เหมียวซาช่าถึงบีไอดา
ลุงเหน่งแกบอกให้พูดอะไรหน่อยกับ ‘เขียน’ ที่แกอ่านไปแล้ว ลุงแกนี่ก็แปลก เขียนเองไม่เป็นรึไง ถึงจะมายืมเสียงฉันที่เป็นแมวต่างชาติมารีวิวแทน
ลืมแนะนำตัว ฉันชื่อซาช่า อยู่กับเพื่อนหญิงคนต่างชาติในวัยเกษียณ (ฉันและเธอต่างไม่ได้เป็นทาสหรือนายใครแบบที่เราเรียกกันเกร่อไปแล้ว) และในต่างประเทศ ฉันฟังภาษาลุงหัวเหน่งไม่รู้เรื่องหรอก ไม่เคยออกนอกบ้านข้ามชาติข้ามแดนแบบลุงเหน่ง และแกก็หาเรื่องให้ฉันเป็นร่างทรงเพื่อพูดถึงงาน ‘เขียน’ ที่ฉันไม่ประสาสักคำ
เริ่มเลยที่คำบ่นของแกตามสไตล์ลุงโล้นจอมบ่นขี้รำคาญ แกว่าแกไม่มีวันเขียนได้แบบที่เขียนใน ‘เขียน’ ว่าที่แกเขียนๆ ไป และที่กำลังยืมร่างฉันเขียนเนี่ยนะ มันไม่มีวันขึ้นแท่นขึ้นพานอะไรกะเขาหรอก แกบอกแกรำคาญกับงานรางวัลทุกแบบ จะสายวรรณกรรมหรือบันเทิงก็เถอะ งานรางวัลกองเป็นหลายเล่มที่ห้อง คนอื่นให้มาก็กองอยู่ชั่วนาตาปี หนังรางวัลคานส์หรือออสการ์ก็ค้างไว้ดูคราวหน้าจนน่าจะเต็มหน่วยความจำในคอมพิวเตอร์
และประสบการณ์การเป็นกรรมการประกวดอะไรเทือกนี้ทางด้านศิลปะก็ทำให้บอกตัวเองว่าไม่เอาอีกแล้ว คงจะอารมณ์แบบเดียวกะตอนตัดสินรางวัลพานแว่นอะไรนั่น
แกไม่เคยตามหรอกว่าใครจะได้โนเบล ซีไรต์ ที่ 1 งานศิลปกรรมแห่งชาติ มิสเวิลด์ มิสไทยแลนด์ ดีไม่ดีแกจำลำดับผู้นำรัฐบาลไม่ได้เลยด้วยซ้ำ หากแกจะพลาดอะไรกับพานเพินนั่นก็ช่างเถอะ ถือซะว่าลุงแกอยู่หลังเขาละกัน
ลุงแกฝากถามว่า หรือเพราะเราเอาแต่ใจตัวเองไปนะ หรือเราจะนอกคอกเกินตัวจนไม่อาจยอมให้กับมาตรฐานฉันทลักษณ์ที่ดันจะวัดความหลากหลาย และหรือไอ้ความหลากหลายนี้กระมังที่เทียบวัดกะอะไรลำบาก อะไรที่นอกลู่เลยน่าพิศวงมากกว่าอะไรที่ขึ้นพานมีที่ทางไปแล้ว (นะค่ะ)
ลุงใช้คำที่เหมียวขนดำอย่างฉันตามไม่ทันอย่าง ‘ฉันทลักษณ์’ แปลว่าอะไรง่ะ แล้วฉันก็ไม่คิดว่า ‘นะค่ะ’ จะเกิดเนื่องมาจากการสะกดผิด แหม ก็ในเมื่อข้อเขียนประกวดเหล่านั้นจากประชาชนมีปนคำพูดคำเขียน และการพูดไม่ได้วัดด้วย ‘ฉันทลักษณ์’ ใดเป็นมั่นเหมาะ ใครจะรู้ว่าเขาถอดเสียงพูดออกมาเพราะเขาอาจมีสำเนียงแบบนั้น มีสำเนียงท้องถิ่น สำเนียงเฉพาะ ก็ทีบียังปนน้ำเสียงพูดใน ‘เขียน’ เขียน ‘สัก’ ตามการออกเสียงว่า ‘ซัก’ แบบเดียวกะซักผ้า ซักรีด ลุงแกเลยไม่ได้ตะขิดตะขวงกะ (นะค่ะ)
แต่แกแอบเมาท์ว่า ถ้าเป็นงานเขียนนักศึกษาแกด่าเช็ด… ลุงแกวัยทองก็งี้แหละ
แถมบอกอีกว่า งานการบ้านนักศึกษาที่คะแนนสูงสุดอาจไม่ใช่งานที่แกชอบมากที่สุด เป็นคะแนนท็อปเนื่องในเกณฑ์ หลายครั้งงานคะแนนกลางๆ ก็มีสีสันเสียมากกว่า แค่ว่าวาระไม่เอื้อ
เออ อีลุงไทยหัวเหน่งนี่ก็เพี้ยนนะ (แกบอกว่าไม่ได้แอบด่าบีทางอ้อมนะ) ถ้ามีขนดำบนหัวซักหน่อยแบบฉัน แกอาจหายเพี้ยนมั้ง (ค่ะ)
แกเลยพลอยรำคาญบรรดางานวิชาการไทยไปโดยปริยายหรือเป็นทุนเดิม ลุงบ่นๆๆๆ กับงานเขียนประเภทที่อ่านมาเยอะ และทำได้แต่เอามาตัดต่อบอกต่อ นั่นหนึ่งละ อีกหนึ่งคือดร็อปเนมยักษ์และไม่ยักษ์ ส่วนคนดร็อปตัดต่อก็กลายเป็นมดตัวกระจ้อยแบกรับน้ำหนักวิชาการของคนอื่นไว้เต็มบ่า
ยังไม่นับรวมพวกแบบฟอร์มแข็งโป๊กของงานวิจัยที่ต้องแจง ‘หลักการและเหตุผล’ ก็บางทีหรือหลายทีเราแค่สนใจอยากค้น อยากสำรวจแบบไม่มีเกณฑ์กำกับ ไร้หลักไร้การ ไร้เหตุไร้ผล ไม่ได้อยากตลบตะแลงแจงที่มา อุปโลกน์คุณประโยชน์ล้านพันแปด วิชาการไทยมันจึงกระด้าง ไปไม่ถึงปรัชญาของการศึกษาที่ต้องปลดเปลื้องอัตบุคคลจากพันธนาการ วิชาการไทยกลับนำไปล่ามโซ่ติดตรวนที่บังคับให้ต้องลากไปด้วย
บีปล่อยแกพล่ามได้อีกนานกับอะไรเทือกนี้ ที่แกลากจากไวยากรณ์หรือ ‘ฉันทลักษณ์’ จนถึงวิชาการไทย คือจะบอกว่าแกถูกจริตกับเนื้อความท่อนหนึ่งของ ‘ป้าริตต้า’ (ชื่อเริ่ดมากค่ะ) ที่บียกมาว่า
“การเรียนในระบบอาจทำให้หงิกง่อยไปเลยก็ได้ (ดูได้จาก Proposals งานวิจัยและรายงานการวิจัยทั้งหลาย)” (ลุงแกขอไม่อ้างเลขหน้านะ แกรำคาญ จะว่าแกโมเมมโนขึ้นมาเองก็ตามสะดวกตามใจ)
ลุงนึกถึงคำพูดครั้งหนึ่งของบีเองที่ว่า มหาลัยชั้นนำบางแห่ง (ลุงหน้าเหยเกทุกทีเวลาได้ยินคำว่า ‘ชั้นนำ’ ที่เราชอบเอามาปาวๆ ขายของ) สามารถทำคนฉลาดให้เป็นคนโง่ได้
อ้าว! บีจ๋าบี นั่นแหละกระมัง ความหมายของชั้นนำ นำร่องเรื่องตรงข้ามกับหลักปฏิบัติ แทนที่จะสร้างคนให้คิดเป็น เขาต้องสอนไวยากรณ์ให้ท่องจำ คือสอนกลับด้านไง รู้จักไหม Dialectics คิดย้อนคิดแย้ง
อกอีแป้นแตก ซาช่าเผลอหลับไปนิด ปล่อยลุงเหน่งพล่ามบ่นออกทะเลไปแล้ว นั่น แกดร็อปคำอะไรออกมาอีก อย่ามาอวดภูมิเลยลุง ดูไม่ ‘ชั้นนำ’ หรอก กระจอกจะตายชัก ลุงเอ้ย หัดเจียมตัว เจียมกะลาหัวบ้างนะ
แต่ที่ลุงแกกรี๊ดจนสาวแตกในวัยปูนนั้นแล้วคือ เนื้อความที่โควตมาจาก ‘สมุดแม่’ ของป้าริตต้า ต้องบอกว่า ลุงได้ยินได้ฟังหนังสืองานศพเล่มนี้มานานแล้ว แต่ไม่มีให้อ่าน พอบียกมาอ้างถึง แล้วยังเป็นท่อนโดนจริตลุงโล้นเข้าไปอีก โอ๊ยยยย บีเอ๋ย ลุงแกครึ้มใจจนขนแทบงอกบนหัว ก็ยังเป็นเรื่องการศึกษาน่ะแหละค่ะ
แต่เบรกนิด ซาช่าเป็นเหมียวผู้นะคับ ลุงแกน่าจะเห็นในเมลของเพื่อนซาช่า เขาใช้ Le ไม่ได้ใช้ La อ่านฝรั่งเศสออกไหมลุง อย่ามามั่วนิ่มให้ผมเป็นอีกเพศ แต่ก็ตามใจแกละกัน เดี๋ยวโดนบ่นอีก
ท่อนนั้นของป้าริตต้าพูดถึงการศึกษาที่กลับไม่ส่งเสริมให้ลูกสาวคุยกับแม่โดยไม่มีปากเสียง เป็นทั้งความในใจ คำสารภาพ คำวิพากษ์ ป้าบอก
“คนที่อยู่ในหัวใจข้าพเจ้าอย่างแม่กลับไม่ได้อานิสงส์จากความรู้เหล่านี้ ตรงกันข้าม ความมีทิฐิบวกกับความอหังการของคนที่ถูกฝึกฝนมาจากการศึกษาขั้นสูงให้มีความเชื่อมั่นในความคิดของตัวเอง กลับใช้สิ่งเหล่านี้ทำร้ายจิตใจคนที่รักข้าพเจ้าที่สุด และข้าพเจ้าก็รักที่สุดได้อย่างน่าเศร้าที่สุด”
คำสารภาพรักมักมาทีหลังเสมอ เพราะในห้วงของการเป็นอยู่ คำเหล่านั้นกลับเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยจนเราออมเก็บไว้ใช้ภายหลัง มักเป็นแบบนี้บ่อยครั้ง และสิ่งที่เราต่างปลดเปลื้องมันออกมาอย่างไม่บันยะบันยัง กลับคือความรู้จากการศึกษาที่กลบทุกอย่าง กระทั่งเลือนคำมนุษย์ไป
หรือก็เพราะเนื่องในความเป็นคนอีกเช่นกัน ที่เราชำระสรรพสิ่งได้ไม่เกลี้ยง ไม่ว่าจะในระลอกนี้หรือระลอกไหน (แอบกระซิบบอกบี ลุงแกมีอาการไม่สำเร็จรูปแบบนี้เป็นครั้งคราว อย่าถือสานะฮะ ไม่ต้องควานหาคำอธิบายจิตวิทยาสะดวกซื้อที่ไหน)
ปมระหว่างป้าริตต้า อดีตนักมานุษยวิทยาและผู้บังเกิดเกล้า เหมือนจะล้อไปกับเงื่อนระหว่างชีวิตจริงกับภาคสนาม ชีวิตจริงไม่ใช่ภาคสนาม ภาคสนามคือพื้นที่จำลองของการสมมติบทบาทชั่วคราวขึ้นมา ประกอบท่าทีกิริยามารยาทผสมกาลเทศะ เพื่อผลเชิงข้อมูลหรือสายการโยงใยอะไรก็แล้วแต่ มีความเกรงใจในนั้น มีการรั้งไม่ให้ความรุนแรงแสดงตัวจนต้องจบการลงสนามกลางคัน แต่ในชีวิตจริง เราไม่เคอะเขินที่จะตรงไปตรงมากับหลากเรื่อง ยิ่งเมื่อเป็นคนใกล้ชิดด้วยแล้ว ต่อล้อต่อเถียง มีปากเสียง คือวิสัยของการอยู่ร่วมกัน จนกระทั่งกลายเป็นแบบที่เรามักได้ยินว่า คนใกล้ชิดคือคนที่เราไม่ได้รู้จักดีที่สุด ความเป็นอื่นมาจากคนในครอบครัวเดียวกัน
พูดอีกอย่าง ในชีวิตจริงมีภาคสนามล่องหนที่เราต่างลงเล่นวันแล้ววันเล่าโดยอาจไม่สะกิดใจ เป็นภาคสนามกำมะลอ แต่คลอไปกับชีวิตจริง อะไรที่การศึกษาขจัดออกหรือกลบเกลื่อนในภาคสนามนอกครัวเรือน จะหวนคืนมาอย่างชอบธรรม กับสมาชิกในครอบครัว กับบุพการี และกับผู้บังเกิดเกล้า
‘ทิฐิบวกกับความอหังการ’ ที่ดันพ่วงมากับการศึกษา จึงร่วมกันแฉความน่าอดสูแต่จริงของการศึกษานั้นเอง การศึกษาไม่ช่วยสมาน กลับสร้างความร้าวฉานแตกหักขึ้นมา
บีฮะ ตาลุงอาการไม่สำเร็จรูปชักกำเริบหนัก แกจะไปยุ่มย่ามเรื่องแม่ลูกเขาทำไม ในฐานะอะไร คงไม่ใช่ ‘ในฐานะนักมานุษยวิทยา’ แบบที่บีกังขาในเล่มนะ ซาช่าขอบอกว่า ในฐานะลุงเหน่งที่ไม่ค่อยเป็นมนุษย์มนากะเขา แกคงอยากเป็นเหมียวขนดำมั้งค่ะ…
ลุงพล่ามต่อ ดังนั้น ‘อานิสงส์จากความรู้’ จึงหาใช่กรรมดีเสมอไป แต่คือยาขมบ่มด้วยยาพิษ สร้างความแปลกแยกห่างเหินขึ้นมา ลุงบอกว่า แกเขียนวิพากษ์งานเขียนทำนองเรื่องเล่าเคล้ามุมวิเคราะห์ของนักสังคมวิทยาชายฝรั่งเศสคนหนึ่ง นักวิชาการคนนี้เล่าการกลับบ้านไปหาแม่หลังจากพ่อตาย และหลังตัดขาดจากครอบครัวไปนานแล้วหลายสิบปี ครอบครัวชนชั้นกรรมาชีพ แต่เมื่อตนเรียนมากขึ้นสูงขึ้น จึงเห็นว่าคุยกันไม่รู้เรื่องอีกต่อไป ทั้งในการมองโลก ความรู้สึกนึกคิด และอื่นๆ จนต้องยุติวงจรการผลิตซ้ำทางสังคมที่จะเกิดขึ้น การศึกษาจึงไม่ได้ไฮโซเพราะปรัชญาเบื้องต้น การศึกษากลับทำให้ตนและครอบครัวแปลกแยกต่อกัน สร้างชนชั้นขึ้นมา
ลุงวกมาบ่นกระปอดกระแปดอีกแล้วว่า บทความนั้นเขียนจวนจบแล้ว แต่ไม่รู้ที่ลง คงต้องดองเค็มจนขึ้นขี้เกลือ เพราะจะลงเว็บก็เกรงไม่อินเทรนด์เท่าเรื่องขนมปังแบรนด์ใหม่ ดนตรีวงเท่ เสื้อผ้าฮิปๆ หรือสุดโต่งไปเลย เวลามีระเบิดมีสงคราม มีประท้วง หายนะธรรมชาติ บทความลุงแกจะเป็นคอลัมน์เอาไว้ให้พอมี เดี๋ยวจะทำแบบศรีดาวเรืองที่บีเล่ามาซะเลย คือทำแจกอ่านกันเอง แต่ใครจะอยากอ่านบ้างหนอ ขี้บ่นปานนี้ แถมมีดองเค็มเป็นกุรุส
คนอ่านทดลองคนแรกที่ลองแบบสุ่มสี่สุ่มห้า คือแม่ตาลุงน่ะแหละ บอกแล้วว่า แกมีอาการไม่สำเร็จรูป ตาลุงเอาบทความเรื่องแดร์ริดา ที่แกดัดจริตเขียน เอาไปลองให้แม่อ่าน แม่ตาลุงการศึกษาไม่เกินประถม อ่านออกเขียนได้ก็นับว่าประเสริฐแล้ว อ่านไป 1 หน้า นางก็วาง บอกว่า “ฝรั่งนี่มันเก่งนะ”
ไงล่ะ ‘อานิสงส์จากความรู้’ ช่วยให้บทสนทนาไปไกลกว่านี้ไหม
และพอตาลุงดัดจริตจะวางกระถางต้นไม้ข้างบ้าน แม่บอกมันไม่โตหรอกเพราะมันอับลม ลุงค้าน แต่มันเอาต์ดอร์นะ และฝืนวางตรงที่ที่อยากวาง
แคระแกร็นไปตามๆ กันทุกกระถาง…
เหอะๆ ‘อานิสงส์จากความรู้’ คือลุงผู้ดัดจริตเขียนปรัชญาตะวันตกให้แม่ลองอ่าน ดันทึ่มเสียยิ่งกว่าอะไร
ซาช่าแอบขำและสะใจกับความอวดรู้ของแก การศึกษาไม่ได้ช่วยให้รู้ทุกเรื่อง ขุดแซะร่องความห่างเหินที่กลบถมด้วยเพียงการสนทนาพูดคุยเรื่องทั่วไป เรื่องเป็นและไม่เป็นเรื่อง และกลบถมด้วยปากเสียงที่ตาลุงจอมบ่นไม่อาจเลี่ยงพ้น
นึกถึงฉากหนึ่งในเรื่องเล่าทำนองอัตชีวประวัติจากนักเขียนหนุ่มในแวดวงเดียวกับนักสังคมวิทยานั้น เล่าเรื่องพ่อเหมือนกัน พ่อจากชนชั้นกรรมาชีพเหมือนกัน ย้อนไปตอนวัยเด็ก เรียนเรื่องกำแพงเบอร์ลิน เด็กชายตื่นเต้นว่าอะไรแบบนี้เคยมีด้วยเหรอ กลับบ้านมาลุกลี้ลุกลนไปถามพ่อที่ก็ตอบได้แบบแหว่งวิ่นไม่ได้รูปได้รอยร่องอะไร
อีกเรื่องจากนักเขียนหญิงโนเบลซะด้วย ลุงเอ้ย เพิ่งบอกหมาดๆ ว่าไม่สนงานโนเบล ไม่รู้ละ มันบังเอิญพ้องกันพอดี นางเล่าเรื่องพ่อตาย และย้อนหลังความเป็นมาจากการเป็นคนขายของชำ ต่างจากลูกสาวที่เรียนจนสอบครูได้ ซ้ำไปแต่งกะคนมีฐานะ ระดับชั้นทางสังคมที่สูงขึ้นอาจไม่ใช่ปัญหา แต่เลี่ยงไม่ได้ว่าระยะห่างเกิดขึ้นจริง
เรื่องมีเอกลักษณ์จากการไม่สร้างเอกลักษณ์ทางภาษา แค่เล่าตามที่ประสบ เชื่อไหมลุงโล้นบ่อน้ำตาตื้น ฉากหลังงานศพพ่อ เมื่อญาติคนหนึ่งถามถึงเหตุการณ์วัยเด็กตอนพ่อถีบจักรยานไปส่งโรงเรียน ตบท้ายด้วยคำถาม “เธอจำได้ไหม”
และลุงแกก็น้ำตาร่วงแบบไม่รู้ตัวด้วยคำถามง่ายๆ นั้น “จำได้ไหม”
แล้วถ้าแกได้อ่านบรรดางานหลุดพานที่บียกตัวอย่างมา แกมิร้องไห้โฮเวลาที่เขาบรรยายอะไรปกติสามัญออกมารึไง
ก็หนังสืองานศพพ่อของเพื่อนร่วมงาน พ่อเป็นชาวบ้านชาวไร่ชาวนาธรรมดา ลูกชายเขียนแบบไม่ดราม่าไม่บิลด์ เล่าเรียบๆ ลุงน้ำตาไหลพราก
โอ๊ยย ลุงโล้นต่อมน้ำตาตื้นเท่าตาตุ่ม ต่อให้เป็นหนังกาโม่แปลงร่าง อุลตร้าแมน ก็อตซิลลา เงือกน้อย แกก็ร้องโฮได้เป็นวรรคเป็นเวร อย่าไปเอาสาระอะไรกะแก บอกแล้วว่า อาการไม่สำเร็จรูป
คือแกก็ไม่ไฮเปอร์เซนซิทีฟประเภทแดดออกนิดก็ร้อนจัด ลมโชยหน่อยก็สั่นสะท้าน โดนตินิดชมหน่อยก็หวั่นไหว
และแกก็ไม่ร่ำไห้เป็นเผาเต่ากับเนื้อความใน ‘เขียน’ นะ ตรงข้ามเลยล่ะ แค่ว่าบางทีเราก็ไม่ได้ต้องการไวยากรณ์ หรือฉันทลักษณ์อะไรมากมาย เพียงเพื่อให้งานกระทบใจ
ลุงเลยชอบใจตอนบียกเรื่องที่ศรีดาวเรืองเล่าไว้ว่า สาละวนเตรียมสปีชสำหรับงานที่ต่างประเทศ แล้วลงเอยด้วยการถอดใจ “เลิกคิดมากได้แล้วยายเพิ้งเอ้ย! ไม่ต้องเตรียมอะไรให้มากความหรอก ถึงจะพูดไม่เป็นที่ประทับใจคนฟังก็ช่างเถอะ เราไม่ได้เป็นตัวแทนของใครสักหน่อย เราเป็นตัวของเราเอง เป็นคนบ้านนอก ถึงจะขายหน้า ก็หน้าของเรา”
ได้ใจลุงแกมากถึงมากสุด แกนึกไปถึงงานทอล์กงานหนึ่ง ทุกคนฉะฉานชัดถ้อยชัดคำเจื้อยแจ้วราวนักการเมืองจนลุงเซ็ง เพราะก็ฟังดูเก่งกาจฉลาดกันไปหมด ยกเว้นคนเดียวที่กลับตรึงความสนใจลุงโล้น วิทยากรคนนั้นตะกุกตะกักตลอดทุกประโยค แต่ฟังแล้วดูจะมีกึ๋นกว่าใครๆ คือไม่สักแต่พ่นน้ำลายเป็นคุ้งเป็นแควท่วมนองเวที
ลุงแอบเปรยแกมบ่นว่า ไอ้ที่เจ๊าะแจ๊ะต่อยหอยแบบนั้นควรไปสมัครเป็นพิธีกรข่าวทีวีที่สามารถแปลงเรื่อง 3 วินาทีให้เป็น 3 หรือ 10 นาทีได้อย่างน่าอัศจรรย์ ประเภทแมวหิว หมาเห่าดัง ฝนตกเกินมา 1 หยด ป้ายรถเมล์เบี้ยว และอีกจิปาถะที่ยืดยาวราวโลกจะแตก
อีกงานหนึ่ง สัมมนาผลงานของศิลปินหญิงไทย เจ้าตัวร่วมฟังวิทยากรหญิงบนเวทีพูดไปเกิดเทคโนโลยีขัดข้อง ถูกแทรกเพื่อปรับแก้ระบบ เป็นที่ชอบอกชอบใจของศิลปิน เพราะมันดูจริงยิ่งกว่าสัมมนาแข็งๆ
‘เขียน’ เข้าข่ายทำนองนี้ รู้สึกเหมือนคนเขียนอยู่ตรงหน้า พูดได้เนียน ละเมียด จี๊ดเจ็บเป็นบางจุด ที่สำคัญคือมีอารมณ์ขัน ลุงแกอมยิ้มหลายตอน โดยเฉพาะตอนอ้างศรีดาวเรืองมาอีก (ยังงี้ใครกันที่ทำให้อารมณ์ดี คนเขียนหรือคนเลือก ยกยอดเป็นอานิสงส์แฝดละกัน) เมื่อเอ่ยถึงการเตรียมตัวไปต่างแดนเป็นครั้งแรก และผองคนรู้จักซึ่งเป็นชาวบ้านทั่วไปบอกให้ซื้อจอบเสียมมาด้วย เพราะจอบเสียมฝรั่งไม่ขึ้นสนิม ไม่ได้ฮาหรอก แต่น่ารักออกกับคำบอก
อ่านแล้วยิ้ม (ทำให้แกหยุดบ่นไปบ้าง…) แกพลอยนึกถึงพ่อแม่ตอนแกไปต่างแดนครั้งแรกในชีวิต พ่อบอกให้เอาผ้าห่มไปด้วย ส่วนแม่และเพื่อนบ้านช่วยกันโขลกพริกให้เอาไปกิน ละอ่อนลุงตอนนั้นดื้อไม่เอาไปสักอย่าง
แล้วเป็นไงล่ะ ปีนั้นหิมะตกหนักกว่าปีไหนๆ ลุงมาตระหนักภายหลังว่า ของ 2 สิ่งที่พ่อแม่จะให้เอาไปด้วย คือสัญญะของความอุ่นร้อนที่ลุงแกกลับมองผิดเป็นความใสซื่อไม่รู้
สมน้ำหน้าอีตาลุงแก่ เลยต้องสาปให้หนาวเหน็บปีแรกนั้น
บีว่าลุงจะพ่วงเรื่องแกไปกับ ‘เขียน’ อีกนานไหม ซาช่าชักรำคาญ แต่แกแก้ตัวไปว่า ก็นี่แหละสัมฤทธิ์ผลของงานเขียนหรือของเขียน เราอาจอ่านบางเรื่องผิดหูผิดตาแปลกแปร่งความรู้สึก และเราอาจทาบประสบการณ์ส่วนตัวเข้ากับเรื่องที่เราอ่าน ทั้ง 2 แบบเป็นไปได้หมด คนอ่านอาจอยู่ในระยะใกล้ไกลยังไงนั้น มีปัจจัยผกผันเยอะ
และที่โดนตาลุงหัวโป๊งเหน่งอย่างสุดๆ คือ…
เดี๋ยวนะฮะ ขอซาช่าแก้ตัวว่า ไม่ได้ลามปามลุงแกที่เรียกแบบนั้น เป็นหญิงวิกลจริตคนหนึ่งที่เรียกแกแบบนั้น พอโดนถามว่าชอบใครที่สุดที่นี่ นางตอบ “ชอบน้องอาร์ค (ที่ปัจจุบันไปกำกับซีรีส์วายเสียแล้ว) และอาจารย์โป๊งเหน่ง (ที่ปัจจุบันยังคงบ่นเช่นเดิม)” ลุงหัวเราะชอบใจ นานๆ มีคนมาชอบมารัก
และที่ทำลุงอารมณ์บรรเจิดในเขียนคือ ประโยคลงท้ายคล้ายลายเซ็น
“วรรณกรรมและประชาธิปไตยไม่ได้มีไว้ประดับพาน”
น่าจะเอาไปออกข้อสอบให้อภิปรายเลยล่ะ
แล้วถ้าแถมประเด็น ผู้หญิงเขียน-ชนชั้น-การศึกษา-การผลิตซ้ำทางสังคม เหมือนที่ปรากฏในเขียน นักศึกษาคงวางกระดาษคำตอบเปล่าไว้บนโต๊ะ ทำไมลุงไปเยอะกะพวกเขา แค่ร้องเพลง Golden ของวงเคป็อปเพื่อกวนประสาทนักศึกษา ต่างก็พากันอุดหูว่า “พอเถอะค่ะ ขอหนูทำข้อสอบจนเสร็จเถอะค่ะ”
แล้วเราจะอภิปรายประเด็นตบท้าย ‘เขียน’ ด้วยท่าที หรือ ‘ในฐานะ’ อะไรดีนะ
ลุงโป๊งเหน่งแกแหย่บีเพราะรู้ว่าคำหลังคือคำที่นักมานุษยวิทยาชอบเอามาออกตัว อาจเพราะกลัว ‘เสียเซลฟ์’ หรือจากการต้องมี ’Reflexivity’ อะไรนั่น ที่แปลไว้ว่า สะท้อนย้อนคิดหรือสะท้อนตัวตน
ลุงเลือกไม่ถูกว่าจะบ่อน้ำตาตื้นจนตกใน หรือจะเส้นจั๊กกะเดียมหย่อนจนต้องหุบปากไม่หัวเราะ
เหมือนที่บีว่าคือ ไอ้ประโยคออกตัวแบบนั้นมันโผล่มาในทุกแวดวง และใครๆ ก็ Reflexive กันได้ (ตาลุงให้ซาช่าพูดภาษาอะไรเนี่ยลุง!) มันหลายนัยอยู่นะ อาจไม่ใช่แค่ออกตัว ยังรวมการบุ้ยใบ้มุมมองจำเพาะ การแก้ต่างล่วงหน้า หากพูดหรือเขียนไม่ตรงตามความคาดหวัง หรือการโอ่วิชาชีพตนเอง หรือแค่หมุดตัวตนคนพูดแบบลอยๆ เพราะไม่รู้จะเกริ่นยังไง ในกรณีหลังนี้หมายถึงว่าอย่าไปใส่ใจ
และเหตุผลเรื่อง ‘บาปกำเนิดเยอะ’ จากยุคอาณานิคมโน่นเลย จึงต้องย้อนทบสะท้อนกระท้อนคิดอะไรนั่น ขำอีกแล้ว (ลุงแกไบโพลาร์หรือเปล่าเนี่ย ไม่ได้แค่อาการไม่สำเร็จรูป) นักเดินทาง นักสำรวจน่ะ ไม่ได้มีแค่นักมานุษยวิทยา (นะค่ะ) กองทัพนโปเลียนเดินทางไปรบแต่ละที ไม่ได้มีแต่นายทหาร แต่มีทุก ‘นัก’ ตั้งแต่ นักรบ นักวิทย์ฯ นักเคมี นักภาษาศาสตร์ รวมถึงนักวาดภาพหรือศิลปิน ตายแล้ววว บาปกันทั้งโคตรเลยล่ะเนี่ย พวกศิลปินกระแส Orientalism คงต้องเยียวยาจิตกันทั้งยวง เพราะเที่ยวเอาภาพชาวบ้านต่างเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ สีผิว ภาษา มารยาท มาสร้างผลงานโชว์ในซาลง บาปกันจริงเจ้าประคุณ!
ลุงขอวกมาเรื่องเดิมตามประสาโป๊งเหน่งย้ำคิดย้ำทำ เรื่องที่ว่าชีวิตจริงซ้อนแทรกกับภาคสนามกำมะลอ คือพฤติกรรมคนมันเนื่อง ‘ในฐานะ’ อะไรอยู่เสมอ แม้ไม่ออกตัวด้วยวาจาหรือจดจารเป็นภาษาเขียน เราไม่ได้เป็นเราไปทั้งหมด คนอื่นหรือผู้อื่นกำกับให้เราปฏิบัติทางกายภาพและจินตภาพในแบบใดแบบหนึ่งเป็นนิจศีล ‘ฐานะ’ ในความหมายของสถานภาพ จึงขยับดัดแปลงไปตามโอกาสและวาระ
ลุงเหน่งจะกล้าบอกบีเหรอว่า แกอิจฉาตาร้อนผมยาวสยายของบี แกจะกล้าระเบิดออกมาเหรอว่า บีเขียนย่อหน้าหนึ่งที่มีคำว่า ‘การ’ ซ้ำอยู่หลายรอบ (ชวดรางวัลวรรณกรรมดีเด่น ‘ประดับพาน’ ไป เพราะอีลุงโปลิสไวยากรณ์นี่แหละ ตัวจริงเสียงจริง แต่ปลอมทั้งดุ้น)
ต่อให้เราไม่ยอมอยู่ ‘ในฐานะ’ อะไรแน่ชัด คำพูดคำเขียน กิริยาท่าทางจะร่วมกันสร้าง ‘ฐานะ’ นั้นขึ้นมา ผู้อื่นจะทึกทักเราไปตามโทนทุ้มน้ำเสียงที่เราให้
พูดแบบเท่ๆ ที่คนชอบพูดกันคือ ต่อให้เราหุบปากหดมือ ความเงียบก็ยังจัดวางเราไว้ ‘ในฐานะ’ ใดฐานะหนึ่งอยู่วันยังค่ำ แค่ว่า แค่ว่าเราต้องรู้จะขยับหมุดหมายนั้น แต่ว่า แต่ว่าเราจะสำนึกรู้อยู่เสมอเหรอว่า อะไร ใคร สิ่งใดกำกับเราอยู่ สายจิตวิเคราะห์ได้ขำกลิ้ง
ครั้นจะบอกเกร่อๆ อีกว่าให้ต่อรองกับมัน แต่การต่อรองพูดง่ายทำยากชิบ เพราะมันวกมายังประเด็นเดิมว่า ‘ในฐานะ’ อะไรอีกชั่วนาตาปี
โอ๊ยยยย บีสมองจะปวดกับลุงโล้นไหม ซาช่าเอือมแต้ๆ (แน่ะ แกเอาภาษาท้องถิ่นไหนยัดปากซาช่าอีกเนี่ย ช่วยพากย์ตรงตามถิ่นหน่อยเถอะ หรือตาลุงคิดว่าซาช่าเป็นเหมียวต่างจังหวัด เหมียวบ้านนอก เลยหาเรื่องลงโทน ตจว.)
อีกเรื่องที่ลุงขอเผือก (บีแปลภาษาอินเทรนด์พวกนี้ให้ซาช่าหน่อยคับ ซาช่าชอบกินแต่มัน) คือวาระหรือที่มาของบทความแรกใน ‘เขียน’ ว่า มาจากการได้รับเชิญไปบรรยายในประเด็น ‘การเขียนงานมานุษยวิทยาให้สาธารณชนอ่าน’ ตาลุงอมยิ้มอย่างมีเลศนัย แกว่ามันเวียร์ดอยู่มากกับประเด็นนี้ในประเทศนี้ เนื่องจากเกิดพารานอยด์แบบเดียวกันในแทบทุกแวดวง เป็นปัญหาคลาสสิก (บีเดาอีกคำที่ลุงแกเลี่ยงได้ไหม…) และเราจะถูกกรอกหูด้วยอิชชูนี้จนต้องเอาทิชชู่อุด ทำไมนะหรือ?
(อีลุงดัดจริตโวหารอีกแล้วคับบี ปล่อยแก ดูซิว่าแกจะขุดเค้นอะไรสะเหล่อๆ มาบอกอีก)
แรกเลย เรื่องปวดหัวยังงั้นพาดพิงคำกล่าวหาเก่าแก่เรื่องงานวิชาการมักอยู่บนหอคอยงาช้าง สูงส่งเลอค่า ยากจะไต่ สุดจะเอื้อม พูดให้เข้าบรรยากาศคือ มีไว้ ‘ประดับพาน’ ให้กราบให้ไหว้ ซ้ำคลอดนัยสำคัญออกมาว่าใช้การอะไรไม่ได้ ผู้คนตาสีตาสาเอาไปประทังท้องไม่ได้ เอาไปประเทืองปัญญายิ่งแล้วใหญ่ เพราะเอาลงจากหอคอย หยิบลงจากพาน แทบเป็นไปไม่ได้เลย
ผลกระทบโดยตรงที่ผู้คนไม่ค่อยเห็นคือ ในทุกวิชาการที่จะขอทุน ที่จะตีพิมพ์ จำเป็นต้องอุปโลกน์ประโยชน์แบบที่เป็นหรือไม่รูปธรรม จนพาลไพล่กลายเป็นเปิดประตูกว้างให้ทุกผู้ทุกนามเข้าถึงเข้าใจรู้เรื่อง
ลุงติดตลกแดกว่า สุดท้ายมันจะลงเอยด้วยสำนวนประเภท Made Easy หรือ For Beginner หรืออีกสารพัดคำ ภาษาไทยก็ ‘คู่มือ’
‘อานิสงส์จากความรู้’ ไงล่ะ
ช้าก่อนลุง แล้วคู่มือมันเสียหายอะไรเหรอ เวลาคุณๆ พูดเรื่องพหุเทวนิยม โลกาภิวัตน์ เพศสภาพ ช่วยแปลศัพท์เหล่านั้นก่อนไหม ซาช่าไม่ได้เรียนสูงพอจะแปลภาษาซ้ำซ้อน และเวลาท่านพูดเรื่องฮาเบอร์มาส, โคลด เลวี-สโตรส, ริเกอร์ คือใครกันอะคับ ทำอาชีพอะไรกัน ขายกล้วยปิ้ง หรือเซลส์ขายรถ หรือช่างซ่อมแอร์
- ซาช่า อย่าซ่าให้มากนัก ยืมร่างพูด ไม่ได้แปลว่าให้ปากมากต่อปากต่อคำ เปล่า ฉันไม่ได้ปฏิเสธคู่มือ คู่มือมีสปีดสองแบบ แบบไวฉับรับรู้เรื่อง ย่อยเคี้ยวคายมาให้เสร็จจนแทบจะป้อนเข้าปากก็ว่าได้ นั่นเป็นเป้าหมายเริ่มต้น และสปีดแบบนี้ไม่ได้เขียนง่ายอย่างที่เข้าใจ เพราะอีกเป้าหมายหนึ่งที่แฝงอยู่คือ สะกิดกระตุ้นลุ้นให้ไปอ่านต่อในต้นฉบับ
อีกแบบคือสปีดช้าแช่มเฉื่อย เพราะเมื่อถนัดและขยันผลิตสื่อสำเร็จรูปบ่อยจนชิน มีแต่ Intro, Handbook, Manual แถมจำหน่ายไวเหมือนอาหารกล่องปรุงแล้วพร้อมลงคอผู้เสพ สาธารณชนก็จะเสพติดอาการสะดวกซื้อ ไม่ต้องตีลังกาสมองหรือขยับธาตุอะไรใดๆ ผู้เสพติดเฉื่อยเนือยเอื่อยเรื่อย
โปรดิวเซอร์ละครทีวีแก้ต่างเรื่องทำละครที่ขึ้นป้ายน้ำเน่า บอกว่าพอทำละครคุณภาพ คนก็ไม่ดู ยอดเรตติงต่ำ ไม่ว่ากันหรอกหากสารภาพกันตรงๆ แบบนี้
เรื่องเศร้าคือ การไม่ยอมเสี่ยงแลกกับการที่ผู้เสพจะได้ทั้งบันเทิงอารมณ์และประเทืองความคิดอ่าน หากยอมให้กับความง่ายดาย เอาเพลิน เอาฮาบ้าจี้ นั่นเท่ากับปล้นความคิดของผู้เสพมาไว้และแทนที่ด้วยความอับเฉา
ย้อนมายังเรื่องการเขียนให้สาธารณชนอ่าน โปรดอย่าดูถูกคนอ่าน หากเขาอยากรู้อยากเข้าใจ ไม่ว่ามันจะหินจนผมร่วง (ลุงว่าใคร…) หรือง่ายแบบปอกกล้วยเข้าปาก เขาจะจัดการตัวเองในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง
พูดให้เพี้ยนเข้าไปอีกคือ ตัวบทจะเลือกผู้อ่านที่รู้จะต่อรองทั้งความหมายยากง่ายและมวลหมู่อุปสรรคนั้นเอง เขาจะวางหรือไม่วางมันลง นั่นรวมอยู่ในผลกระทบที่จะเกิดขึ้น อย่าทึกทักไปเองว่า สาธารณชนเดินและกระโดดและโยคีโยคะทางสมองไม่เป็น
โปรดอย่านิยามการเขียนเพื่อสาธารณชนด้วยกระบวนการทำให้ง่าย
บีว่าลุงแกเครียดไปไหม คงต้องให้ดูละครย้อนยุคของทีวีไทย เห็นหัวเราะเอิ๊กอ๊ากกทุกที (อันนี้ชวนระแวงเพราะไม่มีวันรู้หรอกว่าแกขำเนื่องจากอะไร)
แกทิ้งท้ายไว้ว่า (เสียทีนะลุง แอบสิงเสียงฉันจนขนฉันพลอยจะร่วงไปด้วย) แกไม่ได้มารีวิว ‘เขียน’ แบบที่ย่อความโครงและเนื้อหามาให้อ่าน แกบอกว่า ข้อเขียนที่จะโดนแก เป็นข้อเขียนที่กระตุ้นเร้าให้ตอบ ให้คิดต่อ ซาช่าขอแถมให้แกว่า ให้เพ้ออย่างคงสติ และก่อให้เกิดอาการไม่สำเร็จรูปขึ้นมา
จะเนื่อง ‘ในฐานะ’ อะไร
ด้วย ‘อานิสงส์ของความรู้’ ประเภทไหน
จาก ‘บาปกำเนิด’ ใด
จะ ‘ประดับพาน’ หรือไม่
แกไม่มีวันรู้ล่วงหน้า
เหมียวซาช่า
ปล. บีคับ ถ้ารีวิวตาลุงโป๊งเหน่งยาวกว่านี้ คงกลายเป็นมหากาพย์แข่งกะโฮเมอร์ละคับ ซาช่าอยากรู้จัก 2 ตัวที่เอกเขนกบนหน้าปกอะคับ มีอินสตาแกรมของทั้งคู่ไหม
Tags: ไอดา อรุณวงศ์, มานุษวิทยา, ป้าริตต้า, ศรีดาวเรือง, พระเทพฯ, อ่าน, Lost in Thought, ป้าอุ๊, เขียน, ไอดา




