เมื่อวานนี้ (7 พฤษภาคม 2026) ผู้นำระดับรัฐมนตรีจาก 10 ประเทศอาเซียน เดินทางเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 48 (The 48th ASEAN Summit) ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ โดยในปีนี้ มีฟิลิปปินส์นั่งเก้าอี้ดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนประจำปี 2026
การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางที่ดำเนินมาต่อเนื่องกว่า 69 วัน การพูดคุยของบรรดาผู้นำจึงมุ่งเน้นไปที่ประเด็นเรื่อง ‘ความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร’ ภายในภูมิภาค
The Momentum สรุปประเด็นหลักที่เกิดขึ้นในการประชุมครั้งนี้
ยกระดับความร่วมมือและเสริมสร้างเอกภาพภายในอาเซียน
ผู้นำอาเซียนมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างการประสานงานและความร่วมมือระหว่างกันในทุกมิติ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อรับมือกับวิกฤตสงครามตะวันออกกลางอย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งตอกย้ำความเป็นเอกภาพของอาเซียนท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบัน
ประเทศสมาชิกอาเซียนต่างมีจุดยืนร่วมกันต่อสงครามในตะวันออกกลาง โดยสนับสนุนให้มีการใช้แนวทางทางการทูตและการเจรจาอย่างสันติเพื่อยุติสงคราม ซึ่ง โดมินิก ซาเวียร์ อิมพีเรียล (Dominic Xavier Imperial) รองผู้ช่วยเลขานุการกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ ระบุว่า การประชุมครั้งนี้ ผู้นำอาเซียนจะออกแถลงการณ์ร่วม เพื่อเรียกร้องให้มีการยุติสงครามโดยเร็วที่สุด
นักวิเคราะห์มองว่า มาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐฯ และความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างชาติมหาอำนาจ กำลังผลักให้อาเซียนต้องเร่งเสริมสร้างความร่วมมือและความเป็นหนึ่งเดียวภายในภูมิภาคมากยิ่งขึ้น
นับตั้งแต่การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 47 เมื่อปี 2025 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศมาเลเซีย ก็เริ่มเห็นชัดเจนมากขึ้นว่า ผู้นำอาเซียนมีความเห็นตรงกันว่า อาเซียนไม่ควรเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์บนเวทีระหว่างประเทศ ท่ามกลางกระแสการกีดกันทางการค้าและการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ แต่ควรมีบทบาทเชิงรุก เปิดกว้าง และกำหนดทิศทางของภูมิภาคด้วยตนเองมากขึ้น
มาตรการรับมือวิกฤตพลังงานจากสงครามตะวันออกกลาง
สำหรับมาตรการรับมือกับสงครามในตะวันออกกลาง สำนักข่าว AP รายงานว่า อาเซียนได้เสนอแนวทางด้านความมั่นคงทางพลังงานผ่านมาตรการแบ่งปันเชื้อเพลิงระหว่างประเทศสมาชิกอย่างเป็นระบบ รวมถึงการจัดหาระบบไฟฟ้าและน้ำมันดิบภายในภูมิภาคให้มีเสถียรภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเกี่ยวกับการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาระบบสื่อสารในช่วงวิกฤต ตลอดจนการเปิดรับการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งรวมถึงการใช้พลังงานนิวเคลียร์ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเหล่านี้ยังไม่ได้มีรายละเอียดที่ชัดเจนหรือเป็นรูปธรรมมากนัก โดยคาดว่าผู้นำอาเซียนจะมีการหารือเพิ่มเติมในการประชุมวันนี้ (8 พฤษภาคม 2026)
เน้นย้ำประเด็นเสรีภาพในการเดินเรือ
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานว่า รัฐบาลอินโดนีเซีย มีแผนที่จะเก็บค่าผ่านทางจากเรือที่แล่นผ่านช่องแคบมะละกา โดย ปูร์บายา ยูดี ซาเดวา (Purbaya Yudhi Sadewa) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซีย ระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากแผนของอิหร่าน ซึ่งต้องการเรียกเก็บค่าผ่านทางจากเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ในเวลาต่อมาปูร์บายาออกแถลงการณ์ว่า รัฐบาลอินโดนีเซียยังไม่มีแผนดำเนินการที่ชัดเจนในขณะนี้ ขณะที่ วิเวียน บาลากริชนัน (Vivian Balakrishnan) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ และ ซูกีโยโน (Sugiono) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย ต่างเน้นย้ำถึงความสำคัญของเสรีภาพในการเดินเรือ
สำนักข่าว AP รายงานว่า ในการประชุมครั้งนี้ ผู้นำอาเซียนเน้นย้ำถึงความสำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศและความร่วมมือระหว่างภูมิภาค รวมถึงการเคารพอธิปไตยซึ่งกันและกัน
นอกจากนี้ อาเซียนยังให้คำมั่นสัญญาว่า จะรักษาเส้นทางการเดินเรือที่ปลอดภัยและเปิดกว้าง พร้อมรับประกันความปลอดภัยในการเดินทางผ่าน ‘ช่องแคบมะละกา’ ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea: UNCLOS)
อนึ่ง ช่องแคบมะละกาเป็นช่องแคบที่เชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ถือเป็นหนึ่งในช่องแคบที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยมีพื้นที่ติดกับประเทศสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย
การกลับมาของเมียนมา
ฮาว คาน ซูม (Hua Khan Sum) ปลัดกระทรวงการต่างประเทศเมียนมา ยังเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 48 ด้วยเช่นกัน หลังจากที่ตัวแทนของประเทศเมียนมาไม่ได้เข้าร่วมการประชุมมานานกว่า 5 ปี นับตั้งแต่กองทัพเมียนมาภายใต้การนำของ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย (Min Aung Hlaing) ทำการรัฐประหารรัฐบาลพลเรือนในปี 2021
แม้ล่าสุดเมียนมาเพิ่งจะมีการประกาศนิรโทษกรรม อองซานซูจี (Aung San Suu Kyi) อดีตผู้นำรัฐบาลพลเรือนเมียนมา พร้อมเปลี่ยนสถานที่กักขังจากคุกมาเป็นบ้านพัก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอาเซียนยังไม่ได้ให้การรับรองรัฐบาลเมียนมาชุดปัจจุบัน ซึ่งมีมิน ออง หล่ายนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดี โดยมองว่า แม้รัฐบาลชุดดังกล่าวจะมาจากการเลือกตั้ง แต่ก็ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเมียนมาอย่างใกล้ชิด
ด้าน เกา กึมฮวน (Kao Kim Hourn) เลขาธิการอาเซียนคนปัจจุบัน ระบุว่า การประชุมครั้งนี้จะมีการหารือเกี่ยวกับอนาคตของเมียนมา รวมถึงร่วมกันหาแนวทางในการสนับสนุนการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งภายในประเทศ ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่กลุ่มชาติพันธ์ุต่างๆ ภายในเมียนมา
สันติภาพระหว่างไทย-กัมพูชา
การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการพบกันครั้งแรกระหว่างผู้นำของไทยกับกัมพูชา นับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะกันระหว่างกองทัพของทั้ง 2 ประเทศ จากประเด็นข้อพิพาทชายแดนเมื่อเดือนธันวาคม 2025
แม้ว่าปัจจุบันทั้ง 2 ฝ่ายจะอยู่ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกัมพูชายังคงกล่าวหาประเทศไทยเรื่องการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รัฐบาลไทยออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวมาโดยตลอด
ทั้งนี้ สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ในการประชุมครั้งนี้ จะมีการหารือเพื่อผลักดันข้อตกลงสันติภาพถาวรระหว่างไทย-กัมพูชาด้วยเช่นกัน โดยมี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ (Ferdinand Marcos Jr.) ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เข้าร่วมด้วย
กระทรวงการต่างประเทศไทยออกแถลงการณ์เพิ่มเติมว่า ผู้นำของทั้ง 2 ประเทศเห็นพ้องตรงกันที่จะมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้ง 2 ชาติ เป็นผู้นำในการเข้าร่วมเจรจาและทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขข้อพิพาทเรื่องดินแดนและฟื้นฟูความไว้วางใจ พร้อมทั้งสร้างความสัมพันธ์ในรูปแบบทวิภาคีขึ้นมาใหม่
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย แสดงความเห็นว่า โอกาสครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญสำหรับทั้ง 2 ประเทศ เพื่อมุ่งสู่สันติภาพ
“การหลีกเลี่ยงความขัดแย้งคือสิ่งที่ดีที่สุด
“ถึงเวลาแล้วที่ทั้ง 2 ประเทศจะต้องมองไปข้างหน้า พร้อมจับมือกันเดินสู่เส้นทางสันติภาพ” อนุทินกล่าว
ที่มา:
– https://mfa.go.th/en/content/trilateralmeeting-eng?cate=5d5bcb4e15e39c306000683e
Tags: อาเซียน, ไทย, Asean summit, ไทยกัมพูชา, ประชุมอาเซียน




