หลังจากคีลิยัน เอ็มบัปเป (Kylian Mbappé) สังหารจุดโทษเฉือนชนะปารากวัย 1-0 พาทีมชาติฝรั่งเศสผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายในศึกฟุตบอลโลกปี 2026 (World Cup 2026) เมื่อเสียงนกหวีดเป่าจบเกมดังขึ้น แทนที่ดาวยิงทีมชาติฝรั่งเศสจะได้รับคำชมจากแฟนบอลและบุคคลรอบตัว เขากลับถูก เซเลสเต อามาริยา (Celeste Amarilla) สมาชิกวุฒิสภาแห่งปารากวัย โจมตีด้วยถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย

“colonised Cameroonian, desperately trying to ⁠pass himself off as French”

“คนเชื้อสายแคเมอรูนในยุคอาณานิคม พยายามดิ้นรนแสร้งทำตัวเป็นคนฝรั่งเศส” รวมถึงดูหมิ่นว่าเป็นคนป่าเถื่อนที่เขียนหนังสือไม่ได้

ไม่นานจากนั้น เอ็มบัปเปออกมาประณามการกระทำของ สว.หญิงท่านนี้อย่างดุเดือดว่า เธอเป็นผู้หญิงที่น่ารังเกียจ ไม่คู่ควรกับตำแหน่ง และเป็นความอับอายของประเทศ

https://x.com/KMbappe/status/2074188157763875267?s=20 

ยิ่งไปกว่านั้น ไม่นานมานี้ มาเรียโน ราฆอย (Mariano Rajoy) อดีตนายกรัฐมนตรีสเปน ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อผู้เล่นของทัพตราไก่ ก่อนรอบรองชนะเลิศระหว่างสเปนกับฝรั่งเศสว่า ไม่มีนักเตะคนไหนเป็นคนชาติฝรั่งเศสเลย

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นร้อนไปทั่วโลกและลุกลามไปมากกว่าแค่ในสนาม เพราะสะท้อนให้เห็นถึงบรรทัดฐานและอคติทางเชื้อชาติที่ยังคงฝังรากลึกอยู่ในฟุตบอลและสังคมยุโรปที่มีประชากรจำนวนมากเป็นลูกหลานของผู้อพยพจากอดีตอาณานิคม

ประวัติศาสตร์อาณานิคมผ่านโลกฟุตบอล

การมีนักเตะเชื้อสายแอฟริกันจำนวนมากอยู่ในทีมชาติยุโรปไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลพวงมาจากประวัติศาสตร์การล่าอาณานิคม การอพยพ และการตั้งถิ่นฐานของผู้คนตลอดหลายทศวรรษ 

หลายครอบครัวอพยพมาจากอดีตอาณานิคมของฝรั่งเศส อังกฤษ หรือเนเธอร์แลนด์ เข้ามาตั้งถิ่นฐานในทวีปยุโรป ทำให้ลูกหลานของพวกเขาเติบโตมาเป็นพลเมืองของประเทศเหล่านั้น ก่อนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นนักฟุตบอลทีมชาติ

ภาพ: Sky Sports

“ผมเป็นคนเยอรมันเมื่อเราชนะ แต่เป็นผู้อพยพเมื่อเราแพ้”

คำพูดของ เมซุต โอซิล (Mesut Özil) อดีตนักเตะทีมชาติเยอรมนีที่มีเชื้อสายตุรกี โดนโจมตีเรื่องอัตลักษณ์และความเป็นชาติอย่างรุนแรง หลังตกเป็นแพะรับบาปในฟุตบอลโลกปี 2018 จนตัดสินใจอำลาทีมชาติไป

เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีกครั้งในศึกฟุตบอลยูโรปี 2020 เมื่อ บูกาโย ซากา (Bukayo Saka), มาร์คัส แรชฟอร์ด (Marcus Rashford) และเจดอน ซานโช (Jadon Sancho) 3 นักเตะผิวสี ถูกแฟนบอลชาตินิยมบางส่วนรุมเหยียดเชื้อชาติและถูกโพสต์ไล่ให้กลับประเทศ หลังยิงจุดโทษพลาดในนัดชิงชนะเลิศ

การแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2026 เกิดการถกเถียงเรื่อง ‘นักเตะลูกหลานผู้อพยพ’ (Diaspora Players) ขึ้นอีกครั้ง ทำให้นักเตะหลายคนเผชิญกับปัญหาการเหยียดเชื้อชาติอย่างต่อเนื่อง

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของ แนวคิด Conditional Belonging คือภาวะที่บุคคลรู้สึกว่าตนเองได้รับการยอมรับหรือเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ก็ต่อเมื่อพวกเขาปฏิบัติตามมาตรฐาน เงื่อนไข หรือละทิ้งอัตลักษณ์บางอย่างของตนเองไป

ในอดีตการติดทีมชาติชั้นนำของยุโรปถือเป็นทางเลือกที่ทุกคนใฝ่ฝัน เพราะประเทศเหล่านี้มีระบบพัฒนาเยาวชนที่แข็งแกร่ง ได้รับความสนใจจากทั่วโลก และมีโอกาสประสบความสำเร็จในการแข่งขันที่สูงกว่า 

แต่ปัจจุบันนักฟุตบอลส่วนมากที่เป็นลูกหลานของผู้อพยพที่เกิดในยุโรป มีสิทธิเลือกเป็นตัวแทนได้มากกว่า 1 ประเทศ การตัดสินใจครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของฟุตบอลอีกต่อไป แต่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกผูกพัน และการได้รับการยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของชาติ แม้ในวันที่ไม่มีชื่อเสียง แต่ก็ยังได้รับการยอมรับว่าเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าคนหนึ่ง

อคติที่ยังฝังรากลึก

นักสังคมวิทยาอธิบายว่า เชื้อชาติ (Race) เป็นสิ่งที่สังคมประกอบสร้างขึ้น โดยอาศัยสีผิว รูปร่างหน้าตา หรือสายเลือด มาจำแนกกลุ่มคนในสังคม แต่การจำแนกเชื้อชาติเช่นนี้ ทำให้เกิดความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งในสังคมยุโรป คือ คนผิวขาวครอบงำ และมีอิทธิพลเหนือกว่ากลุ่มคนที่ไม่ใช่คนขาว

ประเทศที่เป็นเจ้าอาณานิคมในยุโรปได้สร้างแนวคิดเรื่อง ‘ลำดับชั้นทางเชื้อชาติ’ (Racial Hierarchy) เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการล่าอาณานิคม โดยมองว่าชาวยุโรปมีความศิวิไลซ์กว่า ขณะที่ผู้คนในประเทศอาณานิคม โดยเฉพาะชาวแอฟริกันมักถูกมองว่าด้อยกว่าในด้านอารยธรรม สติปัญญา และวัฒนธรรม

แม้ว่าในปัจจุบันระบบอาณานิคมจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่อคติและทัศนคติเหล่านี้ไม่ได้หายไปด้วย มันกลับกลายเป็นภาพจำในสังคม และส่งผลต่อวิธีที่นักฟุตบอลเชื้อสายแอฟริกัน หรือลูกหลานผู้อพยพถูกปฏิบัติในปัจจุบัน

ในบางครั้งอคติทางเชื้อชาติยังปรากฏให้เห็นผ่านภาษาของผู้บรรยายหรือนักวิเคราะห์ฟุตบอล โดยไม่ได้ใช้คำเหยียดโดยตรง แต่พวกเขามักจะบรรยายการเล่นของนักฟุตบอลผิวสีแบบ ‘เหมารวม’ (Stereotype) ว่าพวกเขาขาดวินัยและความเข้าใจด้านแท็กติก เน้นใช้พละกำลังมากกว่า ซึ่งเป็นภาพจำที่มีมาตั้งแต่ยุคอาณานิคม ในทางกลับกันพวกเขามองว่า นักเตะผิวขาวฉลาด มีวิสัยทัศน์ และอ่านเกมขาดมากกว่า

เมื่อนักเตะที่มีรากเหง้ามาจากการอพยพพาทีมคว้าชัยชนะ พวกเขามักได้รับการยกย่องในฐานะ ‘ฮีโร่’ หรือตัวแทนของชาติ แต่เมื่อพวกเขาพ่ายแพ้ คนบางส่วนในสังคมจะตั้งคำถามต่ออัตลักษณ์และความเป็นชาติของพวกเขา หรือมองว่าเป็น ‘คนนอก’ ทันที แม้ว่าพวกเขาจะเกิด เติบโต และได้รับสัญชาติของประเทศที่เป็นตัวแทนมาอย่างถูกต้องก็ตาม

‘การเหยียด’ คือความผิดที่ร้ายแรง

ฟุตบอลเป็นกีฬาที่เต็มไปด้วยการปะทะ ทั้งการแย่งบอล การเข้าสกัด หรือการปะทะคารมระหว่างนักเตะที่หลายครั้งถูกปล่อยผ่านและมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของเกม แต่ ‘การเหยียด’ ไม่เคยถูกนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของฟุตบอล

สำหรับ FIFA การเหยียดยังเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อวงการลูกหนัง การเลือกปฏิบัติและการเหยียด ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ ศาสนา หรืออัตลักษณ์ ถือเป็นการกระทำที่ต้องได้รับการลงโทษอย่างร้ายแรง ตั้งแต่การปรับเงิน การตัดคะแนน ไปจนถึงการตัดสิทธิจากการแข่งขัน

ฟุตบอลโลกปี 2026 ภายใต้ ‘กฎใหม่’ ของ FIFA ที่ระบุว่า หากนักเตะจงใจใช้มือ เสื้อ หรืออุปกรณ์ใดๆ ปิดบังคำพูดของตนระหว่างการถกเถียงในสนามกับคู่แข่ง ผู้ตัดสินมีสิทธิแจกใบแดงทันที เพื่อป้องกันการใช้ถ้อยคำเหยียดหยามที่อาจเกิดขึ้นได้ โดย มิเกล อัลมิรอน (Miguel Almirón) กองกลางทีมชาติปารากวัย เป็นนักเตะคนแรกที่โดนไล่ออกจากสนามจากกฎข้อนี้

ภาพ: THE CHOSUN

หรือกฎ No Racism Gesture หากนักกีฬาหรือเจ้าหน้าที่ของทีมทำ ‘สัญลักษณ์กากบาท’ (ตัวอักษร X) ด้วยแขน จะถือเป็นการส่งสัญญาณว่ามีการ ‘เหยียดเชื้อชาติ’ เกิดขึ้น เพื่อให้กรรมการเริ่มกระบวนการหยุดเกมและจัดการปัญหาทันที

อย่างไรก็ตาม แม้กติกาและบทลงโทษในสนามจะเข้มงวดขึ้น แต่ปัญหาการเหยียดยังคงเกิดขึ้นบนโลกออนไลน์เป็นจำนวนมาก ทำให้นักฟุตบอลหลายคนตกเป็นเป้าของความเกลียดชังตลอดการแข่งขัน

FIFA จึงร่วมมือกับ FIFPRO (สหพันธ์นักฟุตบอลอาชีพนานาชาติ) ในการใช้ระบบบริการคุ้มครองสื่อสังคมออนไลน์ (SMPS) ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลฯ เพื่อปกป้องนักเตะ โค้ช และเจ้าหน้าที่ จากการคุกคาม บุลลี และการเหยียดเชื้อชาติบนโลกออนไลน์

สถิติจาก Social Media Protection Service (SMPS) พบว่าตลอดรอบแบ่งกลุ่มการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2026 มีการตรวจพบโพสต์และความคิดเห็นที่เข้าข่ายการคุกคามหรือแสดงความเกลียดชังเกือบ 9 หมื่นข้อความ และพบว่า 11% เป็นการเหยียดเชื้อชาติ ซึ่งเพิ่มขึ้นหลายเท่าจากฟุตบอลโลกปี 2022 

อนาคตของวงการลูกหนัง

แม้ว่า FIFA จะออกกฎและเพิ่มบทลงโทษต่อการเหยียดเชื้อชาติอย่างเข้มงวดมากขึ้น แต่ถ้าทัศนคติและอคติทางเชื้อชาติยังฝังรากลึกอยู่ในสังคม มาตรการเหล่านี้ก็อาจจะเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น

ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ตัดสินผู้แพ้และผู้ชนะได้ภายในเวลา 90 นาที และควรเป็นพื้นที่ที่แข่งขันกันด้วยฝีเท้า การเหยียดเชื้อชาติและการเลือกปฏิบัติจึงไม่ควรมีที่ยืนในสังคม ไม่ว่าจะในสนามฟุตบอล หรือบนโลกออนไลน์

ท้ายที่สุดแล้ว นักเตะไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตนเองเพื่อให้ได้รับการยอมรับ เพราะอัตลักษณ์ของผู้คนมีได้มากกว่า 1 มิติ และคุณค่าความเป็นมนุษย์ไม่ควรถูกตัดสินจากเชื้อสาย สีผิว หรือผลแพ้ชนะของเกมกีฬา แต่ทุกคนควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

ที่มา:

https://www.theguardian.com/world/2026/jul/09/world-cup-racism-increase-social-media-kylian-mbappe

https://www.theguardian.com/world/2026/jul/09/world-cup-racism-increase-social-media-kylian-mbappe

https://www.theguardian.com/world/2026/jul/07/french-prosecutors-investigate-racist-abuse-mbappe

https://www.abc.net.au/news/2026-07-09/world-cup-racist-commentary-media-coverage/106895166

https://www.reuters.com/sports/soccer/mbappe-fires-back-paraguayan-senators-racist-tirade-after-france-victory-2026-07-06/

https://www.bbc.com/sport/football/articles/c1dy61921kko

The Diaspora Era: Why Football’s Greatest Nations Must Now Compete for Their Own Players – Time Africa

https://inside.fifa.com/campaigns/no-discrimination/news/social-media-protection-service-abusive-posts-world-cup-2026-racially-motivated

https://prachatai.com/journal/2020/06/87923

Tags: , , , , , , , , , , , , ,