อีกไม่กี่วันข้างหน้า ประเทศนี้จะมีประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ที่ชื่อว่า โสภณ ซารัมย์ สส.เขต 5 จังหวัดบุรีรัมย์ คนใกล้ชิด เนวิน ชิดชอบ
เท่ากับว่าประเทศนี้จะมีทั้งประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภา ที่มาจาก ‘บุรีรัมย์’ ทั้งคู่ สะท้อนความยิ่งใหญ่ของจังหวัดเล็กๆ ในพื้นที่อีสานใต้ เพราะสามารถยึดครองตำแหน่งประมุขของระบบรัฐสภา ทั้งสภาสูง-สภาล่างได้ทั้งหมด
แล้วทำไมต้องเป็นโสภณ ทำไมต้องเป็น มงคล สุระสัจจะ เพราะเหตุใดทั้งสภาสูง-สภาล่าง ต้องมาจากสัดส่วนบุรีรัมย์ทั้งคู่ 2 คนนี้มีดีอย่างไรถึงได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งอันศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 2 ตำแหน่ง
ก่อนอื่นต้องทำความรู้จักกับทั้งคู่ ทำความเข้าใจระบบการเมืองแบบบุรีรัมย์ที่มีเนวินเป็นสถาปนิก เป็นผู้ออกแบบ และสามารถแฮกระบบนี้ได้สำเร็จ และคาดคะเนถึงทิศทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้
มงคลกุมเสียงสภาฯ สูงได้ เท่ากับมีอำนาจเหนือองค์กรอิสระทั้งหมด
ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาปี 2567 เรื่องทั้งหมดเต็มไปด้วยความ ‘ผิดปกติ’ ระบบเลือกกันเองตามสัดส่วนจังหวัด ตามกลุ่มอาชีพ ภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ทำให้ได้ สว.ชื่อประหลาด อาชีพไม่ตรงกับตัวเป็นจำนวนมาก ขณะที่กระบวนการก็เต็มไปด้วยการ ‘ฮั้ว’ ครั้งใหญ่
เริ่มตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ไปจนถึงการคัดเลือกรอบสุดท้าย มีการจัดให้ผู้สมัครล็อตใหญ่พักโรงแรมเดียวกัน เดินทางไปพร้อมกันด้วยรถบัส ทั้งยังมีการทิ้งโพย ทิ้งหลักฐาน ให้เลือกคนด้วยชื่อที่ตรงกัน ด้วยหมายเลขที่ตรงกัน
ในการสรรหารอบสุดท้าย บุรีรัมย์เป็นจังหวัดที่มี สว.สูงที่สุดถึง 14 คน โดยมีมงคลเป็นหนึ่งในนั้น ท่ามกลางเสียงลือว่า ‘ล็อก’ มาตั้งแต่แรกว่า ชื่อของมงคลห้ามหลุด
มงคลเป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นอดีตอธิบดีกรมการปกครอง รวมถึงยังเคยเป็นแคนดิเดตปลัดกระทรวงมหาดไทย ยุคที่ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทว่าโดนกลุ่มข้าราชการบำนาญร้องเรียนเสียก่อน ชีวิตราชการสูงสุดของมงคลจึงจบที่อธิบดีกรมการปกครอง จากนั้นเมื่อรัฐบาลเปลี่ยนไปเป็นรัฐบาลพรรคเพื่อไทย มงคลก็ถูกย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
หลังเกษียณอายุราชการ มงคลหันไปใช้ชีวิตทำไร่ทำสวนที่อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ทว่ายังคงรับตำแหน่งประธานคณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ทรงศักดิ์ ทองศรี ในรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และปรากฏตัวอีกครั้งเพื่อเข้ารับการสรรหาเป็น สว.หลังจาก สว.จากคณะรัฐประหารหมดอายุ
แม้จะมีความไม่ชอบมาพากลมากมาย แต่สุดท้ายคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ปล่อยผ่าน สว.ทั้ง 200 คนเข้าสภาสูง ให้ทำหน้าที่ต่อไป มงคลได้รับเสียงสนับสนุนท่วมท้นจากเพื่อนพ้อง สว.ซึ่งมีชื่อเล่นเรียกกันว่า เป็น ‘สว.สีน้ำเงิน’ เป็นกลุ่มก้อนใหญ่รวม 140-150 คน
วุฒิสภาสีน้ำเงินมีส่วนอย่างมากในการ ‘รับรอง’ องค์กรอิสระเข้าไปทำหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เครื่องมือชั้นดีในการจัดการศัตรูคู่ตรงข้าม
ด้วยเหตุนี้ เมื่อพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทยไม่กินเส้นกันในช่วงรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร พรรคเพื่อไทยจึงพยายามนำเรื่องฮั้ว สว.ขึ้นมาปัดฝุ่น โดยให้กรมสอบสวนคดีพิเศษสอบกลุ่ม สว.ฮั้วทั้งหมด รวมถึงมงคลเรื่อยไปจนถึงกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังการฮั้ว มีทั้งชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี, ภราดร ปริศนานันทกุล, ไชยชนก ชิดชอบ และเนวิน ชิดชอบ
แต่เรื่องดังกล่าวก็ค่อยๆ เงียบลง ภายหลังพรรคประชาชนโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ พร้อมกับคำสัญญาว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ และสัญญาณจาก ‘รัฐพันลึก’ ว่า การมี สว.สีน้ำเงินนั้น ‘ปลอดภัย’ กว่าการปล่อยให้มี สว.สีส้ม เข้าไปทำหน้าที่เป็นจำนวนมาก
และยิ่งเงียบไปอีกเมื่อพรรคภูมิใจไทยได้รับเลือกตั้งถล่มทลาย อนุทินพร้อมกลับไปเป็นนายกฯ อีกรอบ
โสภณ ‘ซาเล้ง’ ตัวตายตัวแทนชั้นดีตระกูล ‘ชิดชอบ’
ชีวิตของโสภณเคยรับราชการครูมาก่อนที่จะเข้าเส้นทางการเมือง โดยเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของนักการเมืองลายครามที่ชื่อ ชัย ชิดชอบ
สมัยเรียนวิทยาลัยครูบุรีรัมย์ โสภณมีฐานะยากจนต้องถีบ ‘ซาเล้ง’ หารายได้เสริม ก่อนจะมาเป็นครู เป็นนักการเมือง กระทั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โสภณจึงได้ชื่อเรียกและฉายาจากนักข่าวว่า ‘โสภณ ซาเล้ง’ ซึ่งเจ้าตัวก็รับด้วยความภาคภูมิใจ
อีกสถานะ เขาเป็นคนใกล้ชิดของเนวินหรือ ‘ครูใหญ่’ สถาปนิกผู้ออกแบบระบบการเมืองไทยยุคใหม่ ผู้ส่งให้อนุทินได้เป็นนายกฯ และรวบรวมบรรดาบ้านใหญ่ รวม สส.เข้ามาอยู่ภายใต้ชายคา ‘ภูมิใจไทย’ ด้วยกัน
การทำงานร่วมกันอย่างยาวนานนับตั้งแต่รุ่นพ่อ ทำให้โสภณได้รับความไว้วางใจจากครูใหญ่อย่างมาก ขณะเดียวกันโสภณก็เข้าใจการเมืองอย่างดี มีพรรคพวกเพื่อนฝูงอยู่ในทุกพรรคการเมือง ‘ซาเล้ง’ จึงได้รับความไว้วางใจจากครูใหญ่ ให้จัดทัพนักการเมืองในพื้นที่ภาคอีสานจนประสบความสำเร็จได้ สส.เป็นกอบเป็นกำ
แต่แม้จะดำรงตำแหน่ง สส.บุรีรัมย์อย่างต่อเนื่อง ชื่อของโสภณห่างหายจากตำแหน่งฝ่ายบริหารไปนานหลายปี กระทั่งโผล่เข้ามาในห้วงโค้งสุดท้ายของการจัดตั้งรัฐบาลอนุทิน 1 ในฐานะ ‘รองนายกฯ’
ก่อนที่รอบนี้โสภณจะกลับมาอีกรอบใหญ่โตกว่าเดิม ในฐานะประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ คอยคุมเกมสภาผู้แทนราษฎร สภาฯ ที่มีอดีตหอกข้างแคร่อย่างพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาล สภาฯ ที่มีฝ่ายค้านแข็งแกร่งทั้งพรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์
อันที่จริง ครูใหญ่มีกฎหมายสำคัญที่อยากผลักดันอย่างร่างพระราชบัญญัติบ้านเกิดเมืองนอน กฎหมายที่ให้อำนาจประชาชนโดยให้ท้องถิ่นสามารถหารายได้ด้วยตนเองเพิ่มขึ้น ให้ประชาชนสามารถสนับสนุนภาษี 30% ให้กับบ้านเกิดหรือท้องถิ่นได้ รวมถึงต้องการปลดล็อกให้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ได้เกิน 2 วาระ
หากกฎหมายฉบับนี้ผ่าน นอกจากระบบ ‘กระจายอำนาจ’ จะเข้มแข็งมากขึ้น เพราะท้องถิ่นได้รับงบประมาณมากขึ้นแล้ว บรรดา ‘บ้านใหญ่’ ที่คุมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็จะได้ประโยชน์ตามไปด้วยจากงบประมาณที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ต้องรองบประมาณส่วนกลางเพียงอย่างเดียว
และอีกเรื่องสำคัญที่ประธานซาเล้งต้องมาดูแลคือ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่แม้จะมีเสียงผ่านประชามติเกิน 58% หรือกว่า 20 ล้านเสียง ‘เห็นชอบ’ ให้ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทว่ารัฐธรรมนูญต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่ชนชั้นนำยอมรับได้ และต้องควบคุมไม่ให้เสียงของ ‘ฝ่ายก้าวหน้า’ นั้นดังจนเกินไป
แน่นอนว่าการจะผ่านหรือจะคว่ำรัฐธรรมนูญต้องอาศัยเสียงทั้ง สส.และ สว.ซึ่งในเวลานี้อยู่ในมือของสัดส่วน ‘บุรีรัมย์’ ที่ฉาบด้วยสีน้ำเงิน และอยู่ภายใต้การควบคุมของ ‘รัฐพันลึก’ ทั้งคู่
แน่นอนว่านี่คือระบบการเมืองที่ชนชั้นนำพึงพอใจมากที่สุด ไม่ว่าจะมีข้อครหา มีเสียงค่อนแคะ เสียดสี มากเพียงใด ถึงการ ‘โกง’ ทั้งการฮั้ว สว. การซื้อเสียงเลือกตั้ง สส. หรือความเป็นท้องถิ่นนิยมมากเพียงใด
หลังจากนี้ สว.จะเลือกองค์กรอิสระที่เป็นของ ‘พวกเขา’ กระบวนการตรวจสอบนักการเมืองจะถูกใช้กับฝ่ายตรงข้ามฝ่ายเดียว ขณะที่ สส.จะผ่านกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับสีน้ำเงินต่อไป และทำหมันกฎหมายจากฝ่ายตรงข้ามที่รุนแรง อันตราย
ส่วนเรื่องการฮั้ว สว.จะกลายเป็นเรื่องเล่าขาน เป็นตำนานต่อไป และเป็นสัญลักษณ์ว่า ประเทศนี้ต่อให้ทำผิดชัดเจน แต่ถ้าหากเลือกถูกฝั่ง คุณจะรอดเสมอ
Tags: ภูมิใจไทย, Analysis, The Momentum ANALYSIS, เนวิน ชิดชอบ, โสภณ ซารัมย์, พรรคภูมิใจไทย




