แผนการสร้างมัสยิด ‘แห่งแรก’ ในเมืองฟูจิซาวะ จังหวัดคานากาวะ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของโตเกียว กำลังเผชิญกระแสต่อต้านอย่างหนัก หลังประชาชนในพื้นที่จำนวนหลายพันคนรวมตัวกันประท้วงคัดค้านการก่อสร้างมัสยิดดังกล่าว จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้าควบคุมสถานการณ์
ระหว่างการชุมนุม ผู้เข้าร่วมได้ถือป้ายแสดงจุดยืนคัดค้าน โดยอ้างว่า โครงการดังกล่าวอาจก่อให้เกิดปัญหาเสียงรบกวนและการจราจรภายในชุมชน รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น เนื่องจากแผนการสร้างมัสยิดดังกล่าว จะมีขนาดใหญ่กว่าศาลเจ้าซามูคาวะ (Samukawa) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียง อีกทั้งยังเป็นศาลเจ้าชินโตเก่าแก่ที่มีประวัติยาวนานกว่า 1,500 ปี
นอกจากนี้ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมายังมีผู้ลงชื่อคัดค้านการสร้างมัสยิดดังกล่าวมากกว่า 3 หมื่นราย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลมีมาตรการเพื่อปกป้องความมั่นคงในชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนชาวญี่ปุ่น
ขณะที่ผู้นำชุมชนมุสลิมและตัวแทนโครงการมัสยิดฟูจิซาวะ ระบุว่า ชุมชนมุสลิมจะปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบของญี่ปุ่นอย่างเคร่งครัด โดยก่อนหน้านี้ ชุนชนได้ยื่นคำขอก่อสร้างต่อทางการท้องถิ่นเมืองฟูจิซาวะ เมื่อเดือนเมษายน 2025 ก่อนที่จะได้รับอนุมัติในเดือนกรกฎาคม
นอกจากนี้ ผู้นำชุมชนมุสลิมยังชี้ว่า กระแสต่อต้านส่วนหนึ่งอาจมีที่มาจากการนำเสนอข้อมูลเชิงลบเกี่ยวกับศาสนาอิสลามอย่างต่อเนื่องบนสื่อสังคมออนไลน์ และประชาชนบางส่วนอาจยังไม่มีความรู้และความเข้าใจต่อชุมชนมุสลิมมากเพียงพอ
กระแสการต่อต้านครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางจำนวนประชากรมุสลิมในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยชาวมุสลิมในญี่ปุ่นร้อยละ 90 คือชาวต่างชาติที่ย้ายเข้ามาทำงานในประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับภาวะขาดแคลนแรงงานภายในประเทศ อันเป็นผลจากการที่ญี่ปุ่นก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ทำให้ชุมชนชาวมุสลิมเผชิญกระแสต่อต้านในญี่ปุ่นคือ ความแตกต่างด้านการจัดการพิธีศพ เนื่องจากชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยึดถือธรรมเนียมการเผาศพ ขณะที่ชาวมุสลิมต้องใช้วิธีการฝังศพตามหลักศาสนา ซึ่งแตกต่างจากวิถีของคนในท้องถิ่น รวมถึงทำให้คนในท้องถิ่นกังวลเรื่องการใช้พื้นที่และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การปนเปื้อนของเชื้อโรคในดินและแหล่งน้ำ
อย่างไรก็ตาม การขึ้นสู่อำนาจของพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ภายใต้การนำของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งมีแนวทางอนุรักษนิยม ส่งผลให้ประเด็นเรื่องผู้อพยพและค่านิยมทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น
เมื่อปี 2025 นายกฯ ญี่ปุ่นได้แต่งตั้งกระทรวงใหม่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองญี่ปุ่น เพื่อดูแลนโยบายเกี่ยวกับชาวต่างชาติและจัดระเบียบสังคม เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขระหว่างชาวญี่ปุ่นกับชาวต่างชาติ โดยมี คิมิ โอโนดะ (Kimi Onoda) นั่งเก้าอี้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี
ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกมองว่า เป็นมาตรการคุมเข้มชาวต่างชาติและต้องการชูนโยบาย ‘Japan First’ โดยโอโนดะเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า “เราจะดำเนินมาตรการที่เข้มงวดต่อชาวต่างชาติที่ไม่เคารพกฎและสร้างความรู้สึกไม่ปลอดภัยให้กับประชาชนชาวญี่ปุ่น”
เมื่อวานนี้ (28 เมษายน 2026) โอโนดะยังเน้นย้ำผ่านสื่ออีกครั้งว่า วัฒนธรรมญี่ปุ่นจะยังคงเป็น ‘เสาหลัก’ ที่สำคัญของสังคมพหุวัฒนธรรม พร้อมเรียกร้องให้ชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศ ปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมและมีความรับผิดชอบต่อสังคม
ต่อมา มีนักข่าวรายหนึ่งยกข้อความจากคัมภีร์อัลกุรอานขึ้นมาอ่านต่อหน้าโอโนดะ โดยอ้างอิงข้อความจากบทที่ 2 โองการ 256, บทที่ 4 โองการ 59 และบทที่ 109 โองการ 6 เพื่อสื่อถึงหลักการเคารพความเชื่อและความหลากหลายทางวัฒนธรรม
ก่อนที่นักข่าวรายดังกล่าวจะตั้งคำถามต่อโอโนดะว่า เหตุใดญี่ปุ่นจึงยังไม่รับรองให้พิธีการจัดการศพของชาวต่างชาติเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย
โอโนดะไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม โดยระบุเพียงว่า จุดยืนของเธอจะไม่เปลี่ยนแปลง พร้อมชี้แจงว่า อำนาจในการพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการฝังศพ อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงแรงงาน พร้อมแนะนำให้นักข่าวไปสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง
ที่มา:
–https://www.firstpost.com/explainers/japan-mosque-protests-muslim-population-fujisawa-14000642.html
–https://www.j-cast.com/2026/04/29514096.html
–https://www.instagram.com/p/DXq6Y-lFaR9/
–https://x.com/JapanSalaryboom/status/1981196376857084123
Tags: LDP, พรรคเสรีประชาธิปไตย, ซานาเอะ ทาคาอิจิ, Japan, ญี่ปุ่น, มุสลิม, พรรคอนุรักษนิยม, มัสยิด, ศาสนาอิสลาม




