ในพื้นที่ชายแดน การละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่ได้เกิดขึ้นแต่กับคนหนุ่มสาวที่บรรลุนิติภาวะแล้วเท่านั้น แต่สำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มเป้าหมายที่กลุ่มทุนสีเทา โดยเฉพาะแก๊งสแกมเมอร์ จะสรรหาเพื่อนำไปแสวงหาผลประโยชน์ต่างๆ
หนึ่งในผลประโยชน์ที่คนกลุ่มเทาๆ ต้องการ นั่นคือการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กผู้หญิงที่ไม่เพียงแต่ถูกบังคับให้ก่ออาชญากรรมหลอกลวงทางออนไลน์ภายในอาคารปิด แต่ยังมีความเสี่ยงที่จะถูกบังคับให้ค้าบริการทางเพศเมื่อทำยอดไม่ถึง
ที่น่าตกใจไปกว่านั้น การเกิดขึ้นของขบวนการค้ามนุษย์ที่แสวงหาเด็กไปใช้ประโยชน์จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่มีคนจากฝั่งชายแดนไทยที่อาจเอื้อให้ขบวนการดำเนินการต่างๆ ได้โดยสะดวก
รัฐประหารในเมียนมา สแกมเมอร์ และการค้ามนุษย์
เป็นที่ทราบกันดีว่า รัฐประหารของ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ทำให้กลุ่มสแกมเมอร์ซึ่งแต่เดิมมีอิทธิพลอยู่แล้วตามแนวชายแดน เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากการสนับสนุนของกลุ่มกองกำลังในพื้นที่ และแม้ว่ารัฐบาลไทย จีน รวมถึงเมียนมา จะพยายามปราบปรามและทำลายแหล่งที่ทำการอาชญากรรม แต่ปัญหาก็ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
อรรวี แตงมีแสง เจ้าของเพจ Natty loves Myanmar ซึ่งติดตามประเด็นการค้ามนุษย์และสแกมเมอร์ในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ให้ข้อมูลว่า ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติฝั่งเมียนมายังคงน่าเป็นห่วง เพราะหลังจากมีการเข้าทำลายอาคารสแกมเมอร์ในชเวโก๊กโก่ และเคเค พาร์ก ริมแม่น้ำเมย อาชญากรมีการปรับรูปแบบศูนย์ก่ออาชญากรรมให้มีขนาดเล็กลง และกระจายตัวอยู่ตามหุบเขา ป่า และพื้นที่ที่เข้าถึงยาก ตามแนวชายแดนตั้งแต่ท่าขี้เหล็กไปจนถึงด่านเจดีย์สามองค์
“จากการโฟกัสอาชญากรรมข้ามชาติแถวอำเภอแม่สอด อำเภอแม่ระมาด อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก เป็นหลัก แหล่งสแกมเมอร์ไม่ได้มีพื้นที่ใหญ่ๆ เหมือนก่อนหน้านี้แล้ว แต่จะเป็นสถานที่เล็กๆ ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา มีป่าบัง อยู่ลึกมากขึ้น ซึ่งลับสายตาคน ซึ่งก็จะเป็นเรื่องที่ยากขึ้นสำหรับเหยื่อที่ต้องการติดต่อมาขอความช่วยเหลือ หรือยากสำหรับคนที่ต้องการเข้าไปช่วย เท่าที่เรามีข้อมูล มีการกระจายตัวของศูนย์สแกมเมอร์ลักษณะนี้หลายแห่ง ที่อำเภอท่าสองยางเกือบ 10 แห่ง และที่อำเภอพบพระก็มีศูนย์สแกมเมอร์เกิดใหม่อีก 10 แห่งเหมือนกัน”
อรรวีชี้ว่า เมื่อการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในฝั่งเมียนมาไม่ได้ผล และยังมีศูนย์สแกมเมอร์เกิดขึ้นใหม่กระจายตัวในเมียนมา แหล่งธุรกิจสีเทาเหล่านี้จึงยังต้องการคนเข้าไปทำงานเพื่อหลอกลวงคนจากประเทศต่างๆ ด้วยสารพัดวิธี ทั้งการหลอกลวงให้สมัครงานหรือลักพาตัวข้ามพรมแดน
“การกระจายตัวของศูนย์สแกมเมอร์ เท่ากับว่าศูนย์เหล่านี้ต้องการ ‘เลือดใหม่’ หรือคนใหม่ๆ เข้าไปเติมเต็มในแหล่งปฏิบัติการ การพาคนเข้าไปก็จะมีทั้งการลักพาตัว หรือการหลอกคนจากพื้นที่ต่างๆ เข้ามา ปัญหาของสแกมเมอร์ก็จะกลับมาเกิดขึ้นอีก และมีความรุนแรงขึ้น”
ข้อมูลจากรายงาน 2025 Trafficking in Persons Report โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่า มีคนมากกว่า 1.2 แสนคนที่กำลังถูกแสวงหาผลประโยชน์ภายในศูนย์ปฏิบัติการสแกมเมอร์ในเมียนมา และมีประมาณ 5 หมื่นคนอยู่ในเขตเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง พื้นที่ที่อยู่ตรงข้ามกับอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก มีเพียงแม่น้ำเมยกั้นเท่านั้น
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ (CSNHTV) เปิดเผยผลคัดกรองจากเหยื่อที่ถูกพาไปทำงานในศูนย์สแกมเมอร์ในเมียนมาเป็นหลักจำนวน 656 ราย พบว่า ร้อยละ 97.8 ระบุว่าเข้าสู่เมียนมาโดยใช้ไทยเป็นทางผ่าน และร้อยละ 77.2 เดินทางด้วยการเดินข้ามแม่น้ำ
นอกจากนี้ รายงานยังเปิดเผยว่า เหยื่อถูกบังคับให้ทำงานที่ไม่ตรงกับโฆษณาสมัครงานเกินครึ่ง หลายคนต้องทำงาน 15-20 ชั่วโมงต่อวัน และมีเพียงร้อยละ 17 ที่บอกว่าตนเองไม่เคยถูกทำร้ายหรือทรมานด้วยการกักขัง ข่มขู่ อดอาหาร การตี เผา และถูกใช้ความรุนแรงทางเพศ
‘เด็ก’ หนึ่งในเหยื่อของการค้ามนุษย์
เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา เปิดเผยสถานการณ์การค้ามนุษย์และเด็กหายประจำปี 2568 โดยพบคดีค้ามนุษย์รวม 279 คดี โดยมีการบังคับใช้แรงงาน 33 คดี และในจำนวนนี้มีแรงงานเด็ก 15 คดี ขณะเดียวกันยังพบว่าผู้เสียหายเป็นเด็กและเยาวชนสูงถึง 213 ราย โดยมีระบบออนไลน์เป็นช่องทางก่อเหตุ 170 คดี จำนวนมากถูกหลอกให้ไปทำงานในแก๊งสแกมเมอร์
ในการเปิดเผยครั้งนั้นพบเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 19 คน ถูกหลอกให้ไปทำงานสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยวิธีการหลอกให้สมัครงานรายได้สูงในระบบออนไลน์ สร้างความสัมพันธ์เชิงชู้สาวล่อลวงใจ และชักชวนให้ไปทำงานในที่ห่างไกล ก่อนจะถูกส่งต่อให้กับขบวนการข้ามชาติ
จากการทำหน้าที่ช่วยเหลือเหยื่อสแกมเมอร์และติดตามท่าทีของอาชญากรรมข้ามชาติมาโดยตลอด อรรวียืนยันว่า เด็กเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่อาชญากรข้ามชาติต้องการ โดยเธอได้รับข้อมูลว่า ในศูนย์สแกมเมอร์มีเด็กทำงานอยู่จำนวนมาก บางรายอายุต่ำกว่า 15 ปี เดินทางมาจากหลายพื้นที่รวมทั้งไทย เช่น จากจังหวัดแม่ฮ่องสอน
“เด็กแม่ฮ่องสอนที่เป็นเหยื่อได้รับการปล่อยตัวมาแล้ว และเราได้รับทราบว่า เด็กที่ถูกพาตัวไป อย่างแรกเขาจะให้ไปเป็นสแกมเมอร์ อีกส่วนก็คืองานบริการ ซึ่งเคยมีกรณีของเด็กผู้หญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี ถูกนำไปค้าประเวณีที่ฝั่งเมียนมา”
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ตำรวจปราบปรามการค้ามนุษย์จับกุมชายวัย 59 ปี ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นหนึ่งในเครือข่ายค้ามนุษย์ในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และมีความเกี่ยวข้องกับเด็กนักเรียนหญิงอายุ 13 ปี และ 14 ปี ที่ถูกส่งไปทำงานในร้านคาราโอเกะแห่งหนึ่งในเมืองเมียวดี ซึ่งถือเป็นจุดศูนย์กลางของสแกมเมอร์ตามแนวชายแดนไทย
เด็กวัย 13 ปีเล่าว่า เธอเดินทางมาถึงอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยพักที่บ้านของหญิงไทยรายหนึ่ง 1 คืน ก่อนจะมีชายชาวไทยพาไปตลาดริมน้ำเมย และส่งต่อให้กับชายชาวเมียนมาเพื่อให้พานั่งเรือข้ามแม่น้ำไปฝั่งเมียนมา จากนั้นเธอถูกส่งให้ไปอยู่ในอาคารลักษณะคล้ายอพาร์ตเมนต์ซึ่งมีทั้งชาวเมียนมาและชาวจีนถืออาวุธอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่สามารถใช้งานโทรศัพท์ได้ และต้องติดต่อกันผ่านไวฟายเป็นหลัก จากนั้นเธอจะได้รับคำสั่งให้อาบน้ำและแต่งตัว ก่อนจะมีการถ่ายรูปส่งให้ลูกค้าดู
เด็กหญิงถูกบังคับให้ทำงานให้บริการทางเพศแก่ลูกค้าชาวจีน โดยต้องทำงานทุกคืนตั้งแต่ 20.00-03.00 น. ก่อนที่จะติดต่อกลับมายังครอบครัวได้ แต่การจะถูกปล่อยตัว ครอบครัวจะต้องจ่ายเงินเป็นจำนวน 8,000 บาท
ทั้งนี้ จากรายงานด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ซึ่งเผยแพร่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เปิดเผยว่า ศูนย์สแกมเมอร์มักมีลักษณะเป็นเมืองที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต กาสิโน และสถานค้าประเวณี อยู่ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งอรรวีเสริมข้อมูลว่า เด็กจะถูกส่งเข้าไปทำงานในสถานบันเทิง และถูกบังคับให้ขายบริการในนั้น ซึ่งเธอกล่าวว่า คนที่ทำการรวบรวมเด็ก มีทั้งเอเยนต์จากเวียดนาม จีน รวมถึงไทย
ขณะเดียวกัน รายงานของสหประชาชาติยังพบว่า ผู้ที่ถูกค้ามนุษย์และบังคับให้ทำงานในศูนย์สแกมเมอร์ต่างเผชิญกับการล่วงละเมิดทางเพศ โดยได้รับข้อมูลจากเหยื่อที่ถูกพาไปเป็นสแกมเมอร์ว่า มีการบังคับผู้หญิงหลายคนให้ค้าประเวณี และบังคับให้ทำแท้ง ผู้หญิง 12 คนที่ได้รับการปล่อยตัวออกจากศูนย์สแกมเมอร์ในเมียนมาบอกว่าตนถูกข่มขืนและกำลังตั้งครรภ์ ส่วนหญิงชาวฟิลิปปินส์กล่าวว่าตนถูกทำร้ายด้วยการช็อตไฟฟ้าแม้ตนจะตั้งครรภ์อยู่ก็ตาม ขณะเดียวกัน ผู้ชายมักถูกทำให้อับอายทางเพศและถูกล่วงละเมิดทางเพศอยู่บ่อยครั้ง
“เราเองก็ได้รับข้อมูลว่าบริเวณท่าข้ามแม่น้ำเมยจากไทยไปเมียนมาของเอกชน เจ้าของท่าข้ามเป็นแม่เล้า รวบรวมเด็กเข้ามาอยู่สังกัดของตัวเองแล้วส่งเข้าไปในศูนย์สแกมเมอร์ แม่เล้าจะเป็นคนดีลและประกาศหาเด็กตามโซเชียลมีเดีย บางทีเขาก็จะมีกลุ่ม Telegram หรือ Facebook ของเขาอยู่ ซึ่งเด็กจำนวนหนึ่งที่ได้มาก็จะพูดภาษาจีนได้
“เด็กที่เข้าไปยังศูนย์อาชญากรรมไซเบอร์ มีทั้งกรณีที่ถูกหลอกเข้าไป และเต็มใจไป แต่ถึงแม้เขาจะเต็มใจไป แต่เขาก็ไม่ได้ตั้งใจไปให้ตนเองถูกทำร้าย ถูกเอาไปเรียกค่าไถ่ หรือถูกขายต่อ”
เจ้าของเพจ Natty loves Myanmar ยังเปิดเผยว่า เด็กบางส่วนถูกพ่อแม่หรือผู้ปกครองขายให้กับกลุ่มอาชญากรรมไซเบอร์ เช่น เด็กที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สูง เนื่องจากปัจจัยความยากจน มากกว่านั้น เด็กบางคนยังถูกลักพาตัวจากหมู่บ้านบนภูเขาเข้าไปทำงานในศูนย์สแกมเมอร์
“เด็กดอยเขาจะมีผิวขาว หน้าตาน่ารัก ผิวพรรณดี ขบวนการสแกมเมอร์ก็จะส่งรูปเด็กให้คนในเครือข่ายดู และด้วยความยากจน พ่อแม่เขาก็ขายลูกมาทำงานเหล่านี้ หรือบางคนก็โดนฉุดมาจากหมู่บ้านบนดอยก็มี อย่างที่ศูนย์สแกมเมอร์ในเคเค พาร์ก เขาก็เล่าให้ฟังว่ามีการไปจับเด็กบนดอยลงมา
“หลักๆ แล้ว การส่งเด็กเข้าไปในศูนย์สแกมเมอร์ก็คือเรื่องผลประโยชน์ สมมติพ่อแม่ที่ขายลูกเข้าไป เขาก็ต้องได้ประโยชน์จากการขายอยู่แล้ว ส่วนนายหน้าก็ได้ประโยชน์อีกแบบ ทุกคนได้ส่วนแบ่งกันหมดจากการส่งเด็กเข้า” อรรวีกล่าว พร้อมเสริมว่า แม้เหยื่อบางรายจะเอาตัวรอดและทำให้อาชญากรเลี้ยงดูในพื้นที่ได้ แต่ก็ต้องพบกับความเสี่ยงมากมายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เมื่อทำให้อาชญากรไม่พอใจ
“อย่างน้อยๆ ก็เสี่ยงชีวิตแน่ๆ ที่เห็นก็คือคนที่เข้าไปทำงานในนั้นต้องมีปัญหาเรื่องยาเสพติด โรคติดต่อ ความเสี่ยงที่ตัวเองจะถูกกักขังหน่วงเหนี่ยว แล้วก็นอนในคุกแบบขาดอิสระ เขาจะต้องมีคนคอยคุมอยู่ตลอดเวลา และการทำงานอาจจะไม่ได้เงินตามที่ตกลงกันไว้ ถ้าเราไปทำอะไรที่มันดูเป็นการขัดขืนเขา เราก็ตาย บางคนก็เสี่ยงกับการถูกค้าอวัยวะด้วย ความเสี่ยงสูงสุดคือความตายจริงๆ อย่างก่อนหน้านี้ที่เคเค พาร์ก บางคนถูกโยนลงแม่น้ำเมยก็มี”
ไทย: ไม่ได้เป็นเพียงทางผ่าน แต่ระบบยัง ‘เอื้อ’ ขบวนการสีเทา
ตั้งแต่เกิดปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อคนทั่วโลก ประเทศไทยก็ถูกชี้ว่าเป็นหนึ่งในผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการ อย่างน้อยก็ด้วยปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่เอื้อให้การส่งคนข้ามไปยังศูนย์สแกมเมอร์ซึ่งตั้งอยู่ล้อมรอบ ทั้งกัมพูชา ลาว เมียนมา ทำได้อย่างง่ายดาย แต่คำถามสำคัญก็คือ ในเมื่อประเทศไทยประกาศจุดยืนไม่เอาธุรกิจสีเทาที่เกิดขึ้นตามพื้นที่ชายแดน เหตุใดประเทศนี้ยังคงถูกใช้เป็นประตูที่จะใช้เดินทางเข้าสู่ธุรกิจผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง
ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 ประเทศไทยเพิ่งประกาศตัดไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และการส่งเชื้อเพลิง ไปยังพื้นที่ชายแดนเมียนมา 5 จุด ซึ่งเป็นพื้นที่ของศูนย์สแกมเมอร์ รวมทั้งพื้นที่เมียวดี ซึ่งสะท้อนว่า มีทรัพยากรฝั่งไทยส่งไปยังพื้นที่ก่ออาชญากรรม และทรัพยากรเหล่านี้เองอาจเป็นท่อน้ำเลี้ยงชั้นดีที่ทำให้เครือข่ายอาชญากรใช้มาหลอกคนทั่วโลก
“ศูนย์สแกมเมอร์แห่งหนึ่งใกล้กับตำบลแม่หละ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ที่เราเคยลงพื้นที่มาก่อนหน้านี้ มีคนอยู่ตรงนั้นประมาณ 1,000 คน ก็เรียกได้ว่าเป็นศูนย์สแกมเมอร์ขนาดใหญ่เลย มีคนหลายสัญชาติ ทั้งคนปากีสถาน อินเดีย บังกลาเทศ จีน แอฟริกัน คนกลุ่มนี้ต้องกินทุกวัน คำถามคือพวกเขาเอาของกินมาจากไหน การก่อสร้างอาคาร พวกเขาเอาวัสดุมาจากที่ไหน แม้แต่อินเทอร์เน็ตต่างๆ พวกเขาก็ยังมีใช้งาน
“พม่าเทา จีนเทา เรารู้ว่ามีอยู่ แต่จริงๆ ไทยเราเองก็เทาเหมือนกันจากเคสสแกมเมอร์ เพราะเข้าไปทำหน้าที่ขับรถขนส่งคน ขนส่งของ ส่งอาหาร คอยเคลียร์เส้นทางหลีกเลี่ยงด่านให้ คนจากฝั่งเราเองก็กลายเป็นผู้ที่อำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มธุรกิจสแกมเมอร์เหมือนกัน” อรรวีระบุ
เช่นเดียวกับ ‘ท่าข้าม’ ที่อรรวีเปิดเผยว่า มีหลายจุดของแม่น้ำเมยที่คน 2 ฝั่งสามารถข้ามไปมาหาสู่กันได้เพราะน้ำตื้น ซึ่งท่าข้ามบางจุดอยู่ในพื้นที่ของเอกชน กลุ่มขบวนการค้ามนุษย์จึงฉวยโอกาสนี้เข้าไปเจรจากับเอกชน ขอใช้ท่าข้ามเพื่อส่งคนเข้าไปทำงานในศูนย์สแกมเมอร์ โดยที่เอกชนได้รับประโยชน์จากการเก็บค่าผ่านท่าข้าม
ที่สำคัญคือการตรวจจับความผิดปกติของเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ชายแดนอำเภอแม่สอด ที่อรรวีชี้ว่า บางส่วนก็ ‘หลับหูหลับตา’ ทำเป็นมองไม่เห็นขบวนการค้ามนุษย์ โดยเธอเชื่อว่า ขบวนการมีการเคลียร์กับเจ้าหน้าที่รัฐและให้อำนวยความสะดวกอีกด้วย
สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ได้แนะนำวิธีการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ข้ามแดน โดยแนะให้มีการกำกับแพลตฟอร์มและนายหน้าที่จัดหาแรงงานจากต่างประเทศ จัดการการทุจริตและการสมรู้ร่วมคิดของเจ้าหน้าที่ ขณะเดียวกัน การจัดการอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติต้องไม่ใช่ความรับผิดชอบของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งในประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องรับผิดชอบแบบเครือข่ายข้ามประเทศ ทั้งรัฐบาล บริษัทด้านเทคโนโลยี แพลตฟอร์มออนไลน์ และสถาบันการเงินทำงานร่วมกันเพื่อสกัดกั้นปัญหา
ด้านอรรวี ปัจจุบันเธอยังรู้สึกว่าการจัดการปราบปรามฐานสแกมเมอร์ของรัฐบาลไทย รวมทั้งมาตรการในการแก้ปัญหายังไม่เต็มที่มากพอ ดังนั้นปัญหาจึงยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องไปอย่างไม่รู้จุดจบ
“เราเองอยากเห็นความจริงใจในการแก้ปัญหานี้อย่างจริงจังสักที ทั้งเรื่องของสแกมเมอร์ ทั้งการส่งเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะข้ามพรมแดนไปยังอีกฝั่งประเทศเพื่อขายบริการ เราอยากเห็นเขาจริงจังในเรื่องนี้จริงๆ” อรรวีกล่าวทิ้งท้าย
อ้างอิง:
-https://news.un.org/en/story/2026/02/1167012
-https://www.khaosodenglish.com/news/2025/10/15/thai-children-trapped-between-online-scams-and-trafficking-rings/
-https://www.info-res.org/myanmar-witness/articles/how-myanmars-scam-compounds-work/




