที่จะช่วยเหลือคน
          เริ่มจากตอนที่ผมอยู่ชั้น ม. 3 ผมต้องย้ายไปเข้าโรงเรียนชื่อ Valencia High School ในเมืองพลาเซนเทีย (Placentia) ซึ่งการที่เราจะหาเพื่อนใหม่ได้ ก็ต้องไปทำกิจกรรมในชมรมต่างๆ ผมก็ไปเจอชมรมหนึ่งชื่อ Pal เห็นว่ามีเด็กต่างชาติหลายประเทศ ก็เลยลองเข้าไปจอย โดยไม่รู้เลยว่าชมรมนี้ทำอะไรกัน แล้วก็พบว่าสิ่งที่ชมรมนี้ทำคือการช่วยเหลือคน เป็นครั้งแรกที่ผมได้ไปโรงเรียนสำหรับเด็กพิการ ลองคิดดู ตอนนั้นผมแต่งตัวร็อกมาก ไว้ผมยาว คนก็จะว่าเราเพี้ยน
          ผมจำได้เลยว่ามีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง อายุประมาณ 9 ขวบ เขานั่งวีลแชร์ แล้วก็พยายามจะเดินมาหาผม ครูที่ไปด้วยก็บอกให้ผมไปเล่นกับเด็กคนนี้ ผมเห็นรอยยิ้มแห่งความสุขของเด็ก พ่อแม่ของเด็กก็น้ำตาไหลที่เห็นว่าลูกตัวเองมีความสุข เพราะเขาก็รู้อยู่แก่ใจว่าลูกเขาโตมาแบบไม่ได้มีชีวิตปกติเหมือนคนอื่น ตั้งแต่วันนั้นทำให้ผมมองว่าชีวิตนี้เราต้องการอะไรอีก ในเมื่อเรามีทุกอย่างแล้ว การทำให้คนมีรอยยิ้่ม มีความสุข มันคือที่สุดแล้ว ผมเลยตั้งเป้าหมายว่าชีวิตนี้จะทำอะไรก็แล้วแต่ แต่ต้องจบที่เราได้ช่วยคน


 
ตอนที่ตัดสินใจกลับมาเมืองไทย ทำอะไรเป็นอย่างแรก
          เชื่อไหมว่าตอนแรกที่ผมกลับมาเมืองไทย ผมไม่มีเพื่อน ไม่รู้จักใครสักคน ผมต้องพยายามออกไปข้างนอก ไปจตุจักร ไปข้าวสาร เพื่อพยายามหาเพื่อน ไปที่ที่มีคนเยอะๆ เพื่อจะได้ใช้ภาษาไทย เพื่อนคนไทยที่คบในตอนนั้น หลายคนทุกวันนี้ก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ ทุกคนดีกับผมมาก เลยคิดว่าการย้ายมาอยู่เมืองไทยน่าจะเป็นอะไรที่ดีและทำให้เรามีความสุข
          ผมเริ่มทำมิวสิก อีเวนต์ น่าจะประมาณปี 2013 ผมไม่เคยทำมาก่อน รู้แค่ว่าตัวเองชอบเสียงเพลง ชอบศิลปะ ผมเอาดีเจกลุ่มหนึ่งชื่อ Midnight Conspiracy มาแสดงที่บ้านเรา ทำผิดๆ ถูกๆ ไม่รู้ว่าจะจัดระบบการเข้า-ออก เก็บบัตรยังไง
          ถามว่าประสบความสำเร็จไหม คนมาเยอะ แต่ก็ยังขาดทุน แต่ผมบอกกับตัวเองว่าเงินที่หามาได้จะต้องเอาไปช่วยเหลือสังคม 
 
นั่นคืองานแรกที่ทำ ถึงจะขาดทุน แต่ก็เอารายได้ไปบริจาค
          ใช่ครับ เงินตรงนั้นเอาไปบริจาคให้พระไทยที่อยู่ในอินเดีย ตอนนั้นผมอยากช่วยอินเดียด้วย แล้วก็เริ่มทำอีเวนต์มาเรื่อยๆ ดีบ้างแย่บ้าง แต่ส่วนมากขาดทุนมากกว่า (หัวเราะ)
 
จัดอีเวนต์ยังขาดทุน แล้วทำไมลุกขึ้นมาเปิดบาร์
          ในเมื่อผมมีเป้าหมายแบบนี้ ก็คิดว่าน่าจะทำสิ่งที่ตัวเองชอบ ไม่คิดว่าเป็นงาน เลยตัดสินใจลองผิดลองถูก ทำธุรกิจเอง เปิดบาร์เล็กๆ ชื่อ Blaq Lyte เอาดีเจที่ตัวเองชอบมาเปิดเพลง ทำไปสักพักหนึ่ง มีรุ่นพี่ที่รู้จักกัน ชื่อพี่ไปป์ หรือดีเจ Super Sonic เขาแนะนำที่ใหม่ที่มีพื้นที่ใหญ่กว่าเดิม อยู่บนชั้นสองของ Bad Motel ผมไปเห็นก็ชอบ เลยย้ายไปที่นั่น
 
แต่เปิดวันแรกก็โดนปิด
          ใช่ครับ ตำรวจลง ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมโดนปิด คิดดูว่าคนมาเกือบ 300 คน
 
ตำรวจให้เหตุผลไหมว่าปิดทำไม
          ตำรวจเขาดีกับผมมาก บอกว่าผมเปิดเกินเวลา ผมเข้าใจว่าเขาต้องทำตามหน้าที่ ก็คุยกับเขาว่าเราผิดตรงไหนบ้าง รับฟังทุกอย่าง คือผมอาจจะยังใหม่กับธุรกิจนี้ด้วย อาจจะมีการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน แต่ตอนนี้เราทำทุกอย่างถูกต้องแล้ว


 
มีใครว่าคุณบ้าบ้างไหม ทำธุรกิจสายดาร์ก แต่จะเอาเงินไปช่วยเหลือเด็กกำพร้า
          ใช่ครับ เขามองว่าผมขายเหล้า ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะบ้าเหรอ
          ทำไมล่ะครับ ผมถนัดด้านนี้ อย่างน้อยเราก็ลงมือทำ แล้วสบายใจที่จะทำด้วย ผมอยากจะเปลี่ยนการรับรู้ของคนไทยที่เห็นแต่มุมลบของการดื่ม จริงๆ แล้วมันเป็นศิลปะชนิดหนึ่ง ถ้าได้เรียนรู้และได้ข้อมูลที่ถูกต้อง รู้ไหมว่ากินน้ำตาลมากๆ ก็แย่เหมือนกัน แต่คนไทยชินกับเรื่องแบบนี้ไปแล้ว 
 
ทุกวันนี้คุณกลับบ้านเกิดที่หนองคายบ่อยแค่ไหน
          ไปๆ กลับๆ ตามแต่โอกาส ตอนนี้ผมกำลังพัฒนาที่อยู่ผืนหนึ่ง ประมาณไร่ครึ่ง ที่อำเภอท่าบ่อ อยากจะทำเป็นโรงเรียนสำหรับเด็กกำพร้า ที่จะสอนเรื่องการใช้ชีวิตให้กับพวกเขา เพราะผมมองว่าเด็กๆ เหล่านี้ไม่ค่อยได้รับโอกาสเหมือนคนทั่วไป เราก็อยากให้โอกาส อยากช่วยเท่าที่จะทำได้
 
ทำไมถึงเลือกที่หนองคาย
          สิ่งที่ผมฝังใจกับตรงนี้คือผมรู้จักเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อน้องออย ตอนนั้นเขาอายุแค่ 6 ขวบ แล้วที่หนองคายมีต้นมะพร้าวเยอะมาก เขาถามผมเป็นภาษาอีสานว่าพี่อยากกินมะพร้าวไหม เขาก็ปีนต้นมะพร้าวไปเก็บมาให้ผมกิน เวลากลับไปบ้าน ผมจะไปเล่นกับเด็กคนนี้ประจำ มีช่วงหนึ่งที่ผมไม่ได้กลับบ้านนานมาก พอกลับไปอีกที เด็กคนนี้ก็หายไป คนแถวบ้านบอกว่าเด็กคนนี้โตแล้วเกเร กินเหล้า สูบบุหรี่ มีเรื่องชกต่อย เราก็คิดว่าทำไมต้องเป็นอย่างนี้
          ผมเชื่อว่าถ้าเด็กเหล่านี้มีคนคอยแนะนำ เขาอาจจะเลือกทางที่ดีกว่านี้ ถ้าเขาเลือกที่จะเป็นคนไม่ดี มันก็เป็นการตัดสินใจของเขา แต่อย่างน้อยเราต้องทำให้เขารู้ว่าเขามีทางเลือก