โอมาร์ อัล บาชีร์ ประธานาธิบดีซูดานที่ครองอำนาจในซูดานติดต่อกันนานสามทศวรรษ จนประชาชนออกมาประท้วงขับไล่ และถูกทหารอีกกลุ่มหนึ่งก่อรัฐประหารควบคุมตัวเขาไว้เมื่อเดือนเมษายน 2019 เพิ่งขึ้นศาลเป็นครั้งแรกในข้อหาทุจริตและครอบครองเงินต่างประเทศอย่างผิดกฎหมาย เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม

ก่อนหน้านี้ ตำรวจระดับสูงให้การต่อศาลว่า อดีตประธานาธิบดีได้รับเงินมา 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ในการพิจารณาคดีเมื่อเสาร์ผ่านมา อัล บาชีร์ยอมรับอย่างเป็นการทางครั้งแรกว่าได้รับเงิน 25 ล้านดอลลาร์ที่ส่งมาทางเครื่องบินส่วนตัว

อดีตประธานาธิบดีวัย 75 ปีให้การว่า ผู้จัดการสำนักงานได้รับโทรศัพท์จากโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบียแจ้งว่า เขามี ‘ข้อความ’ ที่จะส่งมาทางเครื่องบินส่วนตัว เพราะเจ้าชายไม่ต้องการให้ชื่อของตัวเองไปปรากฏที่ไหน เพราะถ้าส่งเงินผ่านทางธนาคารหรือกระทรวงการคลังก็จะอ้างอิงกลับไปยังแหล่งที่มาได้

เจ้าหน้าที่เข้าค้นบ้านพักของเขา หลังอัล บาชีร์ถูกควบคุมตัว พบเงินสดทั้งสกุลเงินภายในและต่างประเทศ มีเงิน 6.9 ล้านยูโร 351,770 ดอลลาร์สหรัฐ และ 5.7 ล้านปอนด์ซูดาน ผู้พิพากษาบอกว่าเป็นเงินที่เขาได้รับมาและใช้ไปอย่างผิดกฎหมาย

อัล บาชีร์อ้างว่า เขาไม่ได้นำเงินมาใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่นำไปบริจาค โดยมอบเงิน 5 ล้านให้กับกองกำลังสนับสนุนกองทหารที่มีส่วนทำให้เขาหลุดจากอำนาจ และมอบเงิน 4 ล้านให้กับมหาวิทยาลัย ส่วนอีก 2 ล้านให้โรงพยาบาลทหาร อย่างไรก็ตาม เขาบอกกับศาลว่าไม่มีบันทึกว่าเงินถูกใช้ไปอย่างไร

นอกจากนี้เขาให้เหตุผลที่ไม่ปฏิเสธเงินจำนวนดังกล่าว ว่าเป็นเพราะไม่ต้องการให้ประเทศที่มีความสัมพันธ์พิเศษกับซูดานโกรธ แม้เขาก็ไม่แน่ใจว่าทำไมมกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบียจึงส่งเงินมา ได้รับคำอธิบายเพียงแค่ว่า “ใช้เงินตามที่เห็นสมควร”

ทนายความของอัล บาชีร์กล่าวว่า ลูกความของเขาปฏิเสธข้อกล่าวหา และพยานฝ่ายจำเลยจะมาให้การในศาลในการพิจารณาคดีครั้งหน้า 

ศาลปฏิเสธคำขอปล่อยตัว  เขาอาจต้องโทษจำคุกมากกว่า 10 ปี การพิจารณาคดีมีขึ้นอีกครั้งในวันที่ 7 กันยายนนี้

นอกจากคดีดังกล่าว อดีตประธานาธิบดีซูดานยังถูกตั้งข้อกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารผู้ประท้วงเมื่อเดือนพฤษภาคม และเขายังเป็นที่ต้องการตัวของศาลอาณาระหว่างประเทศในข้อหาอาชญากรรมสงครามและฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุเมืองดาร์ฟูร์ด้วย

การไต่สวนอัล บาชีร์ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญสำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลพลเรือนของซูดาน หลังจากเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ผู้นำการประท้วงและกลุ่มทหารที่ทำรัฐประหารได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกันว่าจะร่วมกันบริหารประเทศเป็นเวลา 3 ปี ก่อนที่จะจัดการเลือกตั้ง โดยวันที่ 1 กันยายนจะเป็นวันแรกที่รัฐบาลพลเรือนคืนสู่อำนาจ

ที่มา:

https://www.aljazeera.com/news/2019/08/sudan-al-bashir-admits-receiving-25m-saudi-crown-prince-190831110115474.html

https://www.nytimes.com/2019/08/31/world/africa/sudan-al-bashir-corruption-trial.html

https://www.middleeasteye.net/news/former-sudanese-president-admits-receiving-millions-mbs