จากคลิปเด็กหนุ่มเกาหลีพูดไทย ‘เกาหลีดูหนังผีไทยคนเดียว’ เมื่อประมาณห้าปีก่อน ที่กลายเป็นไวรัลคลิปในช่วงเวลาไม่นาน วันนี้เขากลายเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในโลกโซเชียล

‘คิวเท ซิม’ หรือ โอปป้าเกาหลีในช่อง YouTube Kyutae Oppa เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของครอบครัวบาทหลวงชาวเกาหลี เกิดที่เมืองไทย เติบโตในเมืองไทย และเรียนภาษาไทยควบคู่กับภาษาอังกฤษในโรงเรียน หลังจากแจ้งเกิดในโลกโซเชียล คิวเท ซิมก็พักการเรียน หันมาเอาดีกับการทำคลิปวิดีโอ ก่อตั้งบริษัทผลิตคอนเทนต์ป้อนสื่อโซเชียล

ซิมเป็นเด็กหนุ่มขี้เล่น ชอบคิดมุขตลก ด้วยความที่เกิดและโตในเมืองไทย เขาจึงซึมซับวัฒนธรรมไทยมาตั้งแต่เด็ก รวมถึงมีความคิดที่ค่อยๆ กลืนเป็นไทย ไม่ว่าวิถีชีวิตความเป็นอยู่ไปจนถึงอาหารการกิน

ตอนนี้เขาแวบออกจากโลกโซเชียลชั่วคราว มาร่วมเล่นหนังไทยเรื่อง โกงพลิกเกม ฝีมือการกำกับฯ ของ ทิวา เมยไธสง กับค่ายไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น ในเรื่องเขาได้รับบทบาท ‘ซิม’ หนึ่งในแก๊งเด็กติดเกม

ประสบการณ์การเล่นหนังเขาไม่มี แต่เขามีมากในเรื่องการดู ซิมเปรยถึงซีรีส์เกาหลีเรื่องโปรด Vincenzo ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับมาเฟีย และแสดงนำโดย ซงจุงกิ (Song Joong Ki) ที่ถ้าสมมติว่าเลือกได้ เขาอยากจะเป็น 

“เพราะเขาเป็นคนที่มีใบหน้าที่พิเศษมาก บ่งบอกอะไรหลายอย่าง และก็หล่อมากๆ ด้วย”

คุณได้ดูหนังที่ตัวเองเล่นหรือยัง

ดูเรียบร้อยแล้วครับ

ดูแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง

ผมยังอยากดูอีกรอบครับ เพราะวันแรกที่ดูผมนั่งเกร็งทั้งเรื่องเลย เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นตัวเองในจอหนัง รู้สึกสองอย่างคือ เขิน ตอนดูผมเขินตัวเองมาก และไม่อยากจะเชื่อ ผมชอบดูหนังมาตลอด แต่พอเห็นตัวเองในหนังก็เลยรู้สึกว่าเหมือนฝันนิดหนึ่ง และรู้สึกเกร็งมากจนไม่ค่อยสบายตัว แต่หลักๆ แล้วมันเป็นประสบการณ์ที่ดีนะครับ สนุกดี

ตอนดูครั้งแรกผมดูตัวเองเล่นมากกว่า ว่าเล่นเป็นอย่างไรบ้าง สีหน้าเวลาเล่นบนจอเป็นอย่างไร ผมรู้สึกว่าตัวเองก็เล่นได้ใช่ระดับหนึ่งนะครับ ถ้ามองจากบทที่ผมได้เล่น ผมว่ามันใช่อย่างที่ผมคิดไว้นั่นแหละครับ ถือว่าโอเคเลยครับ

เห็นอนาคตตัวเองในงานแสดงด้วยหรือเปล่า

อันนี้ผมไม่แน่ใจนะ ต้องรอให้หนังออกฉายก่อน (หัวเราะ) แต่ผมว่าผมชอบการแสดงหนังนะครับ มันเหนื่อยก็จริง แต่พอเราเจอตัวเองบนจอหนังในโรงใหญ่แล้วรู้สึกดีมากเลย มันเป็นความรู้สึกแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

โกงพลิกเกม ที่ตัวเองเล่น แตกต่างจากหนังไทยเรื่องอื่นๆ ที่คุณเคยดูอย่างไร

เรื่องนี้ผมว่าเป็นหนังที่คนไทยไม่ค่อยได้ดู หนังไทยส่วนใหญ่จะเป็นหนังผี หนังตลก หรือหนังรัก แต่ โกงพลิกเกม เป็นหนังแนวแก๊งสเตอร์ แอ็กชัน หนังแนวนี้มีค่อนข้างน้อย เท่าที่จำได้ผมเคยดูหนังแนวนี้เรื่อง 2499 อันธพาลครองเมือง มันก็จะมีเลือดสาดหน่อย ค่อนข้างรุนแรง ซึ่งก็คล้ายๆ กัน แต่เนื้อเรื่องใน โกงพลิกเกม จะอยู่ในยุคสมัยใหม่กว่า เทคโนโลยีกับเทรนด์ต่างๆ จะมารวมกันหมด

ดูเป็นแอ็กชันเกาหลีไหม

ผมว่าดูเป็นแนวตะวันตกมากกว่านะครับ มีทั้งแก๊งสเตอร์รัสเซีย ฝรั่งผิวขาว คนผิวดำ รวมกันหมด ทำให้หนังดูต่างจากหนังไทยเรื่องอื่นๆ หน่อย

เห็นว่าคุณโตมาในครอบครัวที่คุณพ่อทำงานด้านศาสนา

ใช่ครับ พ่อผมเป็นบาทหลวง ผมโตมาในครอบครัวคริสเตียน (โปรเตสแตนต์) ถ้าดูในหนังอาจจะเห็นว่าคริสเตียนก่อนนอนต้องสวดมนต์ ต้องอธิษฐาน แต่พ่อผมจะไม่มีอะไรแบบนี้เลย

พ่อกับแม่เป็นคนอะไรยังไงก็ได้ครับ ถ้าผมไปนับถือศาสนาอื่นเพิ่มเขาก็โอเค ศาสนาเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวใจเรา เขามองว่ามันเป็นสิ่งที่ดีต่อเรา ถ้าเรารู้ว่าเราทำอะไรอยู่ และสิ่งที่ทำนั้นไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี พ่อกับแม่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ผมเลยโตมาแบบไม่มีเรื่องกดดันที่เกี่ยวกับโบสถ์สักเท่าไร จะมีก็แค่ว่าวันอาทิตย์ต้องไปโบสถ์ ตามพ่อแม่ไป นอกนั้นไม่มีอะไร

พ่อจะใช้วิธีแบบว่า ไม่ต้องให้ผมชอบก็ได้ แต่จะบอกว่าให้ลองไปอ่านพระคัมภีร์หรือเขียนพระคัมภีร์ก็ได้ แล้วพ่อจะให้รางวัล เรื่องแบบนี้ผมจะเต็มใจทำ ผมเคยคัดลอกพระคัมภีร์ใส่สมุด เขียนอยู่เป็นเดือน เสร็จแล้วพ่อก็ซื้อไอแพดให้เป็นรางวัล ผมก็ชอบครับ ตอนยังเด็กอยู่พ่อเคยบอกว่าจะซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกให้ แลกด้วยการท่องพระคัมภีร์ จำได้ว่าประมาณสอง-สามพันคำ ผมนั่งท่องยาวเลย ครบกำหนดแล้วก็ไปท่องให้พ่อฟัง พ่อก็ซื้อของให้

แต่สิ่งที่ผมท่องตอนนั้นมันก็ช่วยผมได้หลายอย่างเลยนะ เท่าที่จำได้เป็นหนังสือปฐมกาล (Book of Genesis) ว่าด้วยการกำเนิดของโลก ทุกวันนี้ผมก็ยังจำได้อยู่ และมันก็ยึดเหนี่ยวจิตใจได้ดีครับ

คืออ่านแล้วสามารถเข้าใจได้เลยใช่ไหม

ตอนนั้นผมก็ท่องแบบไม่เข้าใจ คือพ่อให้ผมท่องภาษาอังกฤษ มันเริ่มอย่างนี้ “In the beginning was the Word and the Word was with God…” บอกว่าตั้งแต่โลกนี้เกิดขึ้นมา เกิดขึ้นด้วยคำพูดของพระเจ้า และพระเจ้าก็คือคำพูด และโลกก็คือคำพูด ซึ่งตอนยังเด็กผมไม่เข้าใจ

แต่ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่า คำพูดเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด และเป็นสิ่งที่ฟื้นฟูได้ทุกอย่าง รวมทั้งทำลายได้ด้วย

แล้วคุณแม่ล่ะ มีบทบาทในการเลี้ยงดูอย่างไรบ้าง

แม่ก็เป็นคริสเตียนทำงานอยู่ที่โบสถ์เหมือนกันครับ แม่จะเป็นคนคอยเตือนมากกว่า อย่างเรื่องวันอาทิตย์อยากให้เราไปโบสถ์ ความจริงเดี๋ยวนี้วันอาทิตย์ผมไม่ค่อยได้ไปโบสถ์แล้ว แต่แม่อยากให้ไป เพราะอยากให้ลูกมีจิตใจที่แข็งแรง แต่เวลาผมไม่ไปโบสถ์แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ทั้งพ่อและแม่โอเคกับสิ่งนั้น

แนวทางการทำงานของเรา คุณพ่อกับคุณแม่มีส่วนช่วยหรือสนับสนุนอย่างไรบ้างไหม

จะว่าไปก็ช่วยได้เยอะนะครับ ผมหมายถึงในแง่ของการเป็นแบบอย่างที่ดี ตอนเด็กๆ ผมเห็นการทำงานของพ่อที่โบสถ์ พ่อเป็นบาทหลวงที่มีลูกน้อง แต่พ่อไม่เคยใช้คำว่าลูกน้อง จะเรียกว่าคนในโบสถ์ และผมไม่เคยเห็นพ่อดุหรือแสดงความไม่พอใจคนที่ทำงานด้วยเลย

ในมุมมองของพ่อก็คือ ต้องขอบคุณพวกเขาที่มาทำงานกับเรา ไม่ได้มองว่าเราจ้างเขามาทำงาน และที่เขาอยู่ทำงานกับเราทุกวันนี้เราต้องขอบคุณเขา

ย้อนกลับมามองการทำงานของผมเอง แรกๆ ผมก็มีการทำงานอีกแบบหนึ่ง คือแกต้องฟังเรานะ ทำไมส่งงานช้า งานไม่ดี ก็มีดุมีด่า แต่หลังๆ ผมมารู้สึกว่าการทำอย่างนั้นมันไม่ได้ช่วยอะไรเลย มันมีวิธีที่ดีกว่านั้นในการควบคุมงานให้ดีได้ หลายอย่างผมก็ได้มาจากพ่อเหมือนกัน

เทรนด์ของโลกโซเชียลตอนนี้เป็นอย่างไร

ตอนนี้ผมมองว่า เรื่องที่เปลี่ยนไปมากที่สุดคือเรื่องของเพลง ช่วงหลังมานี้ความหมายของเพลงจะเริ่มไม่สำคัญแล้ว และเพลงไม่จำเป็นต้องเพราะก็ได้ ผมเองมองว่าเพลงเป็นการเล่าสตอรีของตัวเอง หรือเล่าความเจ็บปวด ความสนุกสนาน จิตวิญญาณ แต่หลังๆ เพลงไม่ต้องสนุก หรือเพลงจะเกี่ยวกับอะไรก็ได้ ขอแค่มีจังหวะให้คนได้ไปเล่นตามใน TikTok หรือกลายเป็นสิ่งที่เอาไว้เปิดเต้น เอาไว้ parody ผมว่าเรื่องเพลงเป็นสิ่งที่เปลี่ยนไปเยอะสุดในช่วงโควิดที่ผ่านมา

ส่วนสื่อโซเชียลที่เติบโตมากที่สุดคือ TikTok มาแรงมาก ทุกคนพากันเล่น TikTok เต็มไปหมด และกลายเป็นว่ามันเปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีความสามารถโตขึ้นมาได้

TikTok เป็นอะไรที่คลิปไหนดีคนจะดู ถ้าคลิปเฉยๆ คนจะไม่ดู ไม่ว่าจะเป็นคนดังหรือคนธรรมดา ถ้าคอนเทนต์ของเขาดีมันจะเผยแพร่ไปทั่วโลก ผมว่า TikTok ทำให้หลายอย่างเปลี่ยนไปครับ มันมีอิทธิพลกับทุกอย่างในโลกโซเชียล

ตอนนี้คุณยังทำคอนเทนต์ในสื่อโซเชียลอยู่เหมือนเดิมใช่ไหม

ตอนนี้หลักๆ ผมก็ยังทำ Youtube อยู่ครับ ยังไปได้เรื่อยๆ ไปได้สวย ความจริงตอนนี้ผมทำอยู่หลายช่อง ผมไม่เอ่ยชื่อนะ เพราะผมไม่ได้เป็นคนออกหน้า แต่ผมเป็นคนลงทุนให้ทำช่องนั้น เป็นช่องที่คล้ายๆ รายการทีวี

ส่วนตัวผมยังอยากทำอีกช่องหนึ่งเกี่ยวกับรถ เป็นการรีวิวรถยนต์ แต่ให้มันมีความเป็นมืออาชีพไปเลย เพราะผมว่าถ้าเราเจออะไรที่ชอบ ก็น่าจะลองทำตรงนั้นไปเลยดีกว่า

เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับ TikTok ที่เป็นกระแสกับเขาด้วยหรือเปล่า

ความจริงผมมีบัญชี TikTok มานานมากแล้วครับ ก่อนที่มันจะฮิตกัน ประมาณสามปีกว่าแล้ว ผมใช้ TikTok เพราะว่าเคยมีคนจ้างทำ ตอนนั้นผมก็ยังไม่รู้ครับว่า TikTok คืออะไร เขาจ้างให้ทำคลิปลง TikTok ผมก็เข้าไปดูแล้วรู้สึกไม่แน่ใจ มันจะดังได้ไหมหนอ เพราะในมุมมองของผมตอนนั้น ผมว่า TikTok ไม่มีสาระเลย แล้วความยาวมันแค่หนึ่งนาที

ในมุมมองของผม ผมเชื่อว่าคนไทยชอบดูคลิปยาวๆ ต้องสิบนาทีขึ้นไป ตามหลังบ้าน Youtube จะเห็นว่าคลิปที่ความยาวเกินสิบนาทีจะมีคนดูเยอะกว่าคลิปสั้น TikTok หนึ่งนาทีจะได้อะไร แต่พอเวลาผ่านไป พฤติกรรมคนเริ่มเปลี่ยน กลายเป็นว่าคนชอบดูอะไรง่ายๆ คนเริ่มมีเวลาน้อยลง เริ่มอยู่บ้านเยอะขึ้น เขาต้องการเสพอะไรที่สั้นๆ ได้ใจความ ซึ่งที่ตอบโจทย์ที่สุดคือ TikTok หนึ่งนาทีก็มีสตอรีครบ

 

โอกาสในการสร้างรายได้ระหว่าง TikTok กับ YouTube อย่างไหนดีกว่ากัน

ใน TikTok ผมมียอดคนติดตามอยู่ราวสามล้านคน สาเหตุที่ผมไม่ได้ตั้งใจทำเพราะมันไม่สร้างรายได้ หรือรายได้น้อย อีกอย่างมันค่อนข้างใช้เวลาในการทำ และมันแป๊บเดียว 

ถามว่ายอดวิวเยอะมันจะอิมแพ็กไหม สมมติว่า TikTok ของเราได้ยอดสองล้านวิว แต่ผมมองว่ามันไม่อิมแพ็กเท่า YouTube สองแสนวิว เพราะคนดู TikTok สองล้านวิวก็จริง สิ่งที่เขาได้คือความสนุกก็จริง เขาก็แค่กดไลก์ให้ แล้วจะเลื่อนไปดูอันต่อไปเลย จะไม่ค่อยมีแบบว่า โอ้โฮ คลิปนี้ดี ประทับใจ ตรงนี้จะไม่มี มันเลยไม่ค่อยมีประสิทธิภาพสักเท่าไร

แล้ว TikTok ถ้าอยากจะอยู่ให้นานต้องโพสต์บ่อยๆ ส่วนเรื่องรายได้สามารถมีได้ ถ้ามีลูกค้าไทอินเข้าไปในคลิป แต่ก็น้อย เพราะพฤติกรรมของคนดู TikTok คือพอเจอสินค้าก็จะเลื่อนผ่านไปเลย อันนี้บอกไม่ได้เหมือนกันว่ามันมีประสิทธิภาพต่อลูกค้าหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจ

สปอนเซอร์ใน TikTok เราสามารถหาได้จากลูกค้ารายเล็กอย่างพวกขนมอะไรก็ได้ที่พอติดต่อได้ หรือแบบที่ลูกค้าติดต่อเข้ามาเป็นแคมเปญใหญ่ๆ เลย สมมติว่าโค้กมีแคมเปญหนึ่งจะลงใน TikTok สิ่งที่โค้กทำคือสร้าง challenge ขึ้นมา แล้วจ้างอินฟลูเอนเซอร์หลายๆ คน และโค้กก็จะจ่ายให้ TikTok อีกรอบเพื่อจะดันแคมเปญของตัวเองให้เข้าไปติดในเทรนดิ้ง

เท่าที่เห็นแคมเปญหลายอย่างใน TikTok ไม่ว่าจะเป็นแฟนต้าหรืออะไร อันนี้เขาก็จ่ายให้ TikTok เพื่อจะดัน challenge ของเขา และที่เหลือก็ให้อินฟลูเอนเซอร์ช่วยดัน แคมเปญใน TikTok จะประมาณนั้นครับ

อนาคตของ Facebook ล่ะจะเป็นอย่างไร

ผมว่า Facebook ตอนนี้เป็นแพลตฟอร์มที่มีปัญหาเยอะที่สุด ช่วงหลังๆ หลายคนเจอปัญหาเพราะว่ารายได้เริ่มไม่มั่นคง อีกอย่างคือ engage ของเพจน้อยลง อย่างบางเพจแต่ก่อนเคยได้ยอดล้าน-สองล้านวิว หลังๆ เหลือแค่แสน-สองแสนวิว เพราะเหมือนอัลกอริทึมมันเปลี่ยนไป มันลดลง ถ้าอยากจะเพิ่ม engagement ก็ต้องจ่ายเงินเพื่อบูสต์โพสต์ ซึ่งมันค่อนข้างยากตรงที่ว่าถ้าเราบูสต์โพสต์ engage มันจะมีโอกาสตกลงไปกว่าเดิม เพราะว่าฐานคนดูอาจจะไม่ใช่กลุ่มที่ชอบดูเราอยู่แล้ว ทำให้คนเล่น Facebook น้อยลง

ช่วงหลังจะเห็นได้ชัดว่าคนย้ายไป YouTube เยอะมาก ถ้าดูกลุ่มดาราตอนนี้ ผมว่าครึ่งหนึ่งมีช่อง YouTube ของตัวเองแล้ว และค่อนข้างโพสต์ลงบ่อย เขาจะไม่ค่อยลง Facebook กันแล้ว เพราะยอด engage ลดลง บางครั้ง engage ไม่ขึ้นด้วยซ้ำ และมีมาตรการเยอะมาก อย่างเช่น แปะลิงก์แล้ว engage ก็ไม่ขึ้น หรือแฮชแท็กบางอย่าง คำอะไรก็แล้วแต่ มันไม่แน่นอนครับ ผมมองว่าถ้า Facebook ยังอยากอยู่ต่อไปคงจะต้องแก้ไขตรงนั้น แก้อัลกอริทึมให้ถูกต้อง

คุณติดตามความเคลื่อนไหวของโลกโซเชียลตลอดเวลาใช่ไหม

ใช่ครับ ถ้ามีแพลตฟอร์มใหม่ๆ เข้ามา ผมต้องศึกษาไว้ก่อน ไม่นานมานี้ก็มี Clubhouse มาแรง ผมก็ลงไปใน Clubhouse ด้วยเหมือนกัน แต่ก็พบว่า Clubhouse เป็นกระแสแค่ชั่วคราวจริงๆ ไม่นานก็ดรอป

ถ้าให้ผมแนะนำ เวลามีแพลตฟอร์มใหม่ๆ เข้ามา ให้เราศึกษาไว้ก่อนแล้วลองเล่นนิดหน่อยก็ดี เพราะว่าเราไม่รู้หรอกว่ามันอาจจะเป็นเหมือน TikTok ในอนาคตก็ได้

ยังมีอะไรที่ใหม่กว่าที่เราคุ้นเคยกันอีกบ้างไหม

ตอนนี้ YouTube ก็เริ่มมี YouTube Shorts แล้ว ซึ่งเหมือน TikTok เลย ถ้าเราเปิดเข้าไปใน YouTube เราจะเห็นคลิปธรรมดาทั่วไปใช่ไหม ข้างล่างมันจะมีเมนูที่เขียนว่า Shorts ถ้ากดเข้าไปมันจะเป็นคล้าย TikTok เลย ถ้าเลื่อนลงไปก็จะมีคลิปหนึ่งนาทีทุกช่องเลย

สาเหตุที่ YouTube ทำเพราะว่ามันตอบโจทย์คนดู คนสมัยนี้ไม่เฉพาะในประเทศไทยนะครับ ทั่วโลกเลย เขาชอบเสพอะไรที่มันสั้นและได้ใจความ ไม่ชอบเสพอะไรที่ยาวและต้องมานั่งดู คนยุ่งไม่มีเวลา พอมีเวลาว่างนิดหนึ่งก็เปิดดูอะไรแวบๆ เลื่อนดูหนึ่งนาทีจบ ไม่ต้องดูค้างแล้วค่อยกลับมาดูให้มันจบ

ผมมองว่าในอนาคตคลิปจะสั้นลง และในประเทศไทย คนจะถ่ายทำจากที่บ้านเยอะขึ้น ไทยจะเริ่มเปลี่ยนเป็นว่าแต่ละคนจะมี identity สูงขึ้น จะมีกฎหมายใหม่เข้ามาแน่นอนว่า ต่อไปนี้ถ้าใครถ่ายคลิปติดคนอื่นจะต้องเบลอหน้าคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของคลิปแล้ว จะได้ไม่เกิดเป็นดราม่าขึ้นมา ในประเทศอื่นก็มีแล้ว ผมว่ากฎหมายลักษณะนี้จะมาแน่นอนครับ ต่อไปการจะถ่ายคนอื่นต้องขออนุญาตก่อน

สรุปสิ่งที่คนไทยอยากจะดูก็คือ สั้น ได้ใจความ และมีการถ่ายทำจากที่บ้านมากขึ้น อันนี้เท่าที่ผมคาดเดาไว้นะครับ

พูดถึงดราม่า คิดอย่างไรกับข่าวล่าสุดที่เกี่ยวกับคิมซอนโฮ

จากข่าวผมก็เห็นความเห็นจากทั้งสองฝ่าย จากฝ่ายที่ปกป้องเขากับฝ่ายที่ต่อต้าน แต่จริงๆ รอใช้เวลารอดู เรื่องนี้ถ้าเราแสดงความเห็นโดยที่เราเองก็ไม่รู้เรื่องร้อยเปอร์เซ็นต์ อันนี้ผมก็ว่าไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เราควรรอดู และไม่ใช่ว่าเขาทำผิดครั้งหนึ่งแล้วใครจะกดดันให้เขาออกจากวงการ อันนี้ผมก็ว่าไม่ถูกต้อง

ผมไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุการณ์มันเกิดขึ้นตอนไหน อาจจะนานมาแล้วหรือล่าสุดก็ได้ ที่แน่ๆ คือผมไม่มีข้อมูล และผมคิดว่าคนทั่วไปที่อ่านข่าวก็คงไม่มีข้อมูลชัดเจนเหมือนกัน ผมว่ามันเป็นเรื่องของเขาที่อยู่เกาหลี ที่ต้องดูกันว่าคนเกาหลีจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร จะยอมรับให้เขาทำงานต่อหรือเปล่า ถ้าเขาถูกตัดออกจากวงการจริงๆ เราก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี

เรื่องแบบนี้เป็นปัญหาใหญ่สำหรับสังคมเกาหลีไหม และเกิดขึ้นบ่อยไหม

เกิดขึ้นบ่อยครับ ความจริงมันไม่ใช่ปัญหาที่หายากด้วยนะ แต่เป็นปัญหาทั่วไป ผมว่าคนประเทศไหนก็แล้วแต่ ไม่ว่าไทยหรือเกาหลีก็มีปัญหาแบบนี้เยอะ เพียงแต่เราไม่รู้ เพราะว่ามันเป็นความลับ ซึ่งดาราคนนี้เขามีความลับที่อยู่ๆ วันหนึ่งมันก็ถูกเผยแพร่ออกมา จนเกิดเป็นปัญหาใหญ่

ผมว่ามันอาจจะเป็นปัญหาใหญ่ก็ได้ ในมุมมองของคนดูทางบ้าน แต่ผมก็คิดว่ามันเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ

แล้วรู้สึกอย่างไรกับ ลิซ่า Blackpink ในฐานะคนเกาหลีที่เกิดในเมืองไทย

รู้สึกภูมิใจนะครับ เพราะลิซ่าสามารถเปลี่ยนความคิดของคนเกาหลีหลายคนให้หันมาสนใจและรู้จักเมืองไทยมากขึ้น อันนี้เท่าที่ผมได้ยินมาเลยนะครับ ว่าจริงๆ คนเกาหลีหลายคนคิดว่าไทยเป็นประเทศที่ไม่ค่อยพัฒนา คิดว่าคนไทยขี่ช้างไปเรียน เมื่อก่อนเขาคิดอย่างนี้

แต่พอลิซ่ามีชื่อเสียงขึ้นมา คนเกาหลีก็เริ่มเปลี่ยนความคิด มองประเทศไทยไปอีกแบบว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และค่อนข้างรวยด้วย ซึ่งเป็นอะไรที่ผมเองก็ภูมิใจครับ

ลิซ่าเป็นคนไทยที่ไปเดบิวต์ที่เกาหลี ผมเคยเจอประเด็นหนึ่งที่ว่า คนไทยอยากให้ลิซ่าเป็นแบบที่คนไทยต้องการ แต่คำถามก็คือ ลิซ่าเกิดจากบริษัทในเกาหลี การตลาดก็เป็นทีมงานคนเกาหลี ซึ่งสิ่งที่เราเห็นทั้งหมดก็คือสิ่งที่ทีมการตลาดของเกาหลีทำ ผมคิดว่าทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ทีมงานเกาหลีจะสื่อออกมาอย่างไรมากกว่า

ล่าสุดก็มีเรื่องที่ลิซ่าไม่ได้ไปร่วมงานแฟชั่นที่ปารีส ซึ่งผมมองว่ามันก็อาจจะเป็นแผนการตลาดของทางเกาหลีเหมือนกัน อันนี้ผมไม่แน่ใจนะครับ เรื่องนี้ที่เกาหลีไม่ค่อยเป็นข่าวสักเท่าไร แต่กลายมาเป็นข่าวดังที่เมืองไทย

แปลว่าคนไทยดราม่ามากกว่า

ใช่ครับ คนไทยดราม่ามากกว่าคนเกาหลี (ยิ้ม)

ปกติคนเกาหลีสนใจข่าวหรือประเด็นอะไรเป็นพิเศษ

ก็ดราม่าเหมือนกันนี่แหละครับ จริงๆ มีดราม่าเยอะกว่านี้ คนเกาหลีชอบเสพเรื่องดราม่า ชอบเสพเรื่องการเมือง น่าจะคล้ายบ้านเรา (ไทย) นี่แหละครับ

Fact Box

คิวเท ซิม กำลังจะย่างเข้าวัย 23 ปี ในเดือนมกราคมปีหน้า เนื่องจากเขาเกิดที่เมืองไทย ชื่อหน้าของเขาจึงถูกตั้งว่า ‘คิวเท’ แปลจากภาษาเกาหลีว่า ‘รักเมืองไทย’ หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมปลาย เขาเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย แต่เรียนอยู่แค่ปีเดียวก็ลาออก เพราะมีเป้าหมายชัดเจนว่าตนเองต้องการทำอะไร และอนาคตอยากทำอะไร

Tags: , , , ,