ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในสิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจอยากเข้าไปดูหนังสักเรื่องหนึ่งก็คือการทำการตลาด ไม่ว่าจะเป็นโปสเตอร์ หนังตัวอย่าง หรือกิจกรรมส่งเสริมต่างๆ ที่อยู่ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ต่างช่วยผลักดันให้หนังมีความน่าดูมากยิ่งขึ้นจนเรายอมซื้อตั๋วเข้าไปดู ซึ่งปี 2016 ที่กำลังจะผ่านไปนี้ก็มีหนังที่ประสบความสำเร็จทางด้านการตลาดอยู่ไม่น้อย บางเรื่องที่ดีอยู่แล้วก็ยิ่งประสบความสำเร็จ หรือบางเรื่องที่หนังอาจจะไม่ดีนัก แต่เจอการโปรโมตสุดเทพเข้าไปก็กลายเป็นหนังที่โกยเงินได้ก็มี วันนี้เราขอพาไปดู 10 สุดยอดเคมเปญสุดปังจากหนังและซีรีส์ประจำปี 2016 กัน จะมีเรื่องไหนบ้างที่โปรโมตจนเป็น Talk of the town ได้ เราไปดูกัน

1. Deadpool 

05.42

ความน่าสนใจคือนอกจากจะเป็นนักแสดงนำและเป็นโปรดิวเซอร์ของหนังเรื่องนี้เองแล้ว Ryan Reynolds ยังลงมาช่วยทำการตลาดของหนังเรื่องนี้เองอีกด้วย โดยเริ่มต้นจากการเป็นคนเสนอวิดีโอไวรัลที่ออกอากาศเมื่อวันฮาโลวีน ซึ่งประสบความสำเร็จมากจนได้เข้ามาดูทางฝ่ายการตลาด ซึ่งหลังจากนั้นก็ยังมีโปสเตอร์ล้อเลียนออกมาอีกมากมาย ทั้งเวอร์ชันหนังรัก หรือเวอร์ชันที่ล้อกับ Green Lantern หนังเก่าของตัวเอง ซึ่งการโปรโมตแบบนี้เป็นอะไรที่ตรงกับคาแรกเตอร์ของตัวเดดพูลเองด้วย สุดท้ายหนังดีหรือไม่ดีไม่รู้ แต่ก็ทำเงินไปกว่า 782 ล้านดอลลาร์ทั่วโลกแล้วกัน

2. The Jungle Book 

09.02

วิธีทำการตลาดของหนังเรื่องนี้ไม่ง่าย เพราะนี่คือบทประพันธ์คลาสสิกที่อยู่มานานมากจนคนรู้เรื่องหมดแล้ว การจะทำให้คนกลับมาดูในสิ่งที่คนรู้เรื่องกันอยู่แล้วนั้นไม่ใช่ง่ายๆ ทีมโปรโมตของหนังเรื่องนี้จึงเริ่มต้นจากการซื้อโฆษณาในช่วงที่มีคนดูเยอะที่สุดอย่าง Super Bowl และนำส่วนที่ดีที่สุดของหนังซึ่งเป็นส่วนที่ไม่เคยมีในเวอร์ชันไหนๆ มาก่อนอย่าง CG ที่เหมือนจริงมากมาโชว์ให้ทุกคนได้เห็น ซึ่งก็ทำให้คนพูดถึงได้โดยไม่ต้องเล่าส่วนประกอบอื่นๆ เลย และหลังจากนั้นนั้นก็ยังมีการปล่อยภาพโปรโมตที่เป็นภาพถ่ายคู่กันระหว่างตัวละครสัตว์กับนักพากย์ที่เป็นคนจริงๆ เป็นการเล่นกับความเหมือนของ CG อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็ทำให้หนังเรื่องนี้รับรายได้ไปมากถึง 966 ล้านดอลลาร์จากทั่วโลก

3. Sausage Party 

12.52

แม้จะโดนเลื่อนฉายในเมืองไทย แต่ในอเมริกานั้นแอนิเมชันติดเรทเรื่องนี้ประสบความสำเร็จพอสมควร จากการกำหนดเป้าหมายของตัวเองที่ชัดเจนว่าเป็นหนุ่มสาวและนักดูหนังเนิร์ดๆ ก็เลยเน้นการโปรโมตไปที่สื่อออนไลน์โดยใช้งบไปมากถึง 50% ของงบการตลาดทั้งหมด ซึ่งพอเป็นการโปรโมตแบบออนไลน์แล้วก็สามารถใส่ความทะลึ่งทะเล้นได้มากกว่าสื่อทั่วไป ก็ทำให้คนเห็นภาพของหนังได้ชัดขึ้นอีกด้วย

4. The Secret Life of Pets 

14.44

แอนิเมชั่นอีกหนึ่งเรื่องที่เริ่มโปรโมตจากการปล่อยตัวอย่างหนังปกติ แล้วค่อยเริ่มการโปรโมตร่วมกับพาร์ตเนอร์อย่างเว็บไซต์ Pet Smart ที่เป็นคอมมูนิตี้ที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง เพื่อเจาะกลุ่มของคนรักสัตว์โดยเฉพาะ และยังมีการยิงโฆษณาในช่วงเพลย์ออฟของ NBA ก็ถือว่าประสบความสำเร็จไปกับรายได้ 858 ล้านดอลลาร์จากทั่วโลก

5. Suicide Squad 

16.18

เป็นหนังที่อาจจะเรียกได้ว่าการตลาดนำตัวหนังอย่างแท้จริง โดยมีทั้งที่ตั้งใจทำและไม่ตั้งใจ จากข่าวที่ผู้กำกับและการตลาดมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องของตัวหนัง จนมีการตัดออกมาเป็นสองเวอร์ชันเป็นดราม่าใหญ่โต ซึ่งเหล่าคนดูก็อยากรู้ว่าเวอร์ชันในโรงเป็นแบบไหน และเวอร์ชันผู้กำกับจะเป็นยังไง ก็เลยพากันไปดูแม้ว่าหนังจะไม่ได้ดีมากก็ตาม

แต่อีกส่วนหนึ่งที่เป็นความตั้งใจโปรโมตนั้นทางทีมงานก็ทำออกมาก็ดีไม่แพ้กัน มีการใช้เพลงสุดคลาสสิกอย่างBohemian Rhapsody ในเวอร์ชันทำใหม่ที่เหมาะกับหนัง และตัวอย่างที่มีจังหวะเป๊ะมากจนทุกคนอยากดู

6. Mr. Robot 

19.17

มีจุดเด่นอยู่ที่การใส่ easter egg หรือความลับเล็กๆ แอบเข้าไปในแต่ละตอนเพื่อใบ้เรื่องราวในตอนต่อไป ให้คนติดตามต่อและรู้สึกผูกพันธ์กับเรื่อง

7. American Crime Story: The People vs. O. J. Simpson 

20.26

เป็นเรื่องที่โปรโมตค่อนข้างยากเพราะมีโทนเรื่องที่ซีเรียส เข้มข้น จริงจัง และมีหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทีมโปรโมตจึงใช้วิธีที่เบสิกที่สุดคือการใช้ทีเซอร์และเทรลเลอร์ แต่ความพิเศษคือเป็นตัวอย่างที่ถ่ายจากเฮลิคอปเตอร์ ใช้มุมกล้องและโปรดักชันต่างๆ เข้าช่วย

8. Stranger Things 

21.21

ทาร์เก็ตการสื่อสารของซีรีส์เรื่องนี้คือกลุ่มที่ติดมือถือทั้งหลาย เค้าก็เลยจะเอาทุกอย่างที่เกี่ยวกับซีรีส์เรื่องนี้เข้าไปอยู่ในมือถือ เริ่มจากการใช้ youtube ในการโปรโมตเพื่อให้เห็นภาพความเจ๋งของยุค 80s ซึ่งเป็นฉากหลังของหนัง และต่อด้วยการนำคนดังที่โตมากับยุค 80s มาทวีตเกี่ยวกับตัวหนังว่ามันเจ๋งยังไงและนึกถึงอะไรในยุคนั้นบ้าง คนยุคเก่าก็จะหวนรำลึกถึงความหลังจนอยากลองดู เด็กรุ่นใหม่ก็จะเข้าใจจากการใช้เทคโนโลยี และหลังจากซีรีส์ฉายไประยะหนึ่งก็มีการปล่อยคลิป VR360: Stranger Things – The Experience ที่ใช้เทคโนโลยี VR ฉายหนึ่งในฉากสำคัญของซีรีส์แบบ 360 องศา ให้คนได้มีประสบการณ์ร่วมและได้รับแปลกใหม่ไปพร้อมๆ กัน เป็นการวางแผนแบบเป็นขั้นเป็นตอนในการสร้างความเชื่อในความเจ๋งให้กับคนดู

9. This Is Us 

24.44

ซีรีส์ทางช่อง NBC ที่ใช้การโปโมตแบบทั่วไปทางโซเชียลมีเดีย แต่ความพิเศษคือมีการ ‘โชว์ก้น’ ในตัวอย่างแรกๆ จนได้ยอดวิวไปถึง 15 ล้านวิวภายในสองวัน และหลังจากนั้นค่อยปล่อยตัวอย่างที่มีเนื้อเรื่องออกมา แม้จะเป็นวิธีที่ไม่ได้ใหม่และไม่ได้ดูดีมากเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่าได้ผลอยู่เสมอไม่ว่ายุคไหน

10. The X-Files 

27.23

ถือเป็นเรื่องยากที่จะทำซีรีส์ที่เคยดังเป็นพลุแตกให้กลับมาดังเหมือนเดิมได้อีกครั้งหนึ่ง แถมยังเป็นในยุคที่อะไรเปลี่ยนไปหมดแล้วอีกต่างหาก แต่เรื่องนี้ทำได้ เริ่มจากการซื้อโฆษณาบนรถเมล์ ทำเป็นสื่อเคลื่อนที่ กระตุ้นให้คนได้รู้ว่าซีรีส์เรื่องนี้กำลังจะกลับมาอีกครั้ง และใช้ทวิตเตอร์ที่ทวีตชื่นชมโดยผู้ที่เคยได้ดูในเวอร์ชันก่อน ซึ่งก็ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควรแม้จะใช้วิธีที่ไม่ได้ใหม่มากแต่ถือว่าได้ผล

การโปรโมตในตลาดหนังไทย

29.42

เมื่อพูดถึงการโปรโมตในหนังไทย ค่ายหนึ่งที่ไม่สามารถข้ามไปได้เลยก็คือ GTH หรือ GDH559 ในปัจจุบันที่ไม่ว่าจะทำหนังหรือซีรีส์ก็ออกมาปังแทบทุกเรื่อง ยกตัวอย่างซีรีส์เรื่องล่าสุดอย่าง I HATE YOU I LOVE YOU จากบริษัท นาดาว ที่อยู่ในเครือเดียวกัน ซึ่งก่อนที่ซีรีส์จะฉายก็เริ่มมีกระแสจากเทรลเลอร์ที่มีความรุนแรงจนเป็นที่ฮือฮา และหลังจากซีรีส์เริ่มฉายก็จะมีคลิปแนะนำตัวละครแต่ละตัวออกมา โดยใช้วิธีให้ตัวละครพูดกับเราโดยตรงเหมือนเป็นเพื่อนคนนึงเพื่อให้คนดูเข้าใจในคาแรกเตอร์ของแต่ละตัว ซึ่งทุกอย่างทำขึ้นอย่างเป็นระบบ มีการวางแผนอย่างดี อาจเพราะส่วนหนึ่งคนทำเป็นคนที่อยู่ในวัยเดียวกับผู้บริโภค ทำให้รู้ว่าต้องโปรโมตยังไง

Tags: , , , , , , , , , ,