“คนขับรถของเราพึมพำและเรออยู่เป็นระยะ แต่ฝีตีนซิ่งนรกของเขานั้นยืนหนึ่ง เขาจะแซงขวาหยั่งเชิง ถ้ารถที่สวนมาจิตแข็งกว่า เขาก็ปาดหลบเข้าซ้าย พอสบช่องที่กะว่าไปได้ เขาจะปาดออกขวา เหยียบมิดคันเร่ง แซงรถบรรทุกที่กำลังแซงรถแทร็กเตอร์ที่แซงเกวียนเทียมวัวอยู่ แล้วห้อตะบึงไป…”

โจ แซกโก (Joe Sacco) เปิดเรื่อง The Once and Future Riot ด้วยการเดินทางชวนระทึกไปตามถนนสายชนบททางภาคตะวันตกของรัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย เพื่อไปสืบค้นต้นสายปลายเหตุของเหตุการณ์จลาจลระหว่างชาวฮินดูกับชาวมุสลิมในอำเภอมุซัฟฟัรนคร ที่เกิดขึ้นในปี 2013 และตามตัวเลขทางการแล้ว มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนั้น 62 ราย และผู้พลัดถิ่นราว 5 หมื่นราย

แซกโกเป็นนักวาดการ์ตูนและนักข่าวชาวอเมริกันเชื้อสายมอลตา อีกทั้งยังเป็นศิลปินกราฟิกคนแรกที่ทำงานข่าวแนวสืบสวนโดยใช้คอมิกหรือการ์ตูนช่องเป็นเครื่องมือ ผลงานที่โดดเด่นของเขา ได้แก่ Palestine เรื่องเล่ากราฟิกเชิงลึก (Long Form Graphic Narratives) ซึ่งเป็นผลจากการลงพื้นที่และเก็บข้อมูลนานหลายเดือนในเขตเวสต์แบงก์และฉนวนกาซาในช่วงต้นทศวรรษ 1990 Safe Area Goražde งานข่าวขนาดยาวจากสงครามบอสเนีย ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัล Eisner Award สาขานิยายภาพต้นฉบับยอดเยี่ยม (Best Original Graphic Novel) ในปี 2001 และ Footnotes in Gaza ที่ได้รับการตีพิมพ์ในปี 2009 

แซกโกจบปริญญาตรีสาขาหนังสือพิมพ์จากมหาวิทยาลัยออริกอน (University of Oregon) หลังจากทำงานหนังสือพิมพ์อยู่พักหนึ่ง เขารู้สึกผิดหวังและเบื่อหน่ายที่ไม่ได้ทำงานข่าวเชิงลึกอย่างที่ตั้งใจ จึงหันมาหัดวาดการ์ตูนจนเริ่มมีผลงานตีพิมพ์ในมอลตาและสหรัฐอเมริกาในเวลาต่อมา ในการให้สัมภาษณ์กับ อรุณวะ บาเนอร์จี (Arunava Banerjee) นักวิชาการด้านคอมิกชาวอินเดีย ในปี 2024 แซกโกเล่าว่า นอกเหนือจากผลงานของเซียนนักวาดการ์ตูนในนิตยสาร MAD, Zap Comix, EC Comics เขายังได้รับอิทธิพลด้านภาษาภาพจากงานคลาสสิกยุคกลางอย่าง Bayeux Tapestry งานผ้าปักจากศตวรรษที่ 11 ภาพเขียนของ ปีเตอร์ บรูเกล (Pieter Bruegel) ศิลปินชาวดัตช์จากศตวรรษที่ 16 ภาพเขียน The Third of May 1808 ของ ฟรานซิสโก โกยา (Francisco Goya) รวมถึงภาพยนตร์แนวเวสเทิร์นสปาเกตตี โดยเฉพาะภาพโคลสอัปใบหน้าตัวละครฟันเหยเก เหงื่อแตกพลั่ก ในภาพยนตร์เรื่อง A Fistful of Dollars (1964) ที่แสดงถึงความเป็นมนุษย์ซึ่งต่างไปจากภาพลักษณ์ในอุดมคติที่เห็นในภาพยนตร์แนวเวสเทิร์นกระแสหลัก

ที่มา: The Once and Future Riot1

ด้วยความที่เขาหัดวาดการ์ตูนเอง แซกโกยอมรับว่าการวาดคนให้สมจริงยังคงเป็นงานยากสำหรับเขา “ทุกวันนี้ผมวาดคนเก่งขึ้นแล้ว แต่คุณคงเห็นได้ว่า ลายเส้นของผมไม่เป็นธรรมชาติอย่างนักวาดการ์ตูนมืออาชีพคนอื่นๆ” เขากล่าวในการให้สัมภาษณ์ครั้งนั้น พร้อมกับเล่าว่า เวลาทำงาน เขาจะวางองค์ประกอบการเล่าเรื่องใน 2 หน้ากระดาษไปพร้อมกัน โดยเขียนคำบรรยายและบทสนทนาในเศษกระดาษชิ้นเล็กๆ จัดวางจนได้จังหวะที่พอใจ แล้วจึงลงมือเขียนภาพ เพื่อให้ถ้อยคำและภาพขับล้อ เดินเรื่องอย่างที่เขาต้องการจะถ่ายทอด

หลังจากมีผลงานที่พูดถึงเหตุการณ์ความขัดแย้งระดับโลกอย่างปัญหาปาเลสไตน์และสงครามบอสเนีย แฟนเรื่องเล่ากราฟิกเชิงลึกส่วนใหญ่ก็พากันแปลกใจว่า อะไรทำให้แซกโกสนใจเหตุการณ์จลาจลนองเลือดที่มุซัฟฟัรนคร เพราะไม่ว่าจะวัดจากแง่มุมไหน การจลาจลคราวนั้นก็เป็นข่าวเล็กมาก หากลองถามคนอินเดียเองก็ไม่แน่ใจว่าจะมีใครจำได้

แซกโกเองยอมรับอย่างตรงไปตรงมาในบทบรรยายตอนที่ว่า “ว่ากันตามมาตรฐานความรุนแรงระหว่างฮินดู-มุสลิมที่มีมานับแต่อินเดียประกาศเอกราช จลาจลหนนั้นถือว่าจิ๊บจ๊อยมาก”

เพื่อให้เห็นฉากหลังทางประวัติศาสตร์ แซกโกย้อนอดีตในบท The Road to Here ว่า หลังการประกาศเอกราชในปี 1947 ดินแดนบริทิชอินเดียได้แยกประเทศออกเป็นอินเดียและปากีสถาน (ปากีสถานตะวันตกและปากีสถานตะวันออก ต่อมาในปี 1971 ปากีสถานตะวันออกแยกประเทศและสถาปนาตนเองขึ้นเป็นสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ) ทำให้เกิดการเร่งอพยพย้ายถิ่นและเหตุจลาจลนองเลือด คาดกันว่ามีผู้เสียชีวิตในช่วงเวลานั้นหลายแสนหรืออาจถึง 1 ล้านราย

ความรุนแรงระหว่างกลุ่มชนต่างศาสนาในอินเดียปะทุขึ้นอีกครั้งในปี 1992 เมื่อกลุ่มฮินดูขวาจัดบุกเข้าทุบทำลายมัสยิดบาบรีในเมืองอโยธยา และเกิดการปะทะกันของชาวฮินดู-มุสลิมในหลายรัฐ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 2,000 ราย ส่วนเหตุจลาจลในรัฐคุชราตทางภาคตะวันตกในปี 2002 มีผู้เสียชีวิตเป็นชาวมุสลิมราว 800 ราย และชาวฮินดูราว 200 ราย 

ในการเสวนาที่จัดโดยกลุ่มชาวฮินดูเพื่อสิทธิมนุษยชนในกรุงนิวยอร์ก แซกโกย้อนเล่าถึงการจลาจลในมุซัฟฟัรนครว่า “มันเป็นข่าวกรอบเล็กๆ ที่ผมเห็นใน The New York Times ทีแรกจะผ่านเลย แต่มีอะไรบางอย่างสะกิดใจ คือผมไม่สนใจเรื่องอะไร ใคร เมื่อไร ที่ไหน ทำไม และอย่างไร อย่างที่เห็นในรายงานข่าวปกติ แต่สนใจการเล่าเรื่องของคนที่เกี่ยวข้อง 

เขาจะย้อนเล่าถึงมันอย่างไร เพราะข้อเท็จจริงคือมีคนตาย และไม่เพียงแค่ว่าคนนี้พูดว่าอะไร อีกฝ่ายว่าอะไร นักข่าวมักพอใจแค่ว่าได้โควตของคู่ขัดแย้งแล้วทั้ง 2 ฝ่าย อย่างกับว่าความจริงคือสิ่งที่อยู่ตรงกลาง แต่ผมต้องการเทียบระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นกับสิ่งที่คนเล่า”

เมื่อเขาตัดสินใจลงพื้นที่เก็บข้อมูลในอำเภอมุซัฟฟัรนคร นักข่าวท้องถิ่น ปียูษ กุมาร (Piyush Kumar) ติดต่อเขา และยินดีให้ความช่วยเหลือในทุกทาง แซกโกเล่าถึงการทำงานช่วงดังกล่าวไว้ในกิตติกรรมประกาศท้ายเล่มว่า นักข่าวเจนสนามทั่วโลกชอบโอ้อวดว่าจับพวกเขาโยนไปที่ไหนก็ได้ในโลก พวกเขาพร้อมคว้ากล้องคว้าไมค์ออกล่าหาข่าวทันที และเขาเห็นด้วยแค่บางส่วน “ในอุตตรประเทศ อินเดีย ผมคงก้าวขาไม่ออกด้วยซ้ำถ้าไม่มีปียูษ ไกด์และล่ามของผม ปียูษเองเป็นนักข่าวผู้มีประสบการณ์โชกโชนและมาตรฐานสูง เขาสอนหลักสูตรเร่งรัดเกี่ยวกับเงื่อนปมลี้ลับในการเมืองท้องถิ่น และชี้บอกเงื่อนงำหลายอย่างที่ผมมองไม่เห็น”

ใน The Once and Future Riot แซกโกพาเราไปพบและพูดคุยกับเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้นำการเมืองท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านทั้งฝ่ายฮินดูและมุสลิม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ประสบภัยจากเหตุจลาจลนองเลือดครั้งนั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวนาไร้ที่ทำกิน นอกจากจะได้เห็นว่าฝูงชนและข่าวลือทั้งที่เป็นความจริงและบิดเบี้ยวมีพลังและอันตรายแค่ไหน เรายังได้เห็นการเล่าเรื่องของผู้คนในเหตุการณ์ที่ขัดกันตลอดเวลา และบ่อยครั้งก็เป็นการโกหกชนิดซึ่งหน้า เช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง พบศพแรงงานอพยพชาวมุสลิมถูกฆ่า 13 ราย ซึ่งคนในหมู่บ้านพากันยืนยันว่ามีการเผาบ้านเรือนจริง แต่คนงานพวกนั้นหนีไปก่อนแล้ว ไม่มีการฆ่าอย่างที่รายงานกัน

“เวลาเห็นการโกหกหน้าซื่อตาใสแบบนี้ นักข่าวจะชอบมากจริงไหม และก็นึกในใจว่าประเดี๋ยวจะเปิดโปงให้ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผมต้องใช้เวลาหลายวัน ตะลอนๆ ไปตามหมู่บ้าน ค่ายผู้ลี้ภัยชั่วคราว เพื่อตามหาคนมุสลิมที่อยู่ในเหตุการณ์จริงๆ จนได้พบในที่สุด และบอกตัวเองว่าผมได้ทำหน้าที่แล้ว”

ในโลกของคลิปสั้นที่เต็มไปด้วยการปั่นแชร์และคอมเมนต์เผ็ดร้อน การได้อ่านเรื่องเล่ากราฟิกเชิงลึกของแซกโก นอกจากจะเป็นการล้างตาและบริหารการใช้เหตุผลแล้ว เรายังได้เข้าใจว่าการจลาจลในอดีตเกิดขึ้นอย่างไร และอะไรอาจนำไปสู่การจลาจลในอนาคต

ฝูงชนที่ลุกฮือด้วยความโกรธแค้นเป็นสิ่งควบคุมได้ยาก แต่เราต่างก็เห็นได้จากอดีตว่าการปลุกปั่นให้เกิดความโกรธแค้นระหว่างมวลชนต่างศาสนา ต่างความเชื่อทางการเมือง หรือมี ‘ความจริง’ ในการรับรู้ต่างชุดกัน เป็นสิ่งที่ทำได้ และสำหรับคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้นำทางการเมือง ความบาดหมางระหว่างมวลชนต่างกลุ่มก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเลย

‘แบ่งแยกเพื่อปกครอง’ เป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่อังกฤษเคยใช้กับดินแดนในอาณานิคมรวมถึงอินเดีย แต่จากผลการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2014 ที่ส่งให้ นเรนทระ โมที (Narendra Modi) ผู้นำพรรคภารตียชนตาที่มีแนวคิดชาตินิยมฮินดู ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี และการเลือกตั้งท้องถิ่นในรัฐอุตตรประเทศปี 2017 ที่ โยคี อาทิตยนาถ (Yogi Adityanath) จากพรรคเดียวกันได้ขึ้นมาเป็นมุขมนตรี เราคงต้องสรุปว่า การแบ่งแยกเพื่อปกครองยังเป็นยุทธศาสตร์ที่ใช้การได้ดี แม้แต่ในระบอบประชาธิปไตย

และไม่ใช่แค่ในประเทศอินเดีย

Tags: , , , ,